ฮ่องกง-จีน : ทำไมการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกงในครั้งนี้ถึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติของฮ่องกงเมื่อวานนี้ (19 ธ.ค.) ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการจำกัดเสรีภาพอย่างเข้มงวดของจีน ผลการนับคะแนนเบื้องต้นปรากฏว่าผู้สมัครจากพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลจีนกวาดที่นั่งไปได้เกือบทั้งหมด ขณะที่จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
การเลือกตั้งในครั้งนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 30.2% ทุบสถิติการออกมาใช้สิทธิต่ำสุดในการเลือกตั้งปี 2000 ที่ 43.6% ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายหลังอังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้แก่จีน
นี่เป็นการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติครั้งแรกตั้งแต่จีนเริ่มเข้ามาปฏิรูประบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนฉากทัศน์การเมืองของฮ่องกงไปอย่างสิ้นเชิง
รัฐบาลฮ่องกงบอกก่อนหน้านี้ว่าการปฏิรูประบบการเลือกตั้งจะทำให้แน่ใจได้ว่า "คนรักชาติ" เท่านั้นจะได้รับอนุญาตให้ลงแข่งขันและได้รับตำแหน่งทางการเมืองในที่สุด ซึ่งนักวิจารณ์การเมืองมองว่ามันทำลายระบอบประชาธิปไตยของฮ่องกง และเป็นการกำจัดฝ่ายค้านที่หลงเหลืออยู่ออกไป

ที่มาของภาพ, Reuters
เคนเนธ ชาน นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแบปติสต์ฮ่องกง ให้สัมภาษณ์เอเอฟพีว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ต่ำเตี้ยเช่นนี้เป็นเรื่อง "น่าละอายอย่างใหญ่หลวง" สำหรับรัฐบาล
"ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยเลือกที่จะไม่ออกมาลงคะแนนเสียง เพื่อเป็นการประท้วงการเลือกตั้งครั้งนี้" เขาวิเคราะห์
การเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2016 มีผู้ออกมาใช้สิทธิมากถึง 58% โดยครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภานิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และผู้สมัครหลายคนเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้บางคนถูกจำคุก ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ หรือไม่ก็ถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ
ระบบปกครองฮ่องกง
อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้แก่จีนในปี 1997 ภายใต้ข้อตกลงพิเศษที่กำหนดให้ฮ่องกงมีรัฐธรรมนูญฉบับย่อของตัวเองที่เรียกว่า กฎหมายพื้นฐาน และอยู่ใต้หลักการที่เรียกว่า "หนึ่งประเทศ สองระบบ"
การทำเช่นนี้จะช่วยคุ้มครองเสรีภาพบางอย่างของฮ่องกงคือ เสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น การมีระบบศาลที่เป็นอิสระ และสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยบางประเด็น เสรีภาพเหล่านี้ไม่มีในพื้นที่อื่น ๆ ของจีนแผ่นดินใหญ่
หนึ่งในสิทธิที่ชาวฮ่องกงมีคือการเลือกสภานิติบัญญัติ มาจากภาษาอังกฤษว่า Legislative Council ซึ่งคนฮ่องกงเรียกสั้น ๆ ว่า LegCo ซึ่งทำหน้าที่บัญญัติและแก้ไขกฎหมายของฮ่องกง และยังมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้พิพากษาและสามารถถอดถอนผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
จีนทำอะไร
เมื่อเดือน มี.ค. สภาประชาชนแห่งชาติจีนหรือเอ็นพีซี รับรองมติ "ชาตินิยมปกครองฮ่องกง" โดยรายละเอียดตามญัตตินี้จะมีการปรับลดตัวแทนฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยลง และเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลจีนเข้ามาคัดกรองและเลือกผู้สมัครได้
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คือ ในจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติ 70 คน มีเพียง 35 คนหรือ 50% เท่านั้น ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนโดยตรง แต่มติของจีนทำให้สัดส่วนคนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงลดเหลือแค่ 22%
ผู้ลงสมัครทุกคนต้องถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการ ทำให้สามารถกำจัดผู้สมัครที่มีทัศนคติต่อต้านจีนออกไปได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งมากขึ้น โดยหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานแยกออกมาซึ่งสนับสนุนจีน โดยปกติแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่เลือกผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง หรือผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขาจะมีที่นั่งในสภานิติบัญญัติ หรือ LegCo ด้วย
นี่เป็นการเดินหน้าควบคุมฮ่องกงมากขึ้นเรื่อย ๆ ของจีนหลังจากผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ และทางการฮ่องกงก็เดินหน้าจับกุมนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายสิบคนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
สภานิติบัญญัติจะทำงานอย่างไร
ตอนนี้ สภานิติบัญญัติฮ่องกงจะมี 90 ที่นั่ง โดยมีแค่ 20 ที่นั่งเท่านั้นที่ชาวฮ่องกงสามารถเลือกได้โดยตรง อีก 40 ที่นั่งจะเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนอีก 30 ที่นั่งที่เหลือมาจากกลุ่มที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ เช่น กลุ่มธุรกิจ ธนาคาร การค้า ภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลจีน
การเมืองฮ่องกงเปลี่ยนไปอย่างไร
ผู้วิพากษ์วิจารณ์มองว่ากระบวนการและสถาบันด้านประชาธิปไตยของฮ่องกงกำลังถูกทำลาย โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ลงสมัครที่สนับสนุนประชาธิปไตยถูกกีดกันจากการเลือกตั้งมากแค่ไหน
ผู้สมัครหลายคน รวมถึง โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชื่อดังซึ่งถูกจำคุกอยู่ ถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัครเพราะถูกมองว่าสนับสนุนให้ฮ่องกงได้รับเอกราชหรือต่อต้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีน ส่วนนักเคลื่อนไหวต่อต้านคนอื่น ๆ ไม่ลาออกไปก็ลี้ภัยไปแล้ว
ในการเลือกตั้งปีนี้ มีผู้สมัครที่ถือได้ว่าสนับสนุนประชาธิปไตยแต่ 3 คนเท่านั้น แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเป็นอย่างมากที่ฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งถึง 29 ที่นั่ง










