วัคซีนโควิด : รายได้ 10 มหาเศรษฐีโลกมากพอจ่ายค่าวัคซีนให้ทุกคนได้

ที่มาของภาพ, AFP
องค์กรการกุศลอ็อกซ์แฟม (Oxfam) ระบุรายได้ที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ของมหาเศรษฐีโลก 10 คน คิดเป็นเงินรวมกันราว 5.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 16.18 ล้านล้านบาท ซึ่งมากพอที่จะนำมาใช้ป้องกันไม่ให้ทุกบนโลก ต้องอยู่ในสภาพยากจน และยังสามารถจ่ายค่าวัคซีนให้กับทุกคนได้ด้วย
รายงานของอ็อกซ์แฟม พบว่า ความมั่งคั่งรวมกันของมหาเศรษฐีเทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่รัฐบาลในกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือ จี 20 จ่ายไปเพื่อใช้ในการฟื้นฟูประเทศจากการระบาดของเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19
องค์กรการกุศลแห่งนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ หันมาเก็บภาษีคนที่มีฐานะร่ำรวยมหาศาลเพิ่มขึ้นด้วย
มีการเผยแพร่รายงานหัวข้อไวรัสแห่งความเหลื่อมล้ำ (Inequality Virus) ในขณะที่บรรดาผู้นำโลก กำลังร่วมการประชุมเสมือนจริง "ดาวอส ไดอาล็อก" (Davos Dialogue) ซึ่งจัดโดยเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม
อ็อกซ์แฟมระบุว่า การที่รัฐบาลต่าง ๆ สนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ตลาดหุ้นเติบโตขึ้น และผลักดันให้ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจที่แท้จริงกำลังเผชิญการถดถอยอย่างเลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ
รายงานยังชี้ว่า ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 117 ล้านล้านบาท) ในช่วง 18 มี.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2020 และปัจจุบันอยู่ที่ 11.95 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 358 ล้านล้านบาท) ซึ่งเทียบเท่ากับวงเงินที่รัฐบาลในกลุ่มจี 20 ได้ใช้จ่ายเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19
คนที่รวยที่สุดในโลก 10 คน ซึ่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวมกันราว 5.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ มี.ค. 2020 นั้น รวมถึงเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน (Amazon) อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลา (Tesla) และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก (Facebook)

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดยในเดือน ก.ย. 2020 นายเบซอสมีรายได้มากถึงขนาดที่เขาสามารถจ่ายโบนัสจำนวน 105,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.1 ล้านบาท) ให้พนักงานทั้ง 876,000 คน ของแอมะซอนได้ และเขายังคงมีทรัพย์สินเหลือเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
แต่สำหรับคนที่ยากจนที่สุดในโลกแล้ว อาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี กว่าจะฟื้นตัว อ็อกซ์แฟม ประเมินว่า การระบาดของโควิด-19 ผลักคนให้เข้าสู่ภาวะความยากจนเพิ่มมากถึง 500 ล้านคน และทำให้แนวโน้มความยากจนทั่วโลกที่ลดลงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ต้องก้าวถอยหลัง











