You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ดวงตาคู่ใหม่ที่มนุษย์ใช้ไขปริศนากำเนิดจักรวาล
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ (JWST) ทายาทรุ่นที่สองของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล กำลังจะถูกปล่อยขึ้นติดตั้งและใช้งานในห้วงอวกาศในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ หลังจากที่พบอุปสรรคมากมายจนทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง
กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิมอย่างมากตัวนี้ ผ่านการออกแบบมาให้มองทะลุเข้าไปในห้วงอวกาศได้ลึกล้ำกว่าที่มนุษย์เคยทำได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการมองย้อนไปในห้วงเวลา จนถึงขณะที่ดาวฤกษ์ดวงแรกฉายแสงและเอกภพได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 14,000 ล้านปีก่อน
ดร. แอมเบอร์ นิโคล สตรอห์น รองหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการพัฒนากล้อง JWST ซึ่งประจำอยู่ที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (GSFC) ขององค์การนาซา บอกว่า "เรื่องน่าตื่นเต้นที่สุดของการสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศขนาดใหญ่ ทั้งยังเป็นอุปกรณ์ที่ถูกตั้งความหวังไว้สูงขนาดนั้น ก็คือการค้นพบคำถามใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ และการได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล ที่จะสร้างความพิศวงครั้งใหม่ให้กับเรา"
คลี่แผ่นกระดาษพับ "ออริกามิ"
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ จะทำหน้าที่จ้องมองดูจักรวาล ด้วยกระจกที่ใช้งานทางดาราศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยส่งขึ้นวงโคจรมา โดยกระจกปฐมภูมิขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6.5 เมตรที่พับตัวอยู่นั้น ต้องใช้เวลาถึง 14 วันในการค่อย ๆ คลี่บานออกมาในห้วงอวกาศ เหมือนกับคลี่แผ่นกระดาษพับญี่ปุ่นที่รู้จักกันในชื่อ "ออริกามิ" หรือ "โอริงามิ" นั่นเอง
โครงการพัฒนาและติดตั้งกล้อง JWST เป็นความร่วมมือระหว่างองค์การอวกาศของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และแคนาดา โดยใช้งบประมาณสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในอีกหลายสัปดาห์นับจากนี้ กล้อง JWST ที่พับตัวอยู่เพื่อประหยัดพื้นที่ จะถูกนำส่งขึ้นวงโคจรโดยจรวด Ariane 5 จากฐานยิงปล่อยในเฟรนช์เกียนา ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสในอเมริกาใต้
หลังจรวดนำส่งทะยานขึ้นจากพื้นโลกได้ราว 30 นาที กล้อง JWST จะหลุดออกจากตัวจรวดและเริ่มกระบวนการติดตั้ง ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญยิ่งยวดที่ต้องคอยลุ้นถึง 344 ขั้นตอน ซึ่งทีมผู้ควบคุมการติดตั้งจะต้องทำให้สำเร็จทั้งหมด เพื่อให้การตั้งค่าต่าง ๆ ของกล้องโทรทรรศน์เป็นไปตามเป้าหมาย
ในระหว่างนี้กล้อง JWST จะยังมุ่งหน้าเดินทางไปให้ถึงจุดประจำการ หรือจุดสังเกตการณ์ถาวรในอวกาศที่กำหนดไว้ ซึ่งก็คือจุดที่ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร หรือ 4 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ โดยจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 30 วัน
พร้อมเริ่มใช้งานได้เมื่อไหร่
ดร. สตรอห์น บอกว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน กว่าที่กล้อง JWST จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ และสามารถส่งภาพถ่ายห้วงอวกาศลึกภาพแรกมาให้เราได้
"เมื่อกล้องไปถึงวงโคจรในอวกาศ มันจะต้องเริ่มการทำงานของระบบที่ซับซ้อน ซึ่งจะค่อย ๆ คลี่และกางชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกมา หลังจากนั้นยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนเพื่อรอให้ตัวกล้องเย็นลง ปรับและจัดวางตำแหน่งของกระจกรับแสง รวมทั้งเปิดการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาทีละชิ้น ดังนั้นเราอาจต้องรอไปจนถึงช่วงฤดูร้อนครั้งหน้า หรือประมาณกลางปี 2022" ดร. สตรอห์น กล่าว
ตามรอยฮับเบิล
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ถูกออกแบบมาให้มองเห็นเอกภพส่วนที่อยู่ไกลเกินความสามารถของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งเป็นกล้องที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดรุ่นก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม การใช้งานกล้องฮับเบิลในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ได้มอบภาพดาราศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านจักรวาลวิทยาให้แก่เรามากมาย ไม่ว่าจะเป็น "เสาแห่งการก่อกำเนิด" (Pillars of Creation) ซึ่งเป็นภาพเนบิวลาอันโด่งดัง หรือภาพดาราจักรใหญ่น้อยกว่า 10,000 แห่งในห้วงอวกาศลึก ที่รู้จักกันในชื่อว่า Hubble Ultra Deep Field (HUDF)
แม้ล่าสุดจะมีการตัดสินใจต่ออายุการใช้งานกล้องฮับเบิลไปอีก 10-20 ปี แต่กล้องตัวใหม่ที่จะใช้ควบคู่กันไปด้วยอย่าง JWST ก็มีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้เหนือกว่ากล้องฮับเบิลอยู่หลายด้าน เช่นการมองเห็นในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นของแสงที่มนุษย์มองไม่เห็นนั้น กล้อง JWST จะสามารถตรวจจับรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่าฮับเบิล
กล้อง JWST ยังมีกระจกบานใหญ่กว่าหลายเท่า ซึ่งหมายถึงการมีพื้นที่รับแสงและรวมแสงมากกว่ากล้องฮับเบิล ทำให้จับภาพห้วงอวกาศในบริเวณที่ลึกกว่าได้ชัดเจนกว่า ทั้งการที่กล้อง JWST ตั้งอยู่ในจุดสังเกตการณ์ที่ห่างจากโลกยิ่งกว่าฮับเบิลมาก ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งด้วย
ดร. อันโทเนลลา โนตา จากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) บอกว่า "แม้กล้องฮับเบิลจะมีขนาดเล็กและมีกระจกปฐมภูมิที่กว้างเพียง 2.4 เมตร แต่ก็ยังทำให้เราได้มองเห็นจักรวาลในอดีต ที่ย้อนไปไกลได้ถึงช่วง 200-300 ล้านปีหลังเกิดบิ๊กแบงเลยทีเดียว จึงไม่ต้องสงสัยว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ที่มีความไวสูงกว่าฮับเบิลถึง 100 เท่า จะทำให้เราเห็นการก่อตัวของดาราจักรแห่งแรกในเอกภพได้อย่างแน่นอน"
กล้อง JWST จะมองเห็นอะไรบ้าง
องค์การนาซาระบุว่า การมองเห็นในช่วงความยาวคลื่นที่มากกว่าของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ จะทำให้เราเข้าใกล้จุดเริ่มต้นของกาลเวลาและกำเนิดของกาแล็กซีแห่งแรกได้
นอกจากนี้ กล้อง JWST ยังสามารถจะมองเห็นแบบทะลุทะลวงผ่านสิ่งกีดกั้นในห้วงอวกาศ อย่างเช่นกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซที่เป็นเสมือนม่านหนาทึบ เพื่อเข้าไปสังเกตการณ์บริเวณที่เป็นแหล่งให้กำเนิดดวงดาวต่าง ๆ ในปัจจุบันได้อีกด้วย
ดร. สตรอห์น ยังบอกว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะให้กล้อง JWST สังเกตการณ์สิ่งใดบ้างในช่วงการทำงานปีแรก โดยกล้องมีกำหนดจะศึกษาวัตถุอวกาศต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราเอง ไปจนถึงดาราจักรแห่งแรกที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 13,500 ล้านปีก่อน
ค้นหาสิ่งมีชีวิต
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ ยังสามารถจะช่วยเราค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้ โดยกล้องอาจมองหาคลื่นแสงจากโมเลกุลที่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต ภายในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ต่าง ๆ
"แน่นอนว่าเราไม่อาจให้คำมั่นสัญญาได้ ในเรื่องที่กล้องตัวใหม่จะพบกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือไม่" ดร. สตรอห์น กล่าว
"แต่สิ่งที่มั่นใจได้อย่างหนึ่งก็คือ กล้องตัวนี้เป็นการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับการค้นหาดาวเคราะห์ที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ในกาแล็กซีทางช้างเผือก"
"มีหลายสิ่งที่ผูกติดอยู่กับกล้องโทรทรรศน์อวกาศนี้...เช่นเมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เราจะรู้สึกได้ถึงความผูกพันเชื่อมโยงที่มีอยู่ มนุษย์ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อยู่โดดเดี่ยว แต่เกิดมาจากเศษธุลีของดวงดาวที่ระเบิดออกเมื่อหลายพันล้านปีก่อน"
"เราต่างก็มีความผูกพันกับจักรวาล มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะถอยห่างออกมา และมองดูภาพชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น" ดร. สตรอห์น กล่าวทิ้งท้าย