ไฟเซอร์เตรียมยื่นขอเอฟดีเอ ให้อนุมัติวัคซีนฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ภายในเดือนสิงหาคม

REUTERS

ที่มาของภาพ, Reuters

บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ (Pfizer Inc.) ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของโลก เตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือเอฟดีเอ เพื่อขอให้อนุมัติการใช้วัคซีนของไฟเซอร์ ฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 เป็นเข็มที่สามอย่างเร่งด่วน ภายในเดือน ส.ค. นี้

นายไมเคิล ดอลสเทน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของไฟเซอร์ระบุว่า มีความจำเป็นที่ผู้ได้รับวัคซีนสองเข็มแรกของไฟเซอร์จะต้องรับการฉีดกระตุ้นเป็นเข็มที่สาม เนื่องจากมีแนวโน้มว่าประสิทธิภาพของแอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนจะลดลงมาก หลังผ่านการฉีดเข็มที่สองไปราว 6 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ

นายดอลสเทนอ้างถึงกรณีของประเทศอิสราเอลว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์ครบสองเข็มเมื่อช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ที่ผ่านมา กลับมีการติดเชื้อขึ้นได้อีกในเดือนมิ.ย. ส่วนกระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลก็รายงานว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อและอาการป่วยของวัคซีนไฟเซอร์ลดลงเหลือเพียง 64% เมื่อเดือนที่แล้ว

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา ยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไฟเซอร์เรียกร้องให้มีการฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็มที่สามเพื่อลดความเสี่ยง แม้ทางบริษัทจะยืนยันว่าวัคซีนของไฟเซอร์ที่ใช้กันอยู่ยังมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันสายพันธุ์เดลตาก็ตาม

ด้านเอฟดีเอและศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือซีดีซี (CDC) ออกแถลงการณ์ร่วมว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้วยังไม่จำเป็นจะต้องรับการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นเข็มที่สามในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสององค์กรมีความพร้อมที่จะอนุมัติวัคซีนเพื่อฉีดกระตุ้นเพิ่มเติม หากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นเช่นนั้นอยู่จริง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ตาม นายดอลสเทนได้เผยถึงข้อมูลจากการศึกษาของไฟเซอร์เอง โดยพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์จะลดลงในกลุ่มประชากรอเมริกันอายุ 84-86 ปี หลังฉีดครบโดสไปแล้ว 6 เดือน ส่วนข้อมูลจากอิสราเอลและสหราชอาณาจักรก็บ่งชี้ว่า สารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนไฟเซอร์ เสื่อมประสิทธิภาพลงในแง่การป้องกันการติดเชื้อในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ก็ยังคงมีความสามารถป้องกันอาการป่วยหนักได้ถึง 95%

ส่วนข้อมูลเบื้องต้นที่ได้จากการทดลองฉีดวัคซีนเข็มที่สาม ซึ่งไฟเซอร์กำลังดำเนินการทดสอบอยู่นั้น พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นกว่าตอนฉีดเข็มที่สองได้ 5-10 เท่า ทำให้มีหลายประเทศในภูมิภาคยุโรปให้ความสนใจติดต่อขอซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์เพิ่มเติมแล้ว และทางบริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกหลายพันล้านโดสในปีหน้า

นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึงแผนผลักดันการฉีดวัคซีนเข็มที่สามของไฟเซอร์ว่า เป็นการกระตุ้นอุปสงค์หรือความต้องการวัคซีนโดยไม่จำเป็น เพื่อให้มียอดจำหน่ายพุ่งสูงขึ้นไปอีกหรือไม่

ศาสตราจารย์ อีริก โทปอล ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ระดับโมเลกุล และผู้อำนวยการสถาบันสคริปส์เพื่อการวิจัยเชิงปริวรรต (SRTI) ในสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า "เรายังต้องศึกษาเรื่องความจำเป็นของวัคซีนเข็มที่สามให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่มุ่งพิจารณาแต่ประสิทธิภาพของแอนติบอดีจากวัคซีนเพียงอย่างเดียว เพราะร่างกายยังมีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันอื่น ๆ อยู่อีกด้วย เช่นบีเซลล์ที่ผลิตแอนติบอดีเพิ่มเติมได้เมื่อร่างกายต้องการ"