รัฐประหารเมียนมา: กองทัพอาจเตรียมทำสงครามสยบสื่อมวลชนรอบใหม่หลังยึดอำนาจ

ที่มาของภาพ, Reuters
ทุกวัน ผู้ฟังรายการของสถานีวิทยุของรัฐในเมียนมาจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยประกาศถึง "ปณิธานหลักแห่งชาติ 3 ประการ" อันเป็นอุดมการณ์สูงสุดที่กองทัพเมียนมาได้ให้คำมั่นว่าจะพิทักษ์รักษาไว้
ปณิธานทั้งสามข้อนั้น ได้แก่ "ความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวของสหภาพ ความเป็นเอกภาพไม่แบ่งแยกของชาติ และการดำรงอธิปไตยไว้ตลอดกาล" ซึ่งจุดมุ่งหมายเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารครั้งล่าสุดด้วย
แม้กองทัพโดยทั่วไปจะมองว่าตนเองเป็นเพียงผู้ป้องกันประเทศ แต่กองทัพเมียนมานั้นแตกต่างออกไป เพราะพวกเขามองว่าทหารคือผู้พิทักษ์จิตวิญญาณของชาติ บรรดานายพลของกองทัพเมียนมาต่างเห็นว่า พวกเขาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กั้นขวางไม่ให้ความเป็นปึกแผ่นของสหภาพต้องพังทลายลง จนประเทศชาติต้องแตกสลายกลายเป็นรัฐเล็ก ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม นับแต่ได้เข้ายึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลทหารครั้งแรกในปี 2505 กองทัพเมียนมานั้นไม่ประสบความสำเร็จในการเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนได้เหมือนในอดีต ทำให้การดำเนินนโยบายเพื่อบรรลุปณิธานสูงสุดต้องหันมาอาศัยการข่มขู่และใช้ความรุนแรงเป็นหลัก
แม้กองทัพจะได้จัดตั้งพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ความเป็น "พลเรือน" ให้เด่นชัดขึ้นในยุคหลัง แต่ความพยายามนี้ก็ต้องล้มเหลวเมื่อพรรคยูเอสดีพีของกองทัพพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ พ.ย. ปีที่แล้ว
บรรดาผู้นำของกองทัพเมียนมาต่างรู้สึกว่า การที่ทหารถูกประชาชนเกลียดชังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากยิ่ง แต่ที่ผ่านมาพวกเขาก็เอาแต่อยู่ในค่ายทหาร แยกตัวโดดเดี่ยวจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เฝ้าดูแต่รายการจากสถานีโทรทัศน์ของกองทัพซึ่งเอาแต่รายงานความสำเร็จต่าง ๆ ของพวกเดียวกัน น่าเสียดายที่ประชาชนไม่เชื่อถือข่าวสารเหล่านี้ เพราะความจริงที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ขัดแย้งกับโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพอย่างสิ้นเชิง อันที่จริงกองทัพเมียนมาไม่เคยค้นพบวิธีบริหารจัดการภาพลักษณ์ หรือวิธีควบคุมสื่อที่ได้ผลน่าพอใจเป็นของตนเองเลยสักครั้ง

ที่มาของภาพ, Reuters
ก่อนหน้าปี 2555 เมียนมาเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อขั้นรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข่าวและบทความที่ลงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารทุกฉบับ ต้องผ่านการตรวจแก้ไขจากหน่วยงานเซ็นเซอร์ของกองทัพก่อนตีพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ทำได้แค่รายงานซ้ำข่าวทางการจากรัฐบาล แต่ในช่วงปลายปี 2555 มีความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ในเมียนมามีเสรีภาพมากขึ้น
ทว่าสื่อวิทยุและโทรทัศน์กลับยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด โดยมีสถานีโทรทัศน์ MRTV เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาล ในขณะที่สถานีโทรทัศน์เมียวดีเป็นกระบอกเสียงให้กองทัพ แม้จะมีเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ของเอกชนและสถานีวิทยุในส่วนภูมิภาคที่ไม่ใช่ของรัฐบ้าง แต่เจ้าของสถานีล้วนมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพและมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกันอย่างเหนียวแน่น จนทำให้สื่อกลุ่มนี้ไม่กล้าขัดใจบรรดานายพลของเมียนมา
แม้มีผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายคาดหวังว่า รัฐบาลของนางออง ซาน ซู จี และพรรคแนวร่วมแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี จะหนุนให้สื่อในประเทศมีเสรีภาพมากขึ้นหลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2558 แต่ความเป็นจริงแล้วรัฐบาลของพรรคเอ็นแอลดีกลับใช้วิธีรุนแรงลงโทษสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์ทางการเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่กองทัพปราบปรามขับไล่ชาวโรฮิงญาหลายแสนคนในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560
ในช่วงกลางปี 2020 กลุ่ม Athan ที่รณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเผยว่า รัฐบาลของพรรคเอ็นแอลดีได้ตั้งข้อหาเอาผิดกับผู้สื่อข่าวถึง 31 ราย เนื่องจากพวกเขารายงานเรื่องที่กองทัพปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ส่วนกระทรวงสารสนเทศของเมียนมาก็ได้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ข่าวหลายสิบแห่ง โดยระบุว่ามีการเผยแพร่ข่าวปลอม
นับแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ทางการยกเลิกข้อห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติเดินทางเข้าเมียนมา ทำให้การรายงานข่าวของสื่อต่างชาติมีเสรีภาพมากขึ้น และดูเหมือนว่าจะเริ่มเป็นปัญหาต่อรัฐบาล ซึ่งไม่อาจจะควบคุมการเสนอข่าวของสื่อต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับสื่อในประเทศ ทำให้ต้องใช้มาตรการแบบข่มขู่และลงโทษรุนแรง เช่นในปี 2018 นักข่าวสองคนของสำนักข่าวรอยเตอร์ถูกจำคุก หลังรายงานเรื่องที่กองทัพสังหารพลเรือนชาวมุสลิม
ในเมืองใหญ่หลายแห่งของเมียนมา ระบบการจ่ายไฟฟ้าดีกว่าในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ของประเทศ การเข้าถึงสื่อวิทยุโทรทัศน์มีอัตราสูง รวมทั้งการขยายตัวของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยังได้เปลี่ยนแปลงให้เกิดมิติใหม่ของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ชาวเมียนมาจำนวนมากในทุกวันนี้รับรู้เหตุการณ์ล่าสุดผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเต็มไปด้วยช่องทางของสื่อออนไลน์และองค์กรข่าวอิสระ
สื่อใหม่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างสูง จนในช่วงหนึ่งกองทัพต้องพยายามปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กและปิดการใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลักไปชั่วคราว หลังก่อรัฐประหารครั้งล่าสุดได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง

กองทัพเมียนมานั้นไม่ได้มีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อสังคมออนไลน์เช่นเฟซบุ๊ก จึงไม่อาจจะสั่งให้เฟซบุ๊กลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองได้ตามใจชอบ และดูเหมือนว่าเฟซบุ๊กจะยังคงยืนหยัดต่อต้านความพยายามควบคุมดังกล่าวต่อไป แม้ว่าจะมีกลุ่มชาตินิยมติดอาวุธบางส่วน รวมทั้งกลุ่มชาตินิยมชาวพุทธร่วมกดดันสื่อในการรายงานข่าวความทุกข์ยากของมุสลิมในรัฐยะไข่ด้วยก็ตาม
ทิศทางข่าวของสื่อมวลชนทุกแขนงในเมียนมาขณะนี้คือ การเรียกร้องให้กองทัพเคารพต่อผลการเลือกตั้ง ซึ่งมาจากเสียงของประชาชน และคืนประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ยิ่งชัดเจนว่า กองทัพจะหวนคืนสู่ความเป็นปฏิปักษ์กับสื่อเสรีในระดับรุนแรง เหมือนกับยุคก่อนการปฏิรูปประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
การปิดกั้นสื่อวิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อโซเชียลและช่องทางข่าวสารออนไลน์จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากการประท้วงต่อต้านของประชาชนที่กำลังดำเนินอยู่ เริ่มยกระดับเข้าขั้นสุ่มเสี่ยงจนกระทบต่อปณิธานสูงสุดสามประการของกองทัพเมียนมา
* ระเบียงทัศน์ คือ บทความหรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญภายนอก บทความนี้เขียนโดย บิล เฮย์ตัน อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำเวียดนาม ที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในเมียนมา










