รัสเซีย ยูเครน : รัสเซียประกาศ “ถอนปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” รอบเคียฟ –แชร์นีฮิฟ หลังยูเครนจะยอมรับสถานะเป็นกลาง

A service member of pro-Russian troops walks near an apartment building destroyed in the course of Ukraine-Russia conflict in the besieged southern port city of Mariupol

ที่มาของภาพ, Reuters

รัสเซียประกาศ "ถอนปฏิบัติการรบครั้งใหญ่" ในพื้นที่รอบกรุงเคียฟ และเมืองแชร์นีฮิฟที่กำลังถูกปิดล้อมทางภาคเหนือของยูเครน หลังคณะผู้แทนสองประเทศเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกีวันนี้ (29 มี.ค.)

นายอเล็กซานเดอร์ โฟมีน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนเจรจาสันติภาพ กล่าวว่า การตัดสินใจลดปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้มีขึ้นเพื่อ "เพิ่มความไว้วางใจระหว่างกัน" และเพื่อนำการเจรจาไปสู่การบรรลุ "เป้าหมายสูงสุด" ของการลงนามในข้อตกลงทวิภาคี

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้น หลังจากยูเครนระบุว่าจะยอมรับสถานะเป็นกลางในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของรัสเซีย เพื่อแลกกับการมีประเทศที่สามเป็นผู้รับประกันความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ยูเครน

สถานะเป็นกลางดังกล่าวหมายความว่า ยูเครนจะต้องไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านการทหารใด ๆ เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต หรือการให้ชาติอื่นเข้ามาตั้งฐานทัพทหาร

คาดว่า โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และแคนาดา อาจเป็นประเทศที่จะรับหน้าที่เป็นผู้รับประกันความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ยูเครน

คณะผู้แทนรัสเซียและยูเครนเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่นครอิสตันบูล เมื่อ 29 มี.ค.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, คณะผู้แทนรัสเซียและยูเครนเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่นครอิสตันบูล เมื่อ 29 มี.ค.

ปัจจุบันดูเหมือนว่าปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียจะหยุดชะงักในพื้นที่รอบกรุงเคียฟ ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรระบุว่า กองทัพยูเครนประสบความสำเร็จในการผลักดันรัสเซียให้ถอยร่นไปในแนวรบหลายจุด อย่างไรก็ตามชี้ว่า รัสเซียยังคงเป็นภัยคุกคามอันตรายต่อกรุงเคียฟอยู่เนื่องจากมีความสามารถในการโจมตีสูง

ส่วนเจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า ในวันนี้ เมืองแชร์นีฮิฟยังคงถูกโจมตีจากรัสเซียอยู่ โดยนายกเทศมนตรีเมืองระบุว่า มีชาวเมืองราว 400 คน เสียชีวิตนับแต่สงครามเริ่มขึ้น และคาดว่ามีพลเรือนติดค้างอยู่ในเมืองราว 140,000 คน

อับราโมวิช โผล่ร่วมประชุมสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน หลังมีข่าวถูกวางยาพิษ

นายโรมัน อับราโมวิช มหาเศรษฐีอดีตเจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซี ปรากฏตัวในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งจัดขึ้นในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกีวันนี้ (29 มี.ค.) หลังจากมีข่าวว่าเขามีอาการต้องสงสัยว่าจะถูกลอบวางยาพิษขณะไปร่วมการเจรจาที่กรุงเคียฟ เมื่อต้นเดือนนี้

ในการเจรจาครั้งล่าสุด ปรากฏภาพขณะนายอับราโมวิชซึ่งดูสุขภาพแข็งแรงกำลังพูดคุยกับประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ซึ่งรับหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจา และแสดงความหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดี โดยชี้ว่า "สันติภาพที่เที่ยงธรรม" จะไม่มีผู้แพ้ และความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อไปจะไม่ส่งผลดีต่อใคร

อับราโมวิช โผล่ร่วมประชุมสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน

ที่มาของภาพ, RIA

นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ระบุว่า ข่าวที่นายอับราโมวิชต้องสงสัยถูกวางยาพิษเมื่อ 3 มี.ค.นั้นไม่เป็นความจริง และเป็นเพียง "สงครามข่าวสาร"

นอกจากนี้ยังระบุว่า นายอับราโมวิชไม่ได้เป็นคณะผู้แทนเจรจาอย่างเป็นทางการของรัสเซียในการเจรจาสันติภาพครั้งล่าสุดที่ตุรกี แม้จะปรากฏภาพเขาเข้าร่วมด้วยก็ตาม และมีข่าวว่าเขาเดินทางไปมาระหว่างกรุงมอสโกและกรุงเคียฟหลายครั้งเพื่อเข้าร่วมการเจรจาซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม นายเปสคอฟชี้ว่า จะได้ทราบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ว่า การเจรจาสันติภาพครั้งล่าสุดนี้จะมีแนวโน้มที่ดีหรือไม่

ปูตินได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากคนรัสเซีย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นอกจากรัสเซียจะปฏิเสธข่าวอดีตเจ้าของสโมสรเชลซีถูกลอบวางยาพิษแล้ว นายเปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ยังแถลงถึงเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

  • ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินได้รับ "เสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น" จากประชาชน ซึ่งปรากฏในผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดที่นายปูตินมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
  • ข่าวเรื่องกองทัพรัสเซียกวาดต้อนพลเรือนชาวมาริอูโปลหลายพันคนออกจากเมืองโดยไม่สมัครใจ แล้วถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ค่ายพักหลายแห่งนั้นไม่เป็นความจริง
  • การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียอาจต้องมีขึ้นในที่สุด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอาจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากถ้อยคำหมิ่นประมาทจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ระบุว่า นายปูตินไม่ควรจะอยู่ในอำนาจอีกต่อไป
  • รัสเซียยังต้องการเป็นผู้ส่งออกก๊าซต่อไป แต่บริษัทต่างชาติต้องชำระเงินด้วยเงินสกุลรูเบิลเท่านั้น

ไบเดนไม่ถอนคำพูด ยืนยันปูตินไม่ควรอยู่ในอำนาจต่อไป

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ชี้แจงถึงกรณีที่เขากล่าวพาดพิงประธานาธิบดีรัสเซีย โดยระบุว่านายปูตินไม่ควรจะอยู่ในอำนาจอีกต่อไปนั้น เขาไม่ได้สื่อความหมายว่าต้องการโค่นล้มรัฐบาลของนายปูติน แต่ก็จะไม่ถอนคำพูดหรือขออภัยที่ทำให้เกิดความบาดหมางกันขึ้นในครั้งนี้

"มันช่างน่าขำ ไม่มีใครเชื่อว่าผมพูดเรื่องโค่นล้มปูตินหรอก"

"ผมแค่แสดงออกถึงความโกรธเชิงศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกต่อวิธีที่ชายผู้นี้จัดแจงและกระทำการต่าง ๆ ลงไป"

"ทั้งในตอนนั้นและในตอนนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายเลย"

ข่าวอับราโมวิช ต้องสงสัยถูกวางยาพิษเกิดขึ้นได้อย่างไร

โรมัน อับราโมวิช

ที่มาของภาพ, Reuters

แหล่งข่าวซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของมหาเศรษฐีชาวรัสเซียรายนี้ ระบุว่า นายอับราโมวิช มีอาการซึ่งสงสัยว่าจะเกิดจากการถูกวางยาพิษขณะไปร่วมการเจรจาที่กรุงเคียฟ เมื่อต้นเดือนนี้

มีรายงานว่า เจ้าของสโมสรฟุตบอลเชลซี ซึ่งรู้สึกดีขึ้นแล้ว มีอาการแสบตาและผิวหนังลอก

นอกจากนี้ มีรายงานว่าผู้ร่วมเจรจาสันติภาพจากฝั่งยูเครนสองคนก็มีอาการป่วยด้วย

เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานอ้างว่าสิ่งที่ระบุว่าเป็นการวางยาพิษนั้น เป็นฝีมือของสมาชิกกลุ่มการเมืองสายแข็งกร้าวที่ต้องการทำให้การเจรจาสันติภาพล่ม

เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ขณะนี้นายอับราโมวิช และผู้แทนเจรจาฝ่ายยูเครน ซึ่งรวมถึงนายรัสเต็ม อูเมรอฟ ส.ส.ยูเครน มีอาการดีขึ้นแล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อวันที่ 3 มี.ค.

นายอับราโมวิช เดินทางไปมาระหว่างกรุงมอสโกและกรุงเคียฟหลายครั้งเพื่อเข้าร่วมการเจรจาซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนนี้ โดยมีรายงานว่าเขาได้พบกับนายวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนด้วย อย่างไรก็ดี นายเซเลนสกี ไม่ได้มีอาการใด ๆ และโฆษกของเขาก็ไม่ทราบว่ามีรายงานเรื่องการวางยาพิษเกิดขึ้น

ทีมข่าวสืบสวนสอบสวน Bellingcat ระบุว่านายอับราโมวิชและผู้แทนยูเครน มีอาการ "ซึ่งมีลักษณะเดียวกับกับการถูกวางยาพิษ" ซึ่งรวมถึง "การอักเสบของดวงตาและผิวหนังและปวดร้อนบริเวณนัยน์ตา"

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว นายอับราโมวิช ปรากฏตัวต่อสาธารณะหลายครั้ง รวมทั้งที่ท่าอากาศยานเทลอาวิฟด้วย

โฆษกของเขาระบุก่อนหน้านี้ว่านายอับราโมวิชมีบทบาท "จำกัด" ในความพยายาม "หาทางออกอย่างสันติ" ระหว่างรัสเซียและยูเครน

นายอับราโมวิช เป็น 1 ใน 7 "โอลิการ์ก" (Oligarch) หรือผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพลทางการเมืองของรัสเซีย ที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรคว่ำบาตร เนื่องจากเชื่อว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และให้การสนับสนุนการรุกรานยูเครน

นายอับราโมวิช ซึ่งคาดว่ามีทรัพย์สินมูลค่า 9,400 ล้านปอนด์ (กว่า 4 แสนล้านบาท) เป็นมหาเศรษฐีด้านพลังงานรัสเซียวัย 55 ปี ผู้ถือสัญชาติอิสราเอลและโปรตุเกส เขาถือหุ้นในบริษัทผลิตเหล็กกล้ายักษ์ใหญ่เอฟราซ (Evraz), นอริลสค์ นิกเกิล (Norilsk Nickel) และได้ขายหุ้น 73% ของบริษัทน้ำมันซิบเนฟท์ (Sibneft) ให้บริษัทพลังงานยักษณ์ใหญ่ของทางการรัสเซีย ก๊าซพรอม (Gazprom) เป็นเงิน 9,870 ล้านปอนด์ ในปี 2005

โรมัน อับราโมวิช

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, โรมัน อับราโมวิช ขณะอยู่ที่สนามบินเทลอาวิฟ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. หรือสิบวันหลังเกิดเหตุ

เขาถูกกดดันอย่างหนักในสหราชอาณาจักรต่อข้อกล่าวหาที่เขาปฏิเสธว่าใกล้ชิดกับประธานาธิบดีปูติน ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่า นายอับราโมวิชคือหนึ่งในโอลิการ์กจากทศวรรษที่ 1990 เพียงไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายปูติน