โควิด-19 : สธ. เซ็นสัญญาซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ แต่ต้องรอ อย. ขึ้นทะเบียนถึงนำเข้าได้

ที่มาของภาพ, EPA
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามสัญญาจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ 5 หมื่นคอร์สการรักษา มูลค่ารวม 500 ล้านบาท มุ่งเป้าใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจและโรคมะเร็ง เป็นต้น โดยคาดว่ายาตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตหรือการเข้ารักษาในโรงพยาบาลของผู้ป่วยได้ถึงครึ่งหนึ่ง
การลงนามจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยาต้านโควิด-19 ชนิดรับประทานที่ผลิตโดยบริษัทเมอร์ค (Merck) ของสหรัฐอเมริกาในวันนี้ (25 พ.ย.) มีขึ้นระหว่างกรมการแพทย์และบริษัทเอ็มเอสดี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเมอร์ค
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ 2 ชนิด คือ ยาฟาวิพิราเวียร์และยาเรมเดซิเวียร์ แต่เพื่อให้ผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยเข้าถึงยาชนิดใหม่ กรมการแพทย์จึงจัดหาและจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ โดยกรมการแพทย์รับผิดชอบสัญญาการจัดหาและจัดซื้อ
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบวงเงินจำนวน 500 ล้านบาทสำหรับจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ 5 หมื่นคอร์สการรักษา ส่วนสัญญาจัดซื้อเป็นไปตามมาตรฐานสัญญาที่บริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี อินคอร์ปอเรท ได้ทำสัญญากับหลายประเทศ ซึ่งกรมการแพทย์ได้ส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาแล้ว
อธิบดีกรมการแพทย์ระบุว่า ปัจจุบันยาโมลนูพิราเวียร์อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ซึ่งจะสามารถนำยาเข้ามาในประเทศไทยได้ก็ต่อเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. แล้วเท่านั้น
เขาเปิดเผยด้วยว่าปริมาณยาที่สั่งซื้อจำนวน 5 หมื่นคอร์สการรักษานั้น คำนวณจากประมาณการผู้ติดเชื้อประมาณ 1 หมื่นรายต่อวัน ซึ่งคาดว่าในจำนวนนี้จะมีผู้ป่วยที่เข้าหลักเกณฑ์ในการใช้ยา 1 พันรายต่อวัน ซึ่งยาขนาดบรรจุภัณฑ์ 1 หน่วย ประกอบด้วยยาขนาด 200 มิลลิกรัมต่อแคปซูล จำนวน 40 แคปซูล รับประทานครั้งละ 4 แคปซูล (800 มิลลิกรัม) วันละ 2 ครั้ง ห่างกันทุก 12 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน
เปิดไทม์ไลน์นำเข้าโมลนูพิราเวียร์
ก่อนหน้านี้ นพ. สมศักดิ์เปิดเผยว่ากรมการแพทย์ได้หารือกับบริษัทเอ็มเอสดีตั้งแต่เดือน ก.ค. และคาดว่าจะเริ่มนำเข้าได้อย่างเร็วที่สุดในเดือน ธ.ค. นี้
- ก.ค.-ก.ย. กรมการแพทย์หารือกับเอ็มเอสดีเกี่ยวกับข้อมูลยาและการวิจัย การจัดหาและการจัดซื้อยา
- 5 ต.ค. กรมการแพทย์จัดทำร่างหนังสือสัญญาซื้อขายเสร็จสิ้น ต.ค.-พ.ย. ประมาณการว่าโมลนูพิราเวียร์จะผ่านการขึ้นทะเบียนจาก FDA ของสหรัฐฯ
- 25 พ.ย. กรมการแพทย์ลงนามจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ 5 หมื่นคอร์สการรักษากับบริษัทเอ็มเอสดี
- พ.ย.-ธ.ค. คาดว่าโมลนูพิราเวียร์จะผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
- ธ.ค. 2564-ม.ค. 2565 คาดว่าจะมีการนำเข้ายาโมลนูพิราเวียร์มารักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในไทย
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า ประเทศไทยยังได้ร่วมกับเมอร์คในการศึกษาวิจัยการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ที่โรงพยาบาล 5 แห่ง ในไทย หนึ่งในนั้นคือ รพ.ราชวิถี ซึ่งเป็น รพ. สังกัดกรมการแพทย์ คาดว่าจะได้เริ่มศึกษาได้ภายในเดือน ธ.ค. นี้

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวด้วยว่า ราคาจัดซื้อยาของแต่ละประเทศจะไม่เท่ากัน ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางจะได้ราคาถูกกว่าประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีรายได้สูง ขณะเดียวกันไทยก็อาจจะซื้อแพงกว่าประเทศที่รายได้ต่ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นนโยบายของบริษัทที่ต้องการกระจายยาต้านโควิดไปในหลายพื้นที่อย่างเป็นธรรม
เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับยาโมลนูพิราเวียร์
- การออกฤทธิ์ของยา
ยาเม็ดซึ่งเดิมทีตั้งใจจะพัฒนาขึ้นเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่นี้ จะไปทำให้เกิดความผิดพลาดกับรหัสพันธุกรรมของไวรัส โดยพุ่งเป้าไปที่เอนไซม์ที่ไวรัสใช้ในการแบ่งตัว ดังนั้นจึงจะช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายในร่างกายได้
นพ. สมศักดิ์อธิบายว่ายาโมลนูพิราเวียร์ออกฤทธิ์ยับยั้งการจำลองตัวเองของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยไม่ได้ออกฤทธิ์ต่อตัวหนาม จึงสามารถยับยั้งไวรัสโควิด-19 ได้เกือบทุกสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เดลตา แกมมา และมิว
- การทดลอง
ปลัด สธ. ให้ข้อมูลว่า ผลการศึกษาระยะที่ 3 จากอาสาสมัครที่เข้าร่วมในโครงการจำนวน 762 รายที่สหรัฐอเมริกา โดยติดตามหลังให้ยาเป็นเวลา 29 วัน ผลการศึกษาทางคลินิกในเบื้องต้น (interim result) พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์เข้ารักษาที่โรงพยาบาล 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเข้ารักษาที่โรงพยาบาล 53 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 มีผู้เสียชีวิต 8 ราย สรุปได้ว่ายาโมลนูพิราเวียร์ลดความเสี่ยงเสียชีวิตหรือรักษาตัวในโรงพยาบาลในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคน้อยถึงปานกลางได้ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
ผลการทดลองพบด้วยว่า ผู้ป่วยจำเป็นต้องกินยาโมลนูพิราเวียร์ตั้งแต่เริ่มมีอาการเพื่อให้การรักษาได้ผล
- ยารับประทานชนิดแรก
หากได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านยา โมลนูพิราเวียร์จะเป็นยาต้านไวรัสโรคโควิด-19 ชนิดรับประทานชนิดแรกที่นำมาใช้รักษาผู้ป่วย
ขณะนี้องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกายังอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียน เช่นเดียวกับสำนักงานการแพทย์ยุโรปที่ยังพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ อยู่ แต่คาดว่าจะได้ข้อสรุปว่าจะอนุมัติให้ใช้หรือไม่เร็ว ๆ นี้ เพื่อตอบสนองกับสถานการณ์การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในยุโรป

ที่มาของภาพ, Reuters
- การสั่งซื้อจากทั่วโลก
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ว่าเมอร์คได้ทำสัญญาขายยาโมลนูพิราเวียร์เป็นจำนวนกว่า 6 ล้านคอร์สการรักษาในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งล่าสุด ไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมอร์ค เป็นบริษัทแรกที่รายงานผลการทดลองใช้ยาเม็ดในการรักษาโควิด แต่มีบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่งที่กำลังพัฒนาการรักษาที่คล้ายคลึงกัน เช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่แข่ง ได้เริ่มการทดลองขั้นสุดท้ายกับตัวยาต้านไวรัส 2 ชนิด ขณะที่บริษัทโรช (Roche) ของสวิตเซอร์แลนด์ กำลังพัฒนายาที่คล้ายคลึงกัน
เมอร์ค เคยระบุว่า คาดว่าจะผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ได้ 10 ล้านชุด ภายในสิ้นปี 2021 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตกลงที่จะซื้อยานี้แล้วคิดเป็นมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.05 หมื่นล้านบาท) หากผ่านการรับรองจากเอฟดีเอ
นอกจากนี้เมอร์คยังอยู่ระหว่างหารือกับอีกหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร และตกลงให้ใบอนุญาตกับผู้ผลิตยาสามัญจำนวนหนึ่งเพื่อจัดหายาให้แก่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ
ศาสตราจารย์ เพนนี วอร์ด จากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King's College London) กล่าวว่า "มีการตั้งความหวังไว้สูงว่าคณะทำงานที่ดูแลด้านยาต้านไวรัส เช่นเดียวกับคณะทำงานด้านวัคซีน จะได้สั่งซื้อยาชนิดนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว" เพื่อที่สหราชอาณาจักรจะสามารถรับมือได้ และช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service หรือ NHS) ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
ศาสตราจารย์ ปีเตอร์ ฮอร์บี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า "ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่ได้ผล ราคาไม่แพง และปลอดภัย จะถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการต่อสู้กับโควิด"









