You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
กล้องเจมส์เว็บบ์เข้าสู่วงโคจรสุดท้ายที่ตำแหน่ง L2 เดินทางถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ
หลังออกเดินทางจากโลกมาเป็นเวลา 30 วัน ในที่สุดกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) ก็ได้มาถึงจุดหมายปลายทางที่จุดสมดุลแรงโน้มถ่วง L2 หรือจุดลากรานจ์ที่สองซึ่งห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร โดยนับจากนี้จุดดังกล่าวคือตำแหน่งประจำการถาวร ที่กล้องจะใช้เฝ้าสังเกตการณ์ห้วงอวกาศลึกในภารกิจที่อาจยาวนานถึงกว่า 10 ปี
ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการจุดระเบิดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อปรับแก้วิถีโคจรกลางทาง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเป็นเวลาสั้น ๆ เพียง 5 นาที ทำให้ในที่สุดกล้อง JWST ก็เข้าสู่วงโคจรถาวรรอบจุด L2 ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. เวลา 14.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของทวีปอเมริกา (EST) ซึ่งตรงกับเวลา 2.00 น. ของวันอังคารที่ 25 ม.ค. ตามเวลาในประเทศไทย
จุด L2 นั้นเป็นจุดสมดุลแรงโน้มถ่วงระหว่างโลก ดวงอาทิตย์ และวัตถุชิ้นที่สามซึ่งก็คือกล้อง JWST นั่นเอง ทำให้กล้องสามารถโคจรอยู่ในห้วงอวกาศตรงตำแหน่งดังกล่าวได้อย่างมีเสถียรภาพและประหยัดพลังงาน ทั้งยังสังเกตห้วงอวกาศลึกได้ชัดเจนขึ้น เพราะ L2 เป็นตำแหน่งด้านข้างของโลกฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ทำให้โลกและดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังของกล้องไปโดยปริยาย
กล้อง JWST จะใช้เวลานานถึง 180 วัน ในการโคจรวนรอบจุด L2 ให้ครบ 1 รอบ โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกวงโคจรที่มีลักษณะเป็นสามมิติแบบนี้ว่า "เฮโลออร์บิต" (halo orbit) หรือวงโคจรรัศมี ซึ่งกล้องจะเคลื่อนที่วนรอบจุด L2 พร้อมกับโคจรรอบดวงอาทิตย์คู่ขนานไปกับโลกในเวลาเดียวกันด้วย
หลังจากนี้ทีมผู้ควบคุมกล้อง JWST ขององค์การนาซา จะเริ่มเปิดสวิตช์และปรับตั้งค่าอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำคัญ 4 ชิ้น รวมทั้งจะยังคงปรับโฟกัสของกระจกปฐมภูมิและทุติยภูมิต่อไป เพื่อให้กล้องพร้อมบันทึกภาพวัตถุอวกาศภาพแรกได้ในอีกราว 5 เดือนข้างหน้า หรือภายในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมของปีนี้
มอเตอร์ที่ติดตั้งไว้หลังกระจกปฐมภูมิ 18 แผ่น สามารถขยับและบีบแผ่นกระจกย่อยรูปหกเหลี่ยมให้โค้งตัวได้ละเอียดถึงระดับ 10 นาโนเมตร ซึ่งบางกว่าเส้นผมของคนเรานับหมื่นเท่า เพื่อปรับให้กระจกปฐมภูมิมีความโค้งที่เหมาะสมและทำงานประสานสอดคล้องกันในการซ้อนภาพและรวมภาพ เสมือนว่าเป็นกระจกแผ่นใหญ่แผ่นเดียว
อย่างไรก็ตาม กล้อง JWST เป็นกล้องตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่ต้องรักษาระดับอุณหภูมิในการทำงานให้คงที่อยู่ในระดับต่ำมาก จะไม่สามารถหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ได้ ทำให้เราไม่อาจใช้กล้อง JWST สังเกตการณ์ด้านในของระบบสุริยะ ซึ่งก็คือดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ และโลกได้ แต่สำหรับดาวอังคารและวัตถุอวกาศที่อยู่ถัดออกไปด้านนอกรวมทั้งห้วงอวกาศลึก กล้องจะสามารถมองเห็นในย่านรังสีอินฟราเรดได้ทั้งหมด
การที่กล้องต้องตรวจจับรังสีอินฟราเรดหรือรังสีความร้อนที่เบาบางและมีอุณหภูมิต่ำสุดขั้ว ซึ่งส่งมาจากวัตถุในห้วงอวกาศลึก กล้อง JWST จึงต้องใช้เวลานานเกือบ 100 วัน เพื่อรอให้กล้องเย็นตัวลงถึงระดับ -230 องศาเซลเซียส ก่อนจะเริ่มต้นทำงานได้
ส่วนสาเหตุที่ต้องรอให้เย็นตัวนาน ทั้งที่กล้องอยู่ในห้วงอวกาศที่เย็นยะเยือกอยู่แล้วนั้น เป็นเพราะการสูญเสียความร้อนของวัตถุในอวกาศต่างจากบนโลกซึ่งมีได้หลายวิธี ทั้งการนำความร้อน (conduction) และการพาความร้อน (convection) แต่ในอวกาศมีเพียงการแผ่รังสีความร้อน (radiation) เท่านั้น
ดร. แอมเบอร์ นิโคล สตรอห์น รองหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการพัฒนากล้อง JWST ซึ่งประจำอยู่ที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (GSFC) ขององค์การนาซา บอกว่าเราไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องกล้อง JWST อาจถูกหินอวกาศน้อยใหญ่พุ่งชนจนเสียหาย เพราะมีความเสี่ยงต่ำมากเนื่องจากกล้องเคลื่อนตัวอยู่เสมอ นอกจากนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอา (Gaia) ที่ประจำการอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมานานหลายปี ก็ยังไม่เคยประสบเหตุดังกล่าว
เมื่อกล้องพร้อมใช้งาน ภาพและข้อมูลต่าง ๆ ที่ตรวจจับได้ในช่วงสองสามเดือนแรกของภารกิจ จะพร้อมเผยแพร่ต่อสาธารณะในทันทีเพื่อให้นักวิจัยทั่วโลกนำไปใช้ได้ โดยสามารถจะตรวจสอบแผนการทำงานของกล้องในรอบแรกได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ (STScI) ของสหรัฐฯ