บิทคอยน์ : ชาวเอลซัลวาดอร์จะส่งเงินกลับบ้านได้ง่ายขึ้นไหม หลังรัฐบาลรับรองการใช้เงินดิจิทัลนี้ในประเทศ

US dollar bills and coins symbolising Bitcoins

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจว่าบิทคอยน์ทำงานอย่างไร และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกในโลกที่รับรองบิทคอยน์เป็นสกุลเงินที่ใช้ในประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย หลังจากสภาสูงผ่านมติเมื่อ 8 มิ.ย. โดยจะสามารถใช้ได้เหมือนกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 90 วัน

กฎหมายใหม่นี้หมายความว่า ร้านค้าทุกแห่งต้องรับบิทคอยน์เป็นเงินนอกเสียจากว่ายังไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำพอจะรับได้ ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล บอกว่านี่จะทำให้ชาวเอลซัลวาดอร์ที่ไปทำงานอยู่ต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านได้ง่ายขึ้น โดยเงินก้อนนี้มากถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.24 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นราว 20% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

แต่ในที่สุดแล้ว บิทคอยน์จะเป็นวิธีส่งเงินกลับบ้านที่ดีที่สุดของชาวเอลซัลวาดอร์หรือเปล่า

ไม่มีคนกลาง

El Salvador landscape

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล บอกว่านี่จะทำให้ชาวเอลซัลวาดอร์ที่ไปทำงานอยู่ต่างประเทศส่งเงินกลับบ้านได้ง่ายขึ้น

โดยปกติแล้ว การส่งเงินกลับบ้านต้องพึ่งบริการของธนาคารหรือบริษัทตัวกลาง และชาวเอลซัลวาดอร์ต้องเสียเงินค้าบริการเพิ่ม และแม้ว่าจะไม่มีส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พวกเขาก็ต้องเสียเงินค่าบริการให้ธนาคารทั้งสองฟากอยู่ดี

ข้อดีของบิทคอยน์คือจะไม่ต้องพึ่งบริการของตัวกลางใด ๆ ดังนั้น คนจากประเทศยากจนกว่า หรือคนที่อยากจะหลีกเลี่ยงค่าบริการนี้ ก็อาจจะสนใจ

อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ได้ปลอดภัยแน่นอน

ไนเจล กรีน ประธานบริหารและผู้ก่อตั้งดีเวียร์กรุ๊ป (deVere Group) บริษัทให้คำปรึกษาด้านการเงิน คาดการณ์ว่า จะมีประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ทำตามเอลซัลวาดอร์ เพราะประเทศรายได้น้อยต้องเผชิญกับค่าเงินที่อ่อนค่ามานาน ทั้งเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลง และต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ

เขาบอกว่านี่เป็นเหตุผลที่ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งสกุลเงินของ "ประเทศโลกที่ 1" อย่างดอลลาร์สหรัฐฯ

แต่ กรีน บอกว่า การพึ่งพาสกุลเงินของอีกประเทศก็มีข้อเสียเพราะทำให้ประเทศเปราะบางต่ออิทธิพลจากต่างประเทศ และไม่สามารถกำหนดนโยบายการเงินของตัวเองได้เต็มที่

ความผันผวน

Envelope, US currency, notepaper and a pen

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวเอลซัลวาดอร์ส่งเงินกลับบ้านมากถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นราว 20% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

แต่สกุลเงินดิจิทัลก็มีข้อเสียเหมือนกัน และสิ่งเหล่านี้ก็อาจมีผลกระทบต่อคนในเอลซัลวาดอร์ที่รอรับเงินจากต่างประเทศ บิทคอยน์ ซึ่งไม่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในโลกแห่งความเป็นจริง เคยเจอภาวะผันผวนของค่าเงินสูงมากในช่วงเวลาจำกัด

และก็ไม่ใช่ทุกคนด้วยที่จะเข้าใจว่าบิทคอยน์ทำงานอย่างไร และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

ระบบการเงินของธนาคารทั่วไปต่างจากบิทคอยน์ตรงที่มีเครื่องมือในการปกป้องลูกค้าจากความผันผวนของค่าเงิน

เค็น โรกอฟฟ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) บอกว่า ปัจจัยสำคัญของสกุลเงินที่มีประสิทธิภาพคือใช้ในการแลกเปลี่ยนเงินตราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก็เป็นแหล่งสำหรับรักษาค่าเงินที่มั่นคง

เขาบอกว่าบิทคอยน์ไม่มีปัจจัยทั้งสองอย่างนี้เลย

"ความจริงก็คือ มันไม่ได้ถูกใช้มากเลยในระบบเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย จริงอยู่ ที่คนรวยคนหนึ่งขายมันให้กับคนรวยอีกคนหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่การใช้มันในขั้นตอนสุดท้าย และเมื่อไม่มีการใช้ลักษณะนั้น มันก็ไม่มีอนาคตในระยะยาว"

แม้บิทคอยน์จะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แทบไม่มีการใช้สกุลเงินนี้เพื่อการซื้อขายอะไร และคนที่มีก็มักจะถือครองมันไว้โดยมีจุดประสงค์ที่จะขายมันต่อให้ได้เงินมากกว่าเดิม

แต่บางคนก็บอกว่าสกุลเงินดิจิทัลจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงได้

ระหว่างการระบาดใหญ่ ประเทศร่ำรวยหลายประเทศตัดสินใจพิมพ์เงินออกมาเพิ่มเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่เมื่อมีเงินเพิ่ม ค่าเงินของเงินที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้วก็ลดลงไปด้วย

คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้สังเกตเห็นเพราะพวกเขาก็ยังมีเงินเท่าเดิม แต่อาจรู้สึกได้ว่าการจับจ่ายใช้สอยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ ออกไปกินข้าวข้างนอก หรือดูหนัง ต้องใช้เงินเยอะมากขึ้น

แต่บิทคอยน์ไม่มีปัญหานั้น เพราะปริมาณของมันถูกควบคุมและจำกัดอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครสามารถผลิตบิทคอยน์เพิ่มได้ตามอำเภอใจ จะไม่มีวันที่จะมีบิทคอยน์มากไปกว่า 21 ล้านบิทคอยน์ โดยแต่ละบิทคอยน์แบ่งเป็น 100 ล้านหน่วย หรือที่เรียกกันว่า ซาโตชิ

ด้วยปัจจัยนี้ค่าเงินของบิทคอยน์จะไม่ลดลงเหมือนกับที่สกุลเงินปกติต้องเผชิญ

ความกังวล

Computer servers

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กระบวนการในการดำเนินการเกี่ยวกับบิทคอยน์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าราว 130 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ขณะที่สหราชอาณาจักรใช้พลังงานไฟฟ้า 300 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี

ก่อนหน้านี้ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ บอกว่าบิทคอยน์เป็น "วิธีการซื้อขายที่ไร้ประสิทธิภาพมาก" นอกจากนี้ เธอยังแสดงความกังวลด้วยว่าบิทคอยน์ต้องใช้พลังงานมหาศาล

ศูนย์ศึกษาการเงินทางเลือก (Centre for Alternative Finance) ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บอกว่า กระบวนการในการดำเนินการเกี่ยวกับบิทคอยน์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าราว 130 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สหราชอาณาจักรใช้พลังงานไฟฟ้า 300 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี

นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว บางฝ่ายกังวลว่าบิทคอยท์จะเป็นช่องทางให้คนรวยใช้เลี่ยงภาษีได้

ขณะที่ธนาคารแห่งชาติประเทศต่าง ๆ กำลังคิดเรื่องความเป็นไปได้ที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง จีนได้สร้างสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาแล้วโดยทางการจะเป็นผู้ควบคุม

ก่อนหน้านี้ ปธน.บูเคเล บอกว่า การใช้บิทคอยน์จะเป็นช่องทางทางการเงินสำหรับชาวเอลซัลวาดอร์ 70% ที่ไม่มีบัญชีธนาคาร เขาบอกในทวีตก่อนการลงมติเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า "มันจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเงิน การลงทุน การท่องเที่ยว นวัตกรรม และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศของเรา"