ยาต้านโควิด: โมลนูพิราเวียร์ที่สหราชอาณาจักรรับรองกับแพ็กซ์โลวิดของไฟเซอร์ ต่างกันอย่างไร

ยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์

ที่มาของภาพ, Merck Sharp and Dohme (MSD)

คำบรรยายภาพ, โมลนูพิราเวียร์ เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทานเพื่อใช้รักษาโควิดชนิดแรก ที่รายงานผลการทดลอง

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน หน่วยงานกำกับดูแลยาของสหราชอาณาจักร อนุมัติยาเม็ดชนิดแรกที่ได้รับการผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคโควิดที่แสดงอาการแล้ว โดยจะต้องให้ยาโมลนูพิราเวียร์แก่ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโควิดวันละ 2 ครั้ง

ข่าวนี้ทำให้ไฟเซอร์ออกมาให้ข่าวว่าการทดลองยาแพ็กซ์โลวิดได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก จนยุติการทดลองก่อนกำหนด แม้ยังไม่ได้รับการรับรองในสหราชอาณาจักร

ผลการทดลองพบว่า ยาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเดิมทีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโรคโควิดลงได้ราวครึ่งหนึ่ง

นายซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า การรักษาเช่นนี้เป็น "ตัวเปลี่ยนเกม" สำหรับผู้ป่วยที่อ่อนแอและมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ

ในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาระบุว่า "วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์สำหรับประเทศของเรา เพราะสหราชอาณาจักรได้เป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติยาต้านไวรัสที่สามารถใช้รักษาอาการป่วยโควิดที่บ้านได้"

ยาเม็ด 2 ชนิดนี้ ทำงานต่างกันอย่างไร

โมลนูพิราเวียร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัทยาของสหรัฐฯ หลายแห่ง ได้แก่ เมอร์ค ชาร์ป แอนด์ โดม (Merck Sharp and Dohme หรือ MSD) และริดจ์แบ็ก ไบโอเทราพิวติกส์ (Ridgeback Biotherapeutics) เป็นยาต้านไวรัสโควิดชนิดแรกที่สามารถใช้รับประทานแบบเม็ดได้ ไม่ต้องฉีด หรือให้ยาทางเส้นเลือด

การรักษาแบบใหม่นี้จะพุ่งเป้าไปที่เอนไซม์ที่ไวรัสใช้ในการแบ่งตัว ทำให้เกิดข้อผิดพลาดของรหัสพันธุกรรมของไวรัสขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการแบ่งตัวของไวรัสได้ ดังนั้นจึงทำให้มีจำนวนไวรัสในร่างกายในระดับต่ำและช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

เมอร์ค ระบุว่า วิธีการรักษานี้น่าจะใช้ได้ผลเช่นเดียวกันกับเชื้อกลายพันธุ์ของไวรัสนี้ หากมันมีวิวัฒนาการในอนาคต

เจ้าหน้าที่ในห้องแล็บมองผ่านกล้องจุลทรรศน์

ที่มาของภาพ, MSD

คำบรรยายภาพ, ยาโมลนูพิราเวียร์ พัฒนาขึ้นโดยบริษัท MSD และ ริดจ์แบ็ก ไบโอเทราพิวติกส์

ส่วนแพ็กซ์โลวิด เป็นยาต้านไวรัสชนิดเม็ดที่ถูกออกแบบมาให้ยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (protease) ซึ่งเชื้อไวรัสต้องใช้ในการเพิ่มจำนวน และเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสชนิดเม็ดที่เรียกว่า "ริโทนาเวียร์" (ritonavir) ในโดสที่ต่ำ ก็จะทำให้แพ็กซ์โลวิดอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น

กลไกการรักษาแบบผสมผสานนี้แตกต่างกันเล็กน้อยกับยาเม็ดต้านโควิดของบริษัทเมอร์คชาร์ปแอนด์โดม ซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติในรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด

ไฟเซอร์ระบุว่า มีแผนจะยื่นผลการทดลองนี้ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติให้มีการใช้ยาชนิดนี้เป็นการฉุกเฉิน

วิธีการกินยา

เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด ต้องมีการให้ยาโมลนูพิราเวียร์ภายในเวลา 5 วัน นับจากวันที่เริ่มมีอาการป่วย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ต้องกินยาครั้งละ 4 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและตอนค่ำ ส่วนการใช้ยาแพ็กซ์โลวิด ผู้ป่วยต้องรับประทานยาครั้งละ 3 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

รอยเตอร์รายงานว่า ไฟเซอร์ระบุว่า ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ยาแพ็กซ์โลวิดช่วยลดโอกาสในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตลงได้ 89% ในผู้ป่วยโควิดที่มีความเสี่ยงจะเกิดอาการรุนแรง เมื่อมีการให้ยาภายใน 3 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการ แต่โอกาสนี้จะลดลงเหลือ 85% เมื่อมีการให้ยาภายใน 5 วัน นับจากวันที่เริ่มมีอาการ

ส่วนเมอร์ค ระบุเมื่อ 1 ต.ค. ตามการรายงานของรอยเตอร์ว่า ยาของทางบริษัทช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตหรือเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ราว 50% ในผู้ป่วยที่เสี่ยงจะมีอาการรุนแรง หากได้รับยาภายใน 5 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการ แต่ทางบริษัทไม่ได้ระบุตัวเลขหากมีการให้ยาแก่ผู้ป่วยภายใน 3 วันหลังเริ่มมีอาการ

สำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Medicines and Healthcare Products Regulatory Agency--MHRA) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า ยาโมลนูพิราเวียร์ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วยโควิดที่มีอาการเบาไปจนถึงปานกลางและมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 อย่าง ในการที่จะทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงอย่าง เป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์

จูน เรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MHRA เรียกมันว่าเป็น "การรักษาอีกอย่างหนึ่งที่เป็นคลังอาวุธป้องกันโควิด-19 ของเรา"

"มันเป็นยาต้านไวรัสสำหรับโรคนี้ที่ได้รับการรับรองตัวแรกในโลกที่สามารถรับประทานได้ แทนที่จะรับยาผ่านทางเส้นเลือด" เธอกล่าว

"เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะนั่นหมายความว่า มันอาจจะมีการให้ยานี้นอกโรงพยาบาลได้ ก่อนที่จะมีอาการป่วยของโควิด-19 ขั้นรุนแรง"

เปรียบเทียบผลการทดลอง

การทดลองทางการแพทย์ก่อนหน้านี้ของยาโมลนูพิราเวียร์ในผู้ป่วย 775 คน ที่เพิ่งติดเชื้อโรคโควิดพบว่า :

  • 7.3% ของผู้ป่วยที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
  • เปรียบเทียบกับ 14.4% ของผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอก ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
  • ไม่มีผู้เสียชีวิตในกลุ่มผู้ที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ แต่ผู้ป่วย 8 คนที่ได้รับยาหลอกในการทดลองนี้ เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากโควิด

ผลการทดลองนี้ได้รับการเผยแพร่ในข่าวแจก แต่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ

แต่ข้อมูลระบุว่า จำเป็นต้องมีการรับประทานยาโมลนูพิราเวียร์หลังจากมีอาการไม่นาน เพื่อการรักษาได้ผลดี ส่วนการศึกษาก่อนหน้านี้ในผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วเพราะมีอาการป่วยรุนแรงได้ถูกระงับไป เพราะได้ผลการศึกษาที่ไม่น่าพอใจ

ในเอกสารที่ผ่านการรับรอง MHRA แนะนำว่า ควรใช้ยาชนิดนี้ "ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" หลังจากตรวจพบว่าติดเชื้อโรคโควิด และควรใช้ภายในเวลา 5 วันนับจากวันที่แสดงอาการ

คำบรรยายวิดีโอ, นักท่องราตรีดีใจไนต์คลับเปิดอีกครั้ง หลังอังกฤษคลายล็อกดาวน์ทั่วประเทศ

ศ.เพนนี วอร์ด จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King's College London) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ กล่าวว่า "ถ้าได้ผลเช่นเดียวกันนี้ในกลุ่มประชากรในสหราชอาณาจักร จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอาจลดลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง และจำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลงอย่างมาก"

"มันดูเหมือนว่า จะมีการจำกัดการใช้งานในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่ป่วยด้วยโรคหลายโรค อย่างเช่น ผู้สูงอายุที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคไต โรคเบาหวานหรือโรคมะเร็ง"

เมอร์ค เป็นบริษัทแรกที่รายงานผลการทดลองยาเม็ดรักษาโควิด แต่อีกหลายบริษัทก็กำลังหาวิธีการรักษาที่คล้ายคลึงกัน

บริษัทไฟเซอร์ซึ่งเป็นคู่แข่งในสหรัฐฯ ได้เริ่มการทดลองในยาต้านไวรัส 2 ชนิดแล้ว ขณะที่โรช (Roche) ของสวิตเซอร์แลนด์ ก็กำลังผลิตยาที่คล้ายกัน

นายอัลเบิร์ต บัวร์ลา ประธานบริษัทไฟเซอร์ กล่าวว่า แพ็กซ์โลวิดมี "ศักยภาพในการรักษาชีวิตคนไข้ ลดความรุนแรงของการติดเชื้อโรคโควิด-19 และช่วยลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 9 ใน 10 ราย"

A selection of pills

ที่มาของภาพ, Getty Images

ไฟเซอร์ระบุว่า ได้ยุติการทดลองนี้ก่อนกำหนดเนื่องจากผลลัพธ์ที่ได้ในเบื้องต้นออกมาดีมาก

แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าวัคซีนคือวิธีการดีที่สุดในการควบคุมการระบาดของโควิด แต่ขณะเดียวกันก็มีความต้องการวิธีการรักษาโรคนี้ที่สามารถทำที่บ้านได้ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง

ข้อมูลจากการทดลองในคนไข้ความเสี่ยงสูง (คนชราและผู้มีโรคประจำตัว) จำนวน 1,219 คนที่เพิ่งติดโควิด พบว่า ผู้ได้รับยาแพ็กซ์โลวิดมีอัตราป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล 0.8% เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ได้รับยาหลอกที่อัตราดังกล่าวอยู่ที่ 7%

คนไข้เหล่านี้ได้รับยาภายใน 3 วันหลังจากเริ่มแสดงอาการป่วยของโรคโควิด-19 และพบว่า มีคนไข้ที่ได้รับยาหลอกเสียชีวิต 7 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตในกลุ่มที่ได้รับยาแพ็กซ์โลวิด

หากให้ยารักษาภายใน 5 วันนับแต่วันที่เริ่มแสดงอาการป่วย กลุ่มผู้ได้รับยาแพ็กซ์โลวิดจะมีอัตราการเข้าโรงพยาบาลอยู่ที่ 1% และไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ผู้ได้รับยาหลอกจะมีอัตราการเข้าโรงพยาบาล 6.7% และเสียชีวิต 10 คน

ปริมาณการผลิตยา

รอยเตอร์รายงานว่า ทั้งบริษัทไฟเซอร์และเมอร์ค ระบุว่า กำลังพยายามขยายการเข้าถึงยาที่ทางบริษัทผลิตแก่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยไฟเซอร์ระบุว่า คาดว่าจะผลิตยาได้มากกว่า 180,000 ชุดภายในสิ้นปีนี้ และมีแผนจะผลิตอย่างน้อย 50 ล้านชุดในปี 2022 ส่วนเมอร์ค ระบุว่า คาดว่า จะผลิตยาได้ 10 ล้านชุดภายในสิ้นปีนี้ และตั้งเป้าผลิตอย่างน้อย 20 ล้านชุดในปี 2022

ผู้ป่วยโควิดในโรงพยาบาล

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้คนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและป้องกันการเสียชีวิต

สหราชอาณาจักรตกลงซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ 480,000 ชุด ซึ่งคาดว่า จะมีการส่งมอบครั้งแรกในเดือน พ.ย. นี้

รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังไม่เปิดเผยว่า สัญญาสั่งซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ 480,000 ชุด มีมูลค่าเท่าไหร่ แต่ทางการสหรัฐฯ เพิ่งสั่งซื้อยานี้ล่วงหน้า 1.7 ล้านชุด มูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.96 หมื่นล้านบาท) หรือประมาณ 700 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23,000 บาท) ต่อผู้ป่วย 1 คน

หลายประเทศรวมถึงออสเตรเลีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ได้ทำข้อตกลงสั่งซื้อยานี้แล้วเช่นกัน

ในช่วงแรกจะมีการให้ยาชนิดนี้แก่ทั้งผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนแล้วและยังไม่ได้รับวัคซีนเพื่อเป็นการศึกษาทั่วสหราชอาณาจักร และจะมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิผลในการรักษา ก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ หรือการสั่งซื้อเพิ่มเติม

ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service—NHS) ของสหราชอาณาจักร จะมีการแจกจ่ายยาโมลนูพิราเวียร์อย่างรวดเร็วอย่างไร คาดว่า อาจจะมีการมอบยานี้ให้แก่บ้านพักที่ดูแลคนป่วยและคนพิการ ขณะที่ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและสูงอายุอาจได้รับการการสั่งจ่ายยานี้จากแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioner -- GP) ของพวกเขา หลังจากถูกตรวจพบว่า ติดเชื้อโรคโควิด

ศาสตราจารย์โจนาธาน แวน-ทัม รองประธานเจ้าหน้าที่การแพทย์ของอังกฤษ เตือนเมื่อ 3 พ.ย. ถึง "ช่วงเวลาลำบากหลายเดือนที่กำลังจะมาถึง" ในการระบาดใหญ่

เขากล่าวว่า แม้ว่าผู้ติดเชื้อโรคโควิดดูเหมือนจะทรงตัว แต่จำนวนผู้เสียชีวิตกำลังเพิ่มขึ้น และมีสัญญาณหลายอย่างว่า เริ่มพบการติดเชื้อในกลุ่มคนอายุมากขึ้น

โดยยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหราชอาณาจักรเมื่อ 7 พ.ย. อยู่ที่ 29,843 คน และมีผู้เสียชีวิตภายใน 28 วันนับจากการติดเชื้อจำนวน 62 คน