โรฮิงญา : ซู จี ชี้แจงศาลโลกคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชี้ข้อกล่าวหา "ไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้อง"

ที่มาของภาพ, Reuters
นางออง ซาน ซู จี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ในกรุงเฮก ของเนเธอร์แลนด์ ในการไต่สวนวันที่ 2
ในการกล่าวเปิดการชี้แจงและแก้ต่างต่อไอซีเจ วันนี้ (11 ธ.ค.) นางซู จี ระบุว่า ข้อกล่าวหาต่อเมียนมาที่แกมเบียนำเสนอต่อศาลเป็นข้อมูลที่ "ไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้อง" ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมระบุว่า ปัญหาความรุนแรงในรัฐยะไข่เป็นเรื่องซับซ้อนและมีมานานย้อนกลับไปหลายร้อยปี
นางซู จี ชี้แจงว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่รัฐยะไข่ในปัจจุบันมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธที่มีแนวคิดสุดโต่ง เช่น กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวพุทธ Arakan Army ที่ต้องการปกครองตนเอง หรือเอกราชในรัฐยะไข่ ส่งผลให้พลเรือนจำนวนมากในรัฐยะไข่ต้องหนีความรุนแรงออกจากพื้นที่
นอกจากนี้ยังมีกองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน หรือ อาร์ซา (ARSA) ซึ่งก่อเหตุโจมตีป้อมตำรวจหลายแห่งในมืองมองดอว์ ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ใกล้กับพรมแดนบังกลาเทศ ส่งผลให้เกิดความรุนแรงครั้งใหญ่ในปี 2017
อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ยอมรับว่าทหารเมียนมาอาจใช้กำลังรุนแรงเกินเหตุในบางครั้ง และว่า หากทหารก่ออาชญากรรมสงคราม "พวกเขาจะต้องถูกดำเนินคดี"
เธอระบุด้วยว่า เมียนมาให้คำมั่นที่จะรับตัวพลเรือนที่อพยพหนีความรุนแรงออกไปจากรัฐยะไข่ให้ได้กลับสู่ประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้ศาลหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่เลวร้ายไปกว่าเดิม

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
คดีนี้มีขึ้นหลังจากแกมเบีย ประเทศในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้ยื่นคำฟ้องหนา 46 หน้าต่อไอซีเจ ในนามรัฐสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ที่มีสมาชิก 57 ประเทศ โดยกล่าวหาว่า เมียนมาละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่สมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงแกมเบียและเมียนมาร่วมลงนามเมื่อปี 1948 จากการที่กองทัพเมียนมาปฏิบัติการ "อย่างโหดร้ายและป่าเถื่อน" ในรัฐยะไข่ โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน ส.ค.ปี 2017
ในคำฟ้องแกมเบียได้ขอให้ศาลโลกออกคำสั่งฉุกเฉินที่ระบุว่า ชาวโรฮิงญากำลังเผชิญความเสี่ยงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากเมียนมาและให้ยุติการโจมตีชาวโรฮิงญาในทันที พร้อมขอให้มีการเก็บรักษาหลักฐานเพื่อใช้เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินการชดเชยต่อเหยื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, EPA

ที่มาของภาพ, EPA
คดีนี้นับเป็นครั้งแรกของความพยายามดำเนินการทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อเอาผิดเมียนมาต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่
เหตุรุนแรงดังกล่าวปะทุขึ้น จากเหตุชาวโรฮิงญาโจมตีป้อมตำรวจในรัฐยะไข่ และสังหารเจ้าหน้าที่ไปจำนวนหนึ่ง ทางการเมียนมาจึงตอบโต้ด้วยการบุกโจมตีและเผาหมู่บ้าน สังหารและข่มขืนชาวโรฮิงญา ส่งผลให้ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามกลุ่มนี้กว่า 700,000 คนต้องลี้ภัยไปยังบังกลาเทศ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกกรณีที่เกิดขึ้นว่า "การล้างเผ่าพันธุ์แบบในตำรา"
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกองทัพเมียนมายืนกรานมาตลอดว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงเท่านั้น

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
การไต่สวนสาธารณะมีขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 ธ.ค.นี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้ไอซีเจจะไม่มีอำนาจลงโทษ หรือบังคับให้ฝ่ายจำเลยปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลได้ แต่หากมีการตัดสินว่าเมียนมามีความผิด ก็อาจนำไปสู่การคว่ำบาตรเมียนมา และจะสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเศรษฐกิจของเมียนมา
ล่าสุด สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อผู้นำทหาร 4 คนของเมียนมา ซึ่งรวมถึง พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา
มาตรการคว่ำบาตรซึ่งประกาศออกมาเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมานี้ ยังครอบคลุมถึง พลเอกโซ วิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลจัตวาถั่น อู พลจัตวาอ่อง อ่อง และครอบครัวของพวกเขา ส่งผลให้ทรัพย์สินที่อยู่ในสหรัฐฯ ของบุคคลเหล่านี้ถูกอายัด และห้ามไม่ให้ชาวอเมริกันทำธุรกรรมกับพวกเขา
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ นับเป็นการดำเนินมาตรการรุนแรงที่สุดที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ตอบโต้ข้อกล่าวหาที่กองทัพเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญา และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในประเทศ
ขณะที่ Free Rohingya Coalition องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่สนับสนุนชาวมุสลิมโรฮิงญา เริ่มการรณรงค์ให้นานาชาติคว่ำบาตรเมียนมาทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การทูต และการเมือง เพื่อตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น








