รัสเซีย ยูเครน: การอุ้มบุญในกรุงเคียฟเผชิญอุปสรรคซับซ้อนจากการสู้รบ

A nurse with a baby in Kyiv's underground nursery

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พยาบาลกับทารกในสถานเลี้ยงเด็กชั้นใต้ดินของกรุงเคียฟ
    • Author, สเตฟานี เฮการ์ตี
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านประชากร

วันที่รัสเซียยกทัพบุกยูเครน สเวตลานา ไม่อยากจะเชื่อว่าภาพข่าวที่เธอกำลังดูอยู่ได้เกิดขึ้นจริง

เธออาศัยอยู่ในบิลาแซร์ควา เมืองประวัติศาสตร์อันเงียบสงบซึ่งห่างจากกรุงเคียฟไปทางใต้ราว 80 กม. แต่จากนั้นไม่นานก็เริ่มเกิดระเบิดขึ้นในเมือง

สเวตลานาและสามีลากฟูกที่นอนมาไว้ที่โถงอะพาร์ตเมนต์ของพวกเขา แล้วเกาะกลุ่มอยู่กับลูก ๆ สามคน เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นต่อเนื่องทำให้พวกเขาไม่ได้นอนนานหลายวัน

ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรที่ประเทศออสเตรเลีย เอ็มมา มิคาลลิฟ กระหน่ำส่งข้อความหาสเวตลานา หญิงทั้งสองมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง เพราะสเวตลานากำลังอุ้มท้องลูกคนที่สองของเอ็มมาและอเล็กซ์ สามีของเธอนั่นเอง และเมื่อรัสเซียโจมตีเมืองบิลาแซร์ควา เอ็มมาก็รู้สึกโกรธและสิ้นหวัง

หญิงทั้งสองติดต่อกันโดยใช้แอปพลิเคชันแปลภาษามา 6 เดือนแล้ว พวกเธอส่งรูปถ่ายลูก ๆ ให้ต่างฝ่ายดู และพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ตั้งแต่การอบขนมกับลูก ๆ ไปจนถึงความเครียดจากการสอนหนังสือให้ลูกที่บ้านในช่วงโควิดระบาด

แต่ตอนนี้ พวกเธอพยายามประสานงานกันเรื่องการอพยพสเวตลานาไปที่ปลอดภัย

ด้วยความช่วยเหลือของบริษัทให้บริการอุ้มบุญ เอ็มมาได้ติดต่อกับพ่อแม่อีก 2 รายซึ่งใช้บริการอุ้มบุญในยูเครนเช่นกัน พวกเขาได้จัดรถบัสที่จะรับแม่อุ้มบุญ 3 คน และลูก ๆ ของพวกเธออีก 10 คน ให้เดินทางไปที่พรมแดนประเทศมอลโดวา ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางถึง 18 ชั่วโมง

เมื่อพวกเธอไปถึงเมืองหลวงของมอลโดวา ก็ต้องอาศัยอยู่กันอย่างแออัดในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง เอ็มมาตกใจที่ได้ยินว่าที่นี่มีเตียงไม่พอสำหรับผู้เข้าพัก "สเวตลานาผู้น่ารักของเราต้องนอนที่พื้น" เอ็มมากล่าว

แต่สำหรับสเวตลานาแล้ว เธอกลับรู้สึกใจสลายเกินกว่าจะสนใจเรื่องความยากลำบากของตัวเอง เพราะเธอต้องทิ้งสามีไว้เบื้องหลัง ส่วนแม่ของเธอต้องหนีไปอยู่ที่เยอรมนี เมื่อแม่โทรมา เธอได้แต่ร้องไห้ผ่านสายโทรศัพท์

"มันเจ็บปวดมากที่สงครามนี้ได้พรากครอบครัวออกจากกัน…ฉันรู้สึกปลอดภัยที่มอลโดวา แต่หัวใจของฉันอยู่ที่ยูเครน" สเวตลานาบอก

Short presentational grey line

ยูเครนมีเด็กเกิดด้วยการอุ้มบุญปีละกว่า 2,000 คน ส่วนใหญ่เป็นลูกของพ่อแม่ชาวต่างชาติ โดยมีคลินิกและบริษัทให้บริการอุ้มบุญอยู่ราว 50 แห่ง ที่ทำหน้าที่จับคู่ "ผู้ตั้งใจจะเป็นพ่อแม่" กับบรรดาแม่อุ้มบุญ

ยูเครนเป็นประเทศยอดนิยมในการใช้บริการนี้ เพราะมีกฎหมายที่เอื้อให้การรับเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญไปเลี้ยงทำได้ง่าย โดยผู้ตั้งใจจะเป็นพ่อแม่สามารถมีชื่อเป็นแม่และพ่อของทารกได้เลย ซึ่งจะทำให้การทำหนังสือเดินทางให้เด็ก และการนำเด็กกลับบ้านทำได้ง่ายกว่า

บริษัทที่เอ็มมาและสเวตลานาใช้บริการเป็นบริษัทขนาดเล็กที่ดูแลแม่อุ้มบุญ 9 ราย แต่สำหรับบริษัทใหญ่ที่สุดของยูเครนมีแม่อุ้มบุญในสังกัดถึง 500 ราย ซึ่งอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ระยะต่าง ๆ

สงครามที่เกิดขึ้นจึงทำให้ในกรุงเคียฟมีทารกที่เกิดจากแม่อุ้มบุญตกค้างอยู่ 41 คน เพราะผู้ตั้งใจจะเป็นพ่อแม่จากทั่วโลกไม่สามารถเดินทางไปรับลูกได้เนื่องจากการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่ ทารกหลายคนจึงถูกเลี้ยงดูที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลบภัยการโจมตีของกองทัพรัสเซีย

แม้จะมีเด็กจากการอุ้มบุญเกิดขึ้นทุกวัน ทว่านับแต่สงครามเริ่มขึ้นกลับมีพ่อแม่เพียง 9 รายที่เสี่ยงชีวิตเดินทางไปรับลูกของพวกเขากลับประเทศ ส่วนอีก 5 รายใช้วิธีนัดรับเด็กจากพื้นห่างไกลจากการสู้รบ

เดนีส์ เฮอร์แมน ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของบริษัทบริการอุ้มบุญแห่งหนึ่งระบุว่า "ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ พวกเราอาจมีทารกอยู่ในการดูแล 100 คน"

บริษัทของเขาพยายามทำทุกวิถีทางในการเคลื่อนย้ายทารกออกจากกรุงเคียฟ เพื่อนำไปไว้ในสถานที่ปลอดภัยกว่าทางภาคตะวันตกของยูเครน แต่การเคลื่อนย้ายเด็กเหล่านี้ออกจากพื้นที่การสู้รบก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง

ไม่ใช่แค่บริษัทนี้ที่กำลังเผชิญปัญหาทารกติดค้าง

นาสเตีย พยายามเก็บเงินซื้อบ้านในเมืองคาร์คิฟเพื่ออยู่กับลูกชายตัวน้อยสองคน และเธอกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของการอุ้มบุญครั้งที่สอง ในตอนที่สงครามปะทุขึ้นเธอใกล้จะครบกำหนดคลอดในอีกไม่กี่สัปดาห์ แต่เกิดอาการเจ็บท้องและคลอดทารกแฝดเพศชายในอีกไม่กี่วันถัดมา

A Ukrainian territorial defence soldier examines a burnt-out Russian army vehicle in Kharkiv

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สภาพเมืองคาร์คิฟที่ถูกรัสเซียบุกโจมตี

เธอเล่าว่า "เราใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในที่หลบภัยของโรงพยาบาล" ในตอนนั้นเมืองคาร์คิฟถูกระเบิดโจมตีอย่างหนัก ส่งผลให้ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยฟูกที่นอนและเปลเด็ก เพื่อดูแลหญิงที่เพิ่งคลอดบุตรที่นั่น

"แต่ทีมแพทย์ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมาก ฉันต้องขอบคุณพวกเขา" นาสเตีย กล่าว

หนี่งสัปดาห์ต่อมา นาสเตียก็ออกจากโรงพยาบาล แต่พ่อแม่ต่างชาติของฝาแฝดทั้งสองไม่สามารถเดินทางไปรับลูกได้ เพราะเมืองคาร์คิฟยังคงถูกโจมตีอย่างหนัก

ดังนั้น นาสเตียพร้อมด้วยทารกทั้งสอง และเจ้าหน้าที่จากบริษัทอุ้มบุญต้นสังกัดเธอจึงเดินทางข้ามประเทศ เพื่อนำเด็กไปส่งให้พ่อแม่ของพวกเขาที่พรมแดนยูเครนเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และจนถึงบัดนี้เธอยังไม่ได้ข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลย

Short presentational grey line

เวลาที่เอ็มมาจินตนาการถึงครอบครัวในฝัน เธอมักมีภาพครอบครัวที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ แต่ในความเป็นจริงเธอกลับมีลูกได้เพียงคนเดียว

เมื่อ 5 ปีก่อน เธอตั้งท้องลูกชายของเธอ แต่ขณะเดียวกันเธอก็ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก เนื้อร้ายโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นระหว่างที่เธอตั้งครรภ์ แต่เคราะห์ดีที่ในที่สุดเธอก็สามารถประคองการตั้งครรภ์ครั้งนี้จนคลอดลูกน้อยออกมาได้อย่างปลอดภัย และทารกก็ไม่ต้องเข้ารักษาตัวในหน่วยอภิบาลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต

ตอนที่ลูกน้อยอายุได้ 5 สัปดาห์ เอ็มมาก็เริ่มเข้ารับการรักษาด้วยรังสีและเคมีบำบัด ซึ่งทำให้เธอเข้าสู่ภาวะวัยทองตอนอายุเพียง 29 ปี

แม้เธอและสามีจะพยายามตั้งครรภ์ด้วยการทำเด็กหลอดแก้วถึง 13 ครั้ง แต่ก็ประสบกับความล้มเหลว จนในที่สุดจึงตัดสินใจเรื่องการจ้างอุ้มบุญในยูเครน

ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น เอ็มมาวางแผนจะเดินทางไปยูเครนเพื่อทำความรู้จักกับสเวตลานา เพราะต้องการเล่าเรื่องของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ลูกคนที่สองฟังเมื่อโตขึ้น แต่ในที่สุดแผนการนี้ก็ต้องพังทลายลง

Emma Micallif, Alex and their son

ที่มาของภาพ, Emma Micallif

คำบรรยายภาพ, เอ็มมา มิคาลลิฟ กับสามีและลูกชาย

แต่สำหรับผู้ตั้งใจจะเป็นพ่อแม่บางราย สงครามในยูเครนกลับช่วยให้พวกเขามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับแม่อุ้มบุญมากขึ้น

คริสติน (นามสมมุติ) รู้สึกวิตกกังวลอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวว่ารัสเซียบุกยูเครน เพราะแม่อุ้มบุญลูกของเธออาศัยอยู่ในเมืองซาปอรีเซีย ซึ่งในอีกไม่กี่วันถัดมาได้ถูกทหารรัสเซียโจมตีและเข้ายึดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในยุโรป

โชคดีที่ ทาเทียอานา (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นแม่อุ้มบุญสามารถหนีเข้าประเทศโปแลนด์ พร้อมกับลูกชายวัย 6 ขวบของเธอได้

ข่าวดังกล่าวสร้างความโล่งใจให้คริสตินเป็นอย่างมาก เธอและสามีได้เชิญชวนให้ทาเทียอานาเดินทางมาอยู่ด้วยกันประเทศอังกฤษ ซึ่งทาเทียอานาก็ตอบตกลง

"พวกเราสามารถไปได้ในสัปดาห์หน้า" ทาเทียอานาตอบ เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงเพียงสี่หรือห้าคนที่สมัครเดินทางเข้าอังกฤษด้วยโครงการวีซ่าพิเศษสำหรับแม่อุ้มบุญที่กระทรวงมหาดไทยอังกฤษจัดขึ้น

คริสตินเป็นผู้หญิงอีกคนที่เผชิญภาวะมีบุตรยาก เมื่อเดือน ม.ค.ปีก่อน เธอและสามีได้สูญเสียลูกสาวที่คลอดก่อนกำหนด แม้แพทย์จะแนะนำไม่ให้เธอตั้งครรภ์อีก แต่เธอไม่เชื่อฟัง และได้ตั้งท้องแต่ก็ต้องแท้งลูกไป

ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้บริการแม่อุ้มบุญ และพบว่าทาเทียอานาตั้งท้องในเดือน ม.ค.ปีนี้ และเมื่อ 20 มี.ค. คริสตินได้บินไปพบทาเทียอานาเป็นครั้งแรกที่โปแลนด์ ซึ่งแพทย์ระบุว่าการตรวจครรภ์ในเบื้องต้นได้ผลออกมาดี

วีซ่าของทาเทียอานาทำให้เธอสามารถพำนักอยู่ในอังกฤษได้ 3 ปี ซึ่งคริสตินกับสามีได้ชักชวนให้เธอพักอยู่กับพวกเขาได้ตราบเท่าที่เธอต้องการหลังจากเธอคลอดลูกให้พวกเขาแล้ว

A mother waits to give birth in a hospital basement in Mykolaiv

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม่กำลังเตรียมคลอดที่ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลในยูเครน

การอุ้มบุญเป็นเรื่องถูกกฎหมายในสหราชอาณาจักร แต่ภายใต้กฎหมายอังกฤษจะมีชื่อของแม่อุ้มบุญปรากฏอยู่บนสูติบัตรของเด็กพร้อมกับชื่อสามีของคริสติน แต่สิทธิในการปกครองบุตรตามกฎหมายจะถูกถ่ายโอนจากทาเทียอานาสู่คริสติน

หากเด็กเกิดในประเทศที่สาม เรื่องสิทธิทางกฎหมายในตัวเด็กก็จะมีความซับซ้อนขึ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เอ็มมา และอเล็กซ์ สามีของเธอกำลังเผชิญ

การอุ้มบุญเป็นเรื่องผิดกฎหมายในมอลโดวา และหากเด็กเกิดที่นั่น สเวตลานาก็จะเป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย แม้เธอจะสละสิทธิในเด็กเพื่อให้ผู้อื่นรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่ก็จะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่เอ็มมาและอเล็กซ์จะพาลูกกลับออสเตรเลียได้

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงวางแผนให้สเวตลานากลับเข้าไปคลอดลูกในยูเครน แม้จะมีความหวาดกลัวจากการที่รัสเซียโจมตีโรงพยาบาลอย่างไม่เลือกหน้า แต่สเวตลานาก็รู้สึกดีใจที่จะได้พบหน้าสามีซึ่งไม่สามารถออกนอกประเทศได้เพราะกฎอัยการศึก

อีกหนึ่งอุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญก็คือเรื่องที่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าที่ทางการยูเครนจะออกใบสูติบัตรให้ทารก ซึ่งหากเป็นจริงเอ็มมาและอเล็กซ์บอกว่าพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเหมือนกัน

นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของการที่แม่อุ้มบุญและผู้ตั้งใจจะเป็นพ่อแม่ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากจากสงครามที่เกิดขึ้นในยูเครน

Short presentational grey line

เอ็มมายังจำได้ว่า เมื่อสเวตลานาเดินทางไปถึงมอลโดวาอย่างปลอดภัย เธอรู้สึกโล่งใจปนกับความเศร้า

"เธอส่งภาพลูกสาวคนเล็กถือไอศกรีมแมคโดนัลด์และลูกโป่ง พร้อมรอยยิ้มแฉ่งบนใบหน้า และฉันก็ปล่อยโฮออกมา" เอ็มมาเล่า

ภาพนี้เตือนให้เอ็มมาได้ตระหนักถึงสิ่งที่เด็กทุกคนควรทำ นั่นคือการมีความสุขกับชีวิตอย่างปลอดภัยกับครอบครัวของเธอ

line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"