มัมมี่ : “มูเมีย” ตำรับยาจากศพที่คนยุโรปบริโภคมานาน 500 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทำไมผู้คนถึงคิดว่าการกินศพมนุษย์ที่ถูกทำเป็นมัมมี่จึงดีต่อสุขภาพ คำตอบของเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์อันชวนขนลุก และความไม่รู้ของผู้คนชาวยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่หลงใหลในมัมมี่จากอียิปต์
ศาสตราจารย์ มาร์คัส ฮาร์มส จากมหาวิทยาลัยเซาท์เธิร์น ควีนส์แลนด์ ในออสเตรเลียเขียนถึงเรื่องนี้ในเว็บไซต์ข่าววิทยาศาสตร์ Live Science ว่าความเชื่อดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคกลางซึ่งคนในยุโรปเชื่อว่ามัมมี่บดละเอียดมีสรรพคุณเป็นยาครอบจักรวาลที่ช่วยรักษาโรคได้สารพัดโรค ตั้งแต่กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองไปจนถึงอาการปวดหัว ก่อนที่ในศตวรรษที่ 19 มัมมี่จะกลายเป็นวัตถุที่เหล่าชนชั้นสูงในอังกฤษใช้สร้างความบันเทิงในงานเลี้ยงอาหารค่ำ
ความคลั่งไคล้มัมมี่

ที่มาของภาพ, MINISTRY OF ANTIQUITIES / REUTERS
ความเชื่อผิด ๆ ว่ามัมมี่เป็นยาที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นั้น ทำให้ผู้คนบริโภคซากศพมนุษย์ด้วยกันเองอยู่นานหลายศตวรรษ
ศาสตราจารย์ ฮาร์มส ระบุว่า ชาวยุโรปตั้งแต่คนรวยไปถึงคนจนนิยมบริโภค "มูเมีย" (Mumia) ซึ่งเป็นเวชภัณฑ์ที่ขายตามร้านขายยา โดยผลิตจากร่างมัมมี่ที่ขุดขึ้นจากหลุมศพในอียิปต์และถูกนำเข้าไปยังยุโรป
ในศตวรรษที่ 12 ร้านขายยาต่าง ๆ ใช้มัมมี่บดเป็นผงเป็นส่วนผสมในตำรับยารักษาโรคต่าง ๆ และใช้ต่อเนื่องกันยาวนานในอีก 500 ต่อมา
ในยุคที่โลกยังไม่มียาปฏิชีวนะ แพทย์ในยุคนั้นจึงสั่งจ่ายยาที่ทำจากหัวกะโหลก กระดูก และเนื้อมัมมี่เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะ ลดอาการบวม หรือรักษากาฬโรค
แต่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อในสรรพคุณของยาเหล่านี้ กี เดอ ลา ฟองเตน แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสแสดงความกังขาต่อความเชื่อนี้ และได้เห็นมัมมี่ปลอมที่ทำจากศพชาวนาในเมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ในปี 1564 เขาจึงได้ตระหนักว่าผู้คนจำนวนมากกำลังถูกหลอก และบริโภคสิ่งที่ไม่ใช่มัมมี่โบราณ
อย่างไรก็ตาม ร้านขายยาต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรยังคงจ่าย "ยามัมมี่" ให้ผู้คนเรื่อยไปจนถึงช่วงศตวรรษที่ 18
นอกจากมัมมี่โบราณแล้ว แพทย์บางคนยังเชื่อว่าเนื้อหนังมังสาและเลือดสด ๆ ของมนุษย์มีพลังชีวิตที่ร่างมัมมี่แห้ง ๆ ไม่มี คำอวดอ้างนี้ได้ถูกส่งต่อและเชื่อถือกันในหมู่ชนชั้นสูงของสังคม
แม้แต่พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษก็เสวยพระโอสถที่ทำจากหัวกะโหลกมนุษย์เพื่อรักษาอาการชัก และในปี 1909 แพทย์ก็มักใช้กะโหลกมนุษย์เป็นยารักษาอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบประสาท
สำหรับบรรดาสมาชิกราชวงศ์และคนสูงศักดิ์ การบริโภคมัมมี่ดูเหมือนจะเป็นยารักษาโรคที่เหมาะสม เพราะแพทย์หลายคนมักอ้างว่า มูเมียผลิตจากมัมมี่ฟาโรห์ของอียิปต์
มัมมี่เพื่อความบันเทิง
ในศตวรรษที่ 19 ความนิยมบริโภคมัมมี่เป็นยารักษาโรคในหมู่ชาวยุโรปได้หมดไป แต่คนอังกฤษในยุควิกตอเรีย (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียระหว่างปี 1837 - 1901) หันมาใช้มัมมี่สร้างความบันเทิง ด้วยการจัด "งานเลี้ยงแกะผ้าห่อศพมัมมี่" ในงานสังคมต่าง ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเดินทางสำรวจอียิปต์ครั้งแรกของจักรพรรดินโปเลียนเมื่อปี 1798 ได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของชาวยุโรป และทำให้นักเดินทางในศตวรรษที่ 19 นำมัมมี่ที่พวกเขาซื้อมาจากอียิปต์กลับประเทศของตน
นี่ทำให้เหล่าชนชั้นสูงในยุควิกตอเรียนิยมจัดงานเลี้ยงส่วนตัวเพื่อแกะผ้าห่อมัมมี่โบราณจากอียิปต์ ในช่วงต้นงานประเภทนี้มักอ้างถึงเรื่องทางการแพทย์ เช่นในปี 1834 ศัลยแพทย์ที่ชื่อ โทมัส เพตตีกริว ได้จัดงานแกะผ้าห่อศพมัมมี่ที่ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งอังกฤษ ซึ่งในยุคนั้นการผ่าตัดและการผ่าชันสูตรศพเป็นสิ่งที่เปิดให้สาธารณชนทั่วไปเข้าชมได้ และการแกะผ้าห่อมัมมี่ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
ทว่าในเวลาต่อมา กิจกรรมนี้ได้กลายมาเป็นสิ่งที่สร้างความบันเทิงตามงานเลี้ยงรับประทานอาหารค่ำของบรรดาชนชั้นสูงและกลุ่มนักวิชาการ
ความนิยมจัด "งานเลี้ยงแกะผ้าห่อศพมัมมี่" จางหายไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพราะผู้คนมองว่าเป็นเรื่องไร้รสนิยม อีกทั้งยังสร้างความเสียหายให้แก่สิ่งที่มีคุณค่าทางโบราณคดี
แม้ปัจจุบันจะไม่มีนักโบราณคดีคนไหนแกะผ้าห่อมัมมี่ หรือมีหมอคนใดแนะนำให้กินยาที่ทำจากศพชาวอียิปต์โบราณ แต่ความสนใจในมัมมี่ของคนทั่วไปก็ไม่เคยจางหายไป และทำให้ยังคงมีการลักลอบขุดค้นและขายมัมมี่ในตลาดมืด ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ










