รัฐประหารเมียนมา : หมอและพยาบาลผู้ต่อต้านกองทัพเมียนมา

Hospital health workers make the three finger salute during a demonstration against the military coup. A massive crowd took to the streets of Yangon for the second day of protest against the coup and demanded the release of Aung San Suu Kyi as the government cut off the internet.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บุคลากรการแพทย์เป็นกลุ่มคนแรก ๆ ที่ออกมาประท้วงหลังการยึดอำนาจเมื่อเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว

โจนาธาน เฮด

ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบีบีซี

หลังกองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ปีที่แล้ว ตอนนี้แพทย์และพยาบาลในเมียนมาจำนวนมากที่ต่อต้านรัฐประหารรวมตัวกันเป็น "หน่วยสาธารณสุขใต้ดิน" ออกรักษาและดูแลประชาชนนอกโรงพยาบาลรัฐ

ความเคลื่อนไหวนี้เริ่มต้นจากการที่บุคลากรทางการแพทย์ประกาศไม่ทำงานให้โรงพยาบาลรัฐ และพากันออกเดินประท้วงตามท้องถนนโดยเรียกการเคลื่อนไหวนั้นว่าเป็น "การปฏิวัติเสื้อกาวน์" (white coat revolution)

บุคลากรกลุ่มนี้สนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government - NUG) ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลทหารชุดนี้ขาดความชอบธรรม เชื่อว่าบุคลากรสาธารณสุขกว่า 70% ในหลายพื้นที่ได้ตัดสินใจทิ้งงานและคนไข้ของพวกเขา

นี่เป็นการตัดสินใจทางจรรยาบรรณที่ยากลำบาก ในจดหมายที่ส่งไปยังวารสารการแพทย์เดอะแลนเซ็ต (The Lancet) กลุ่มแพทย์อาวุโสในเมียนมาระบุว่า หน้าที่ของพวกเขาในฐานะแพทย์คือให้ความสำคัญกับคนไข้ก่อน "แต่เราจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไรภายใต้ระบบทหารที่ทั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ และกดขี่ผู้คน"

"ช่วง 50 ปีของการปกครองโดยทหารในยุคที่แล้วไม่สามารถพัฒนาระบบสาธารณสุขของเราได้ แต่กลับทำให้เกิดความยากจน ความไม่เท่าเทียม และระบบการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เราไม่สามารถกลับไปอยู่ในสถานการณ์นั้นได้อีก"

เกรซ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพยาบาลย่างกุ้ง บอกว่าบุคลากรทางการแพทย์ตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการอารยะขัดขืน

A protester makes the three-finger salute in front of a sign during a demonstration against the military coup in Yangon on February 11, 2021.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กลุ่มแพทย์อาวุโสในเมียนมาระบุว่า หน้าที่พวกเขาในฐานะแพทย์คือให้ความสำคัญกับคนไข้ก่อน "แต่เราจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไรภายใต้ระบบทหารที่ทั้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญและกดขี่"

"เวลาสองทุ่มของทุกวันเราจะออกมาเคาะหม้อไหและร้องเพลงปฏิวัติที่หน้ามหาวิทยาลัย เราโกรธมาก พวกเขาไปจับผู้นำเราได้อย่างไรหลังจากแพ้การเลือกตั้ง"

เกรซเป็นหนึ่งในบุคลากรแพทย์หลายพันคนที่ไม่เพียงแค่ออกจากงานที่ทำ ซึ่งส่งผลให้เธอไม่มีที่พัก แต่ยังเข้าร่วมการประท้วงด้วย โดยเธอคอยจัดหารถฉุกเฉินพาผู้ประท้วงที่ถูกยิงไปยังที่ปลอดภัย

"สำหรับอาการบาดเจ็บเล็กน้อยเราจะพาพวกเขาไปยังรถฉุกเฉินและให้การรักษาที่นั่น แต่ถ้าเป็นแผลจากการถูกยิง เราจะหาเส้นทางปลอดภัยพาไปยังคลินิกชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในวัด"

การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดระบบสาธารณสุข "เงา" ภายใต้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติซึ่งก่อตั้งเมื่อเดือน เม.ย. โดยสมาชิกรัฐสภาที่ถูกคณะรัฐประหารปลดออกจากตำแหน่ง

ระบบสาธารณสุขนี้ดำเนินการโดยอาสาสมัครหลายพันคนทั่วประเทศที่ทำงานในคลินิกเพื่อการกุศล และโรงพยาบาลเอกชนที่พร้อมเสี่ยงรับคนไข้เหล่านี้ โดยพวกเขาต้องสื่อสารกันด้วยรหัสลับเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทางการเมียนมาจับได้

อาสาสมัครเหล่านี้ให้บริการสาธารณสุขที่โรงพยาบาลรัฐซึ่งตอนนี้มีบุคลากรเหลือน้อยไม่ให้บริการอีกต่อไปแล้ว หรือรักษาผู้ป่วยที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

A medical staff take a swab sample of a government personnel to test for COVID-19 coronavirus at a quarantine facility in Hlaing University in Yangon in preparation the 73rd anniversary of Martyrs' Day ceremony on July 16, 2020.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ซอ เว โซ เป็นแพทย์ด้านกระดูกและข้อ เขาเคยมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับโรคโควิด-19 ในรัฐบาลที่แล้ว แต่ตอนนี้เขากลายมาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ

เขาปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใต้รัฐบาลทหาร และเลือกที่จะหลบซ่อน ตอนนี้เขาถูกกองทัพกล่าวหาว่ามีความผิดฐานกบฏ

อาสาสมัครที่ทำงานให้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติได้เงินสนับสนุนจากชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ มีการตั้งเพจเฟซบุ๊กเพื่อให้คำแนะนำทางการแพทย์กับคนไข้ โดยแพทย์ที่ต้องหลบซ่อนตัว หรือที่เรียกกันว่าเทเลเมดิซีน

"เรามีเงินไม่พอ" ซอ เว โซ บอกกับผมจากที่หลบซ่อนแห่งหนึ่ง "แต่เราได้รับการสนับสนุนจากคนในพื้นที่และจากชาวเมียนมาที่อยู่ในต่างประเทศ มันไม่เพียงพอแต่เราก็พยายามอย่างสุดความสามารถในการดูแลรักษาอย่างเต็มที่"

งานอันตราย

การต้องทำงานอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ท้าทายกองทัพเมียนมาเป็นเรื่องอันตราย

องค์การอนามัยโลกบอกว่านับถึงเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นกับบุคลากรสาธารณสุข 500 กรณีทั่วโลก ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในเมียนมา

มหาวิทยาลัยแมนแชสเตอร์จัดทำรายงานในทำนองเดียวกันระบุว่า ในช่วงเวลาเดียวกันมีบุคลากรการแพทย์ในเมียนมาถูกสังหาร 25 ราย ถูกจับกุม 190 ราย และมีโรงพยาบาล 55 แห่ง ที่กองทัพเข้าไปยึดครอง

ลุค เป็นพยาบาลแผนกผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์ เขาลาออกทันทีหลังรัฐประหารเพราะว่าเจ้าของโรงพยาบาลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพเมียนมา จากนั้นก็เข้าร่วมเป็นหนึ่งในแกนนำการประท้วง

Doctors join a protest against the military coup in front of the Chinese Embassy on February 12, 2021 in Yangon, Myanmar.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีบุคลากรการแพทย์เมียนมาถูกสังหาร 25 ราย ถูกจับกุม 190 ราย และมีโรงพยาบาล 55 แห่งที่กองทัพเข้าไปยึดครอง

ลุคเล่าว่าเขาถูกจับเมื่อวันที่ 5 เม.ย. และถูกนำตัวไปยังพระราชวังมัณฑะเลย์ (ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการกองทัพของเมือง) แม้จะมีการรับปากว่าจะไม่ถูกทำร้าย แต่ลุคเล่าว่าพวกเขาถูกทุบตีขณะสอบสวน

"จากนั้นพวกเขาส่งเราไปยังเรือนจำโอโบ พวกเราถูกขังอยู่ในห้องซึ่งมีคนถึง 50 คนอยู่รวมกัน เราต้องใช้ส้วมอันเดียวกัน และอาบน้ำได้แค่วันละครั้ง ตอนนั้นเป็นหน้าร้อน เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี แต่ที่นั่นไม่มีน้ำดื่มเพียงพอ"

ลุคถูกจองจำอยู่ 87 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวด้วยการอภัยโทษ ทุกวันนี้เขาช่วยรักษาคนไข้ในห้องผ่าตัดเคลื่อนที่ซึ่งซ่อนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ในเมืองมัณฑะเลย์

"แสงสว่างไม่ค่อยมี แต่เราก็ทำเท่าที่ทำได้ ในเรือนจำ ผมเห็นคนมีแผลถูกยิงที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องในโรงพยาบาลของรัฐ บางคนเสียชีวิตจากบาดแผลเหล่านั้น"

ลุคบอกว่าโรงพยาบาลมีเครื่องไม้เครื่องมือดีกว่า แต่ทีมอาสาสมัครของพวกเขามีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า ติดตรงแค่ไม่สามารถทำงานอย่างเปิดเผยได้

พยาบาลบางคนเล่าให้ผมฟังว่าทำงานในคลินิกเพื่อการกุศลในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ที่ทำทีเป็นศูนย์ตรวจโควิดเพื่อหลีกเลี่ยงการบุกจับกุมโดยทหาร หลายคนย้ายบ้านหลายครั้งเพราะกลัวว่าจะถูกจับกุมตัว

เวลาทำงานพวกเธอจะสวมเสื้อผ้าเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่เครื่องแบบ และจะไม่เอามือถือติดตัวไปด้วยเผื่อว่าโดนจับกุมตัว และยังต้องระแวดระวังไม่ให้ติดกับดักของทหาร หลังจากเพื่อน ๆ หลายคนถูกจับไปแล้ว

รับมือกับโควิด

อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของระบบสาธารณสุขแบบใต้ดินนี้คือจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่เพิ่มขึ้นเมื่อเดือน ก.ค. และ ส.ค. ปีที่แล้ว

โครงการฉีดวัคซีนให้ประชาชนหยุดชะงักไปหลังจากการยึดอำนาจเมื่อเดือน ก.พ. แพทย์คนหนึ่งที่เป็นผู้นำในโครงการฉีดวัคซีนก็โดนจับไปด้วย

รัฐบาลทหารสัญญาว่าจะเร่งฉีดวัคซีนแต่ก็ต้องเผชิญอุปสรรคเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่และวัคซีนเพียงพอ และประชาชนก็ไม่เชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขที่ทหารเป็นผู้บริหารจัดการด้วย

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเองก็ริเริ่มโครงการฉีดวัคซีนของตัวเองแต่ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยให้การสนับสนุน

มี แอพริล ผู้ฝึกอบรมพยาบาล บอกว่าสถานการณ์แบบนี้ทำให้เธอรู้สึกใจสลาย ตอนนี้เธอกำลังช่วยอดีตนักเรียนพยาบาลที่พยายามช่วยเหลือคนไข้ผ่านช่องทางออนไลน์

"ฉันเคยต้องทำงานถึงตีหนึ่งตีสอง ตอบข้อความจากคนที่มีสมาชิกในครอบครัวป่วย บอกว่าพ่อฉันกำลังจะตาย แม่ฉันกำลังจะตาย ได้โปรดช่วยตอบที"

เธอบอกว่ารู้สึกสิ้นหวังเพราะไม่สามารถให้ออกซิเจนหรือยากับคนได้ เธอเล่าคนไปรอคิวในจุดบริการออกซิเจน แต่ทหารก็ไปห้ามไม่ให้เข้าไป

ไม่มีใครรู้ว่าจริง ๆ แล้วมีผู้เสียชีวิตจากโควิดในเมียนมามากแค่ไหน แพทย์และพยาบาลที่คุยกับบีบีซีบอกว่าคนไข้ที่มีอาการหนัก ถูกปฏิเสธเมื่อไปขอเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ พวกเขาต้องกลับไปดูแลตัวเองที่บ้าน หรือไม่ก็เสียชีวิต

ถึงเดือน ก.ย. เมียนมามีผู้ติดเชื้อน้อยลงมากแต่ประเทศก็อยู่ในสภาพเปราะบางหากจะมีการระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้น ตอนนี้เมียนมามีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก

ซอ เว โซ บอกว่าเขาเชื่อว่ามีบุคลากรทางการแพทย์ถึง 70-80% ที่ทำงานกับพวกเขาอยู่

People wait to fill up empty oxygen canisters outside a factory in Yangon, amid a surge in the number of Covid-19 coronavirus cases.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โครงการฉีดวัคซีนให้ประชาชนหยุดชะงักไปหลังจากการยึดอำนาจเมื่อเดือน ก.พ.

สูญเสียอนาคต

ผมถามนายแพทย์ผู้นี้ว่าทำไมบุคลากรสาธารณสุขของเมียนมาถึงมีบทบาทสำคัญเช่นนี้หลังการรัฐประหาร เขาเชื่อว่าเป็นเรื่องของความรู้สึกผิดชอบของคนในวิชาชีพหนึ่งที่เคยถูกละทิ้งไม่ได้รับการเหลียวแลในช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศ ซึ่งเมียนมาเป็นประเทศหนึ่งที่มีงบประมาณด้านสาธารณสุขต่ำที่สุดในโลก

สิ่งนี้เพิ่งจะเริ่มเปลี่ยนแปลงภายใต้รัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีการว่าจ้างบุคลากรมากขึ้น

ซอ เว โซ บอกว่าบุคลากรในเมียนมาได้รับค่าตอบแทนน้อย และคนส่วนใหญ่สามารถไปทำงานและได้เงินเยอะกว่าได้ในประเทศอื่นอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน

"แต่หลังจากวิกฤตโควิดเริ่มเมื่อปีที่แล้ว เราพยายามเต็มที่เพื่อประเทศของเรา เราทุกคนหวังว่าจะมีอนาคตที่ดีขี้นภายใต้รัฐบาลที่เราเลือกเอง"

"แต่จู่ ๆ รัฐประหารก็เกิดขึ้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรารับไม่ได้ เราทำงานเพื่อประชาชน ยอมแม้จะได้เงินเดือนน้อยและมีคุณภาพชีวิตไม่ดี"

"เราเคยมีความหวังกับอนาคต แต่จู่ ๆ เราก็สูญเสียอนาคตนั้นไป"

ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ใช้นามสมมติเพื่อความปลอดภัย