โลกร้อน : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) คืออะไร ไทยสัญญาโลกไว้ว่าอย่างไร

ที่มาของภาพ, Reuters
นานาขาติที่เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ กำลังวางแผนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก
พวกเขามีเป้าหมายว่าจะบรรลุเป้าให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ "net zero" ภายในปี 2050 เพื่อจัดการกับภาวะโลกร้อน
แล้ว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์คืออะไรกัน
การบรรลุ "เน็ต ซีโร" ก็คือการไม่ปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนี้เพิ่มขึ้นไปในชั้นบรรยากาศอีก โดยทำได้ทั้งลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือชดเชยด้วยการกำจัดก๊าซดังกล่าวเท่ากับจำนวนที่ปล่อยออกไป
ก๊าซเรือนกระจกอย่างคาร์บอนไดออกไซด์มาจากการเผาผลาญน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน จากภาคครัวเรือน โรงงาน และการขนส่ง จนส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน
ภาคี 197 ประเทศตกลงกันภายใต้ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปี 2015 ว่าจะพยายามไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะทางสภาพภูมิอากาศ โดยผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อโลกบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
ชาติต่าง ๆ ตกลงอะไรกันแล้ว
ผู้นำกว่า 100 ชาติลงนามในคำประกาศให้คำมั่นที่จะยุติการตัดไม้ทำลายป่า และฟื้นฟูป่าไม้ภายในปี 2030
บราซิล ซึ่งครอบครองผืนป่าแอมะซอนที่กำลังถูกทำลายเป็นวงกว้างได้ร่วมลงนามในข้อตกลงที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ด้วย โดยข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ย. ระบุว่า จะมีประเทศต่าง ๆ ร่วมลงนามทั้งสิ้น 105 ประเทศ อาทิ แคนาดา จีน อินโดนีเซีย รัสเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และเวียดนาม เป็นต้น แต่ไม่ปรากฏไทย กัมพูชา เมียนมา และลาว รวมอยู่ในรายชื่อนี้
นอกจากนี้ หลายสิบประเทศได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 โดยก๊าซนี้เป็นปัจจัยโดยมนุษย์ที่ทำให้เกิดโลกร้อนเป็นอันดับที่สาม อย่างไรก็ดี จีน รัสเซีย และอินเดีย ยังไม่ได้ลงนามให้สัญญาในเรื่องนี้
สำหรับสหราชอาณาจักร บริษัทและสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ในประเทศจะวางแผนในการลดคาร์บอนอย่างภายในปี 2023 แต่กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมบอกว่านี่ยังไม่ดีพอเพราะจะไม่มีการบังคับบริษัทต่าง ๆ ว่าต้องให้คำมั่นสัญญา
นานาชาติสัญญาว่าจะทำอะไรอีก
แม้ว่าประเทศ 132 ประเทศออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าจะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ก่อนปี 2050 แต่จีนซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกบอกว่าจะบรรลุเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2060 แต่ก็ไม่ได้บอกให้แน่ชัดว่าจะทำด้วยวิธีการอะไร
ด้านอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับ 4 ของโลก บอกว่าจะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้ได้ภายในปี 2070

ที่มาของภาพ, ไทยคู่ฟ้า
ด้านไทย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งเดินทางไปร่วมการประชุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. กล่าวในสุนทรพจน์ว่า ไทยตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2050 ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะทำให้ได้ภายในปี 2065
จะกำจัดคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศได้อย่างไรอีก
นอกจากลดการตัดไม้ทำลายป่าแล้ว เกือบทุกประเทศวางแผนปลูกต้นไม้เพิ่มซึ่งเป็นวิธีการดูดซับคาร์บอนที่ใช้ต้นทุนต่ำที่สุด แต่ผู้เชี่ยวชาญคิดว่าโลกไม่มีพื้นที่พอให้ปลูกต้นไม้เท่าที่จำเป็น
มีการเสนอให้ใช้เทคโนโลยีอย่างการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon capture and storage - CCS) ก่อนที่จะทำให้ก๊าซแข็งตัวและนำไปฝังไว้ใต้ดิน อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้มีต้นทุนสูง ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนา และก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลแน่นอน
อุปสรรค
ที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่คือวิธีการที่ประเทศประเทศหนึ่งจะบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศ ก อาจจะบันทึกข้อมูลว่าตัวเองปล่อยคาร์บอนน้อยลงหลังจากไม่ให้มีการทำอุตสหกรรมผลิตเหล็กกล้า แล้วหันไปนำเข้าเหล็กกล้าจากประเทศ ข แทน นั่นก็เท่ากับว่าผลักความรับผิดชอบในการปลดปล่อยคาร์บอนไปให้ประเทศ ข ซึ่งเป็นผู้ส่งออกแทน
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะให้ประเทศร่ำรวยชดเชยปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนของตัวเองด้วยการไปจ่ายเงินสนับสนุนให้ประเทศที่ยากจนกว่าหันไปใช้พลิงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น การกระทำแบบนี้ถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะลงมือแก้ปัญหาดังกล่าวในประเทศตัวเอง











