ความรุนแรงในครอบครัว : สาวอังกฤษเผยประสบการณ์ถูกแฟนบังคับควบคุมจนชีวิตเกือบพัง

ที่มาของภาพ, Getty Images
การบังคับควบคุม (coercive control) ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวและความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างหนึ่ง แม้บางครั้งความสัมพันธ์รูปแบบนี้อาจไม่ได้ทิ้งบาดแผลหรือรอยฟกช้ำทางร่างกาย แต่ความเสียหายที่เหยื่อได้รับ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ อาจรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการถูกทุบตีหรือทำร้ายร่างกายจากน้ำมือของคนที่รัก
ตอนที่ซาราห์ (นามสมมุติ) อายุ 15 ย่าง 16 ปี เธอได้เริ่มใกล้ชิดกับ แซค (นามสมมุติ) เด็กผู้ชายชั้นปีเดียวกันที่โรงเรียน
หลังจากพูดคุยกันได้ไม่กี่สัปดาห์ เขาก็ชวนเธอไปดูคอนเสิร์ต ตอนนั้นซาราห์รู้สึกประหม่าเพราะไม่เคยไปไหนมาไหนตามลำพัง เธอจึงชวนเพื่อน ๆ ไปด้วย
"ผมอยากให้เราไปกันแค่สองคน" เธอยังจำคำพูดของแซคได้ เขายื่นคำขาดกับเธอว่าถ้าไม่ไปด้วยกันตามลำพัง ก็จะไม่มีโอกาสที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันอีก
ซาราห์เริ่มรู้สึกชอบแซค และเขาก็มักชวนเธอไปไหนมาไหนด้วยกันตามลำพัง เธอรู้ว่าแซคก็ชอบเธอเหมือนกัน ดังนั้นแม้จะรู้สึกกลัวที่ต้องเดินกลับบ้านคนเดียวตอนกลางคืน แต่ซาราห์ก็ยอมออกไปใช้เวลาร่วมกับเขา
ไม่กี่เดือนต่อมาทั้งคู่ก็กลายเป็นแฟนกันอย่างเป็นทางการ
ก่อนจะออกไปงานสังสรรค์ที่บ้านเพื่อน ซาราห์มักชอบลองชุดที่จะใส่ไปงาน "ชุดนี้โป๊เกินไป" แซคบอก และด้วยความที่เชื่อความคิดเห็นของแฟนหนุ่ม ซาราห์จึงยอมเปลี่ยนชุด
เวลาที่ซาราห์คุยกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นที่โรงเรียน แซคก็จะเริ่มพูดว่าเธอทำให้เขาหึง
"ไม่อย่างนั้นแล้วเธอจะคุยกับเขาทำไมล่ะ" แซคตัดพ้อ
ซาราห์รู้ดีว่าการพูดคุยดังกล่าวไม่มีอะไรแอบแฝง แต่เธอคิดว่าบางทีแซคอาจเป็นฝ่ายถูก ถ้ามันทำให้เขารู้สึกแบบนั้น
ตอนที่แซคเริ่มทดลองใช้ยาเสพติดเป็นประจำ ซาราห์บอกเขาว่าเธอเป็นห่วงเขา
"เลิกทำตัวบงการเสียที" แซคบอกเธอ
ยิ่งซาราห์ใช้เวลาอยู่กับแซคมากขึ้นเท่าไร เธอก็เริ่มห่างหายไปจากเพื่อนฝูงมากขึ้นเท่านั้น แซคบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติของคู่รักที่เพิ่งคบกัน
"แต่ถึงยังไงผมก็ไม่ได้ชอบเพื่อนคุณอยู่แล้ว"
ในเวลาต่อมา ซาราห์ค้นพบว่าแซคแอบส่งข้อความถึงเพื่อน ๆ ของเธอเพื่อบอกว่า "ซาราห์เกลียดพวกเธอ และนินทาพวกเธอลับหลัง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อถึงวัยที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย ซาราห์ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในสถาบันที่เธอเลือกไว้เป็นอันดับหนึ่ง ส่วนแซคตัดสินใจสอบใหม่
"อย่าไปเลย ทำไมคุณถึงจะทิ้งผมไว้ตรงนี้" แซคถามเธอ
เขาแสดงท่าทีไม่อยากให้ซาราห์ไปเรียนมหาวิทยาลัยมากขึ้นทุกที โดยบอกว่าไม่มีประโยชน์ที่เธอจะไปเรียนต่อ
"มันสิ้นเปลืองเงิน ยังไงผมก็ต้องเป็นคนทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัวอยู่แล้ว…" แซคอ้าง
ซาราห์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 23 ปี บอกว่า ความสัมพันธ์ในช่วง 2-3 ปีแรกกับแซค "ไม่ได้แย่เท่าไหร่"
"ฉันหมายความว่ามันไม่ได้แย่เท่ากับช่วงท้าย ๆ" เธออธิบาย
การบังคับควบคุมจากคนรักคืออะไร
การบังคับควบคุมจากคนรักมักไม่สามารถบ่งชี้ได้ด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งในความสัมพันธ์ แต่เป็นหลาย ๆ อย่างรวมกัน ทั้งคำพูด พฤติกรรม คำข่มขู่ การทำให้อับอาย การทำให้โดดเดี่ยว และการควบคุมเหยื่อ ทำให้เหยื่อไม่มีอิสรภาพ และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
ผู้ตกเป็นเหยื่อมักอธิบายถึงการถูกทำร้ายทางจิตใจและอารมณ์ว่า เป็นการที่ถูกคู่รักทำลายอิสรภาพและความเชื่อมั่นในตัวเอง จน "สิ่งปกติ" เพียงอย่างเดียวที่คุณรู้จักคือคู่รักที่ทำร้ายคุณ
ธรรมชาติของการบังคับควบคุมคือ การที่ผู้ตกเป็นเหยื่อมักมองไม่ออก หรือยากที่จะมองออกถึงรูปแบบการทำร้ายจากน้ำมือของคู่รัก
"เขาบอกว่าเขาสามารถหักคอฉันได้ ถ้าเขาอยากทำ"
เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำร้ายในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ รัฐบาลอังกฤษได้บรรจุเรื่อง "ความสัมพันธ์ศึกษา" ไว้ในหลักสูตรภาคบังคับในโรงเรียนเมื่อเดือน ก.ย.ปี 2020 ซึ่งมีเนื้อหาสอนให้เด็กนักเรียนสามารถบ่งชี้ถึงการทำร้ายด้านร่างกาย จิตใจ และการเงิน ในความสัมพันธ์ของวัยรุ่นและผู้ใหญ่
นี่คือสิ่งที่ซาราห์บอกว่า เธออยากได้เข้าถึงความรู้แบบนี้ก่อนที่จะคบหากับแซค สำหรับเธอแล้วความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มจาก "เธอสวยจัง" ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น "เธอโชคดีแค่ไหนแล้วที่ฉันยังอยู่กับเธอ เพราะไม่มีใครอยากได้เธอหรอก"
แซคมักบ่นว่าเขาไม่มีเงินซื้ออาหาร ดังนั้น ซาราห์จึงต้องคอยให้เงินจำนวนมากแก่เขา แต่เธอก็ไม่วายที่จะถูกลงโทษ
แซคมักบอกเธอว่า "คุณทำแบบนี้ เพื่อให้ผมรู้สึกแย่กับตัวเองนะสิ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย แซคที่ไม่ได้อยู่กับซาราห์ ยังคงเฝ้าบีบบังคับไม่ให้เธอออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ตอนกลางคืน โดยมักบอกว่า "เธอจะถูกคนแปลกหน้าวางยาและข่มขืน" และมันจะทำให้เขาเป็นห่วงเธอมากจนนอนไม่หลับ
แต่ถ้าซาราห์ยังดึงดันที่จะออกไปเที่ยว ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เธอก็จะได้รับข้อความและสายโทรเข้าจำนวนมากจากแฟนหนุ่มที่ซักไซ้ไล่เลียงว่าเธออยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่
"ฉันเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมหาวิทยาลัยของฉันถูกจำกัดมาก" ซาราห์เล่าถึงความรู้สึกตอนนั้น
"ฉันรู้สึกว่าไม่สามารถร่วมกิจกรรมต่าง ๆ หรือผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ได้เลย และเพื่อนร่วมหอของฉันต่างคิดว่าความสัมพันธ์ของเราแปลกประหลาด เพราะฉันต้องคอยขออนุญาตเขาตลอดเวลา แต่ตอนนั้นฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เขาโน้มน้าวใจให้ฉันเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติ"
แต่ก่อนที่ซาราห์จะตระหนักถึงความผิดปกติในความสัมพันธ์นี้ เธอก็เริ่มรู้สึกกังวลกับความปลอดภัยของตัวเอง
ตอนที่เธอจำฝังใจที่สุดคือตอนที่แซคมาหาเธอที่มหาวิทยาลัย เธอออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้เขา และระหว่างที่ทั้งคู่นอนอยู่บนเตียงด้วยกันนั้น จู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า "ผมสามารถหักคอคุณได้ในตอนนี้ ถ้าผมอยากทำ"
ซาราห์บอกว่า พฤติกรรมชอบบีบบังคับของแซคยังลามไปถึงเรื่องบนเตียงด้วย "เขาชอบพูดเรื่องที่เขาดูหนังโป๊ที่มีความรุนแรง"
"ก็คุณไม่ยอมทำในห้องนอนนิ ผมถึงต้องไปหาจากที่อื่น" แซคพูด
ซาราห์บอกว่า รู้สึกกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตตัวเองมากกว่าหนึ่งครั้ง เพราะตอนที่แซคโมโหเขามักทุ่มเก้าอี้ ทุบทำลายข้าวของ และข่มขู่เธอ ราวกับเป็นเรื่องปกติแบบเวลาที่เขาจูบเธอ
"ฉันไม่อยากไปพบหน้าเขาอีกต่อไป ฉันรู้สึกกลัวเขา" ซาราห์กล่าว
แต่ถึงอย่างนั้นเธอยังคบแซคต่อ จนกระทั่งช่วงปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยที่เพื่อนร่วมหอจับซาราห์มานั่งคุย แล้วบอกว่าเธอเป็นห่วงซาราห์จริง ๆ ว่าความสัมพันธ์ที่บังคับควบคุมแบบนี้จะทำลายชีวิตของเธอในที่สุด
"ฉันไม่มีความสุขเลย และฉันยังไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ไม่ควรทำให้คุณต้องรู้สึกกังขาในตัวเองอยู่ทุกวัน"
"ฉันเฝ้าครุ่นคิดว่า 'ฉันอยากอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตเหรอ'"
โชคร้ายที่หลายครั้งการทำร้ายในความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้หยุดลงไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่ยุติไปแล้ว
ความสัมพันธ์ที่แลกด้วยชีวิต
ข้อมูลจาก ดร.เจน มอคตัน สมิธ ผู้เชี่ยวด้านอาชญวิทยาระบุว่า ข้อมูลเมื่อปี 2019 พบว่าในอังกฤษและเวลส์มีผู้หญิงถูกฆาตกรรมจากความรุนแรงในครอบครัวสัปดาห์ละ 2 คน โดยบางรายเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์แบบบังคับควบคุม ซึ่งความสัมพันธ์รูปแบบนี้สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ
การบังคับควบคุม กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในอังกฤษเมื่อปี 2015 ภายใต้ความผิดฐาน "มีพฤติกรรมควบคุม หรือบีบบังคับในความสัมพันธ์แบบคู่รัก หรือความสัมพันธ์แบบครอบครัว"
การที่พฤติกรรมเหล่านี้จะเข้าเกณฑ์ความผิดทางอาญานั้น การบังคับควบคุมที่เกิดขึ้นจะต้องทำให้บุคคลรู้สึกกลัวว่าจะมีการใช้ความรุนแรงต่อพวกเขาอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือทำให้เกิดความกลัวหรือความทุกข์ใจอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ตอนที่ซาราห์ตัดสินใจบอกเลิกแซค เธอเลือกที่จะบอกเลิกเขากลางถนน เพราะอยากทำในที่ชุมชน เพื่อที่เขาจะไม่กล้าทำร้ายเธอ
ทว่าหลังจากนั้นหลายเดือน แซคยังคงไม่เลิกตามรังควานเธอ
"ถ้าฉันไม่ตอบเขา เขาก็ขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย" ซาราห์เล่า
ตอนที่ซาราห์ตัดสินใจบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของเขา แซคก็บุกไปหาเธอถึงบ้าน และมีครั้งหนึ่งที่บุกไปบ้านแม่ของเธอด้วย
"ฉันตระหนักได้ว่าคงไม่สามารถหลุดพ้นจากเขาได้ จนกว่าฉันจะย้ายไปอยู่ที่อื่น และเขาไม่รู้ที่อยู่ของฉันอีกต่อไป" ซาราห์บอก
เป็นเวลาร่วมสองปีมาแล้ว นับแต่ซาราห์หลุดพ้นจากประสบการณ์เลวร้ายนี้ เธอได้เข้าสังคมแบบหนุ่มสาวทั่วไป และมีความสัมพันธ์ที่มีความสุข และเธอยังบอกว่า เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
สัญญาญบ่งชี้การบังคับควบคุมจากคนรัก

ที่มาของภาพ, Getty Images
Women's Aid องค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ได้ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่เข้าข่ายพฤติกรรมบังคับควบคุมของคนรักเอาไว้ดังนี้
- กีดกันคุณออกจากเพื่อนฝูงและครอบครัว
- ไม่ให้คุณเข้าถึงความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร
- เฝ้าตรวจสอบเวลาของคุณ
- เฝ้าตรวจสอบคุณผ่านอุปกรณ์สื่อสารทางออนไลน์ต่าง ๆ หรือสปายแวร์
- ควบคุมเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของคุณ เช่น สถานที่ที่คุณไป คนที่คุณพบ เสื้อผ้าที่คุณใส่ และเวลาที่คุณนอน
- ไม่ให้คุณเข้าถึงบริการช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น บริการทางการแพทย์
- ทำให้คุณรู้สึกต้อยต่ำครั้งแล้วครั้งเล่า เช่น บอกว่าคุณไร้ค่า
- ทำให้คุณอับอาย ด้อยค่า และย่ำยีศักดิ์ศรีคุณ
- ควบคุมด้านการเงินของคุณ
- ข่มขู่ และทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัว












