โดนัลด์ ทรัมป์ : ต้องทำอย่างไรจึงจะถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

ที่มาของภาพ, Following the release of the Mueller report, some
พรรคเดโมแครตเตรียมเปิดการสอบหาข้อเท็จจริงว่ามีเหตุพอเพียงที่จะเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หรือไม่ จากกรณีที่เขาติดต่อกับประเทศยูเครนเพื่อขอให้ขุดคุ้ย นายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีในรัฐบาลบารัก โอบามา
ก่อนหน้านี้ มีเสียงเรียกร้องให้เริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์มาแล้ว ในช่วงที่มีการไต่สวนเรื่องรัสเซีย 2-3 ปี ที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ไปไกลกว่านั้นด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจาณาเรื่องนี้
นักวิชาการด้านกฎหมาย ระบุว่า ไม่สามารถดำเนินคดีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะดำรงตำแหน่งได้ ดังนั้น หนทางเดียวที่จะปลดทรัมป์ได้ ก็คือการถอดถอน
แต่การถอดถอนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วประธานาธิบดีคนไหนบ้างที่เคยถูกยื่นถอดถอนมาแล้วในอดีต คำตอบอาจสร้างความประหลาดใจให้แก่คุณ...
อะไรคือการถอดถอน(impeachment)
ในบริบทนี้ "การถอดถอน" หมายถึง การนำข้อกล่าวหาต่าง ๆ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดให้มีการไต่สวนขึ้น
รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดี "ต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่งหากกระทำผิดในข้อหาก่อกบฏ ติดสินบน หรือก่ออาชญากรรมรุนแรง หรือ การกระทำผิดลหุโทษ"
กระบวนการถอดถอนเป็นอย่างไร
1.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สามารถเสนอญัตติยื่นถอดถอนได้ ถ้าพวกเขาสงสัยว่า ประธานาธิบดีกระทำความผิดฐาน "ก่อกบฏ ติดสินบน หรือก่ออาชญากรรมรุนแรง หรือ การกระทำผิดลหุโทษ"
2.สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาข้อกล่าวหาต่าง ๆ เหล่านั้น และถ้าเสียงส่วนใหญ่ (51%) สนับสนุนการยื่นถอดถอน การไต่สวนก็จะเริ่มขึ้น
3.ประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะเป็นประธานในกระบวนการไต่สวน ส.ส. จะรับผิดชอบในการดำเนินการกล่าวหา ส่วนวุฒิสมาชิกจะทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุน ขณะที่ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งทนายความฝ่ายจำเลยได้
4.เมื่อการไต่สวนสิ้นสุด วุฒิสภาสหรัฐฯ จะลงมติ ถ้าวุฒิสมาชิกอย่างน้อย 2 ใน 3 (67%) เห็นว่า ประธานาธิบดีมีความผิด ประธานาธิบดีคนนั้นจะถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วรองประธานาธิบดีจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่
ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนที่ถูกปลดจากตำแหน่งมาก่อน
มีใครที่เคยถูกยื่นถอดถอนบ้าง
แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีต มีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกยื่นถอดถอนหลายครั้ง แต่มีประธานาธิบดีเพียง 2 คนเท่านั้น ที่เคยถูกยื่นถอดถอนจริง ๆ
คนล่าสุดที่โดนก็คือ บิล คลินตัน ประธานาธิบดีคนที่ 42 ของสหรัฐฯ ซึ่งถูกยื่นถอดถอนจากการเบิกความเท็จต่อหน้าคณะลูกขุนใหญ่และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังจากที่เขาโกหกเรื่องความสัมพันธ์กับ โมนิกา ลูวินสกี แล้วก็ยังถูกกล่าวหาว่า เขาขอให้เธอโกหกเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

ที่มาของภาพ, AFP
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติ 228 ต่อ 206 เสียง สนับสนุนการยื่นถอดถอนประธานาธิบดีคลินตันในข้อหาแรก และ 221 ต่อ 212 เสียง ในข้อหาที่สอง โดยในขณะนั้น ช่วงเดือน ธ.ค. 1998 คะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดีคลินตันอยู่ที่ 72%
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระบวนการไต่สวนเข้าสู่วุฒิสภาในปี 1999 เสียงสนับสนุนก็ไม่เข้าใกล้ 2 ใน 3 ซึ่งเป็นจำนวนที่เพียงพอในการปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ในบทวิเคราะห์ของบีบีซีในช่วงนั้น ระบุว่า "ความกระหายในการโค่นประธานาธิบดีของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่ได้หยุดคิดว่า จะสามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาเหล่านั้นโดยไร้ข้อกังขาที่มีเหตุผลได้หรือไม่"
คนที่สองคือ? ลองทายดู ไม่ใช่ ริชาร์ด นิกสัน

ที่มาของภาพ, AFP
ประธานาธิบดีอีกคนหนึ่งของสหรัฐฯ ที่เคยถูกยื่นถอดถอนคือ แอนดรูว์ จอห์นสัน ซึ่งทำหน้าที่มาแล้ว 4 ปีนับจากปี 1865 เขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 17
เขาถูกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยื่นถอดถอนในปี 1868 การลงมติยื่นถอดถอนเกิดขึ้นเพียง 11 วัน หลังจากที่เขาปลด เอ็ดวิน สแตนตัน รัฐมนตรีกระทรวงการทำสงคราม ซึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของเขา
สื่ออเมริกันได้ เทียบเคียงเหตุการณ์ที่คล้ายกันในกรณีนี้คือ การที่นายทรัมป์ปลดนายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับเขา
กรณีของนายจอห์นสัน ต่างจากนายคลินตัน ตรงที่เขารอดพ้นจากการถูกลงมติถอดถอน ซึ่งต้องการเสียงส่วนใหญ่จำนวน 2 ใน 3 เพียงแค่เสียงเดียวเท่านั้น เพราะมีสมาชิกจากพรรครีพับลิกันจำนวนมากที่สนับสนุนเขา
แล้วจะถอดถอนนายทรัมป์ได้หรือไม่
บทวิเคราะห์ - แอนโทนี ซูร์เชอร์ บีบีซี นิวส์ กรุงวอชิงตัน ดีซี
เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ที่บรรดาผู้นำจากพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร เล่นเกมอ่านใจช่างน้ำหนักผลดีผลเสียกันอยู่ พวกเขาต้องการให้ทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่คัดค้านการไต่สวนกระบวนการถอดถอดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างคิดว่าพวกเขาได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
กลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวของ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และคนอื่น ๆ ที่ต้องการให้มีการถอดถอน และจะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสายกลางจากพรรคเดโมแครตเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากในการเลือกตั้งปี 2020
การคิดคำนวณดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ การติดต่อกันของประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน บรรดานักการเมืองจำนวนมากที่เตรียมการเลือกตั้ง ต่างออกมาสนับสนุนให้เดินหน้าถอดถอน
เขื่อนแตกแล้ว ยักษ์จีนีกำลังออกมาจากตะเกียง แล้วแต่ว่าคุณจะเปรียบเปรยอย่างไร ความจริงก็คือ นางเพโลซี ได้ตัดสินใจย้ายข้างจากฝ่ายที่ต่อต้านการถอดถอน มาอยู่อีกฝ่าย
หนทางเบื้องหน้าไม่มีความแน่นอน รัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะเลิกขัดขวางแล้วก็ให้ข้อมูลบางอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรต้องการ การสำรวจความคิดเห็นเผยให้เห็นว่า จะส่งผลเสียต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง ทำให้เจตจำนงทางการเมืองพังทลาย หรือทั้งสองฝ่ายอาจเตรียมการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจนำไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในฤดูหนาวนี้ก็ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
สมมุติว่า ทรัมป์ ถูกยื่นถอดถอน... เขาจะถูกปลดจากตำแหน่งหรือไม่
สมาชิกพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภา ดังนั้น นายทรัมป์ จะไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง ถ้าไม่มีสมาชิกภายในพรรคต่อต้านเขา
เสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกพรรครีพับลิกัน ยังคงภักดีต่อเขา
แน่นอนว่า มีคนที่เห็นต่างอยู่บ้าง อย่าง วุฒิสมาชิก มิตต์ รอมนีย์ ซึ่งเป็นเสียงวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันเพียงเสียงเดียว ที่เรียกร้องให้ทำเนียบขาวมีความโปร่งใสมากขึ้น เกี่ยวกับการติดต่อกับรัฐบาลยูเครน
แต่ดูเหมือนว่า นายทรัมป์ จะยังคงได้ทำหน้าที่ในทำเนียบขาวต่อไป เพราะเสียงสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนมากที่ยังสนับสนุนเขาอยู่
แม้ในหมู่ประชาชน ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ยังไม่ได้รับความนิยม แต่ก็ยังไม่มีเสียงเรียกร้องให้ถอดถอนเขามากนัก
การสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยมอนมัธ (Monmouth University) ที่จัดทำขึ้นในเดือนนี้ ก่อนที่จะกรณียูเครนเกิดขึ้น พบว่า ชาวอเมริกัน 35% รู้สึกว่า นายทรัมป์ ควรถูกยื่นถอดถอน
สุดท้ายแล้ว นายนิกสัน หลีกเลี่ยงการถูกถอดถอนอย่างไร
เขาทำในสิ่งที่คนที่ไหวตัวทันทุกคนทำ เมื่อรู้ว่า กระแสคลื่นโหมซัดเข้าใส่ตัวพวกเขา นั่นก็คือ เขาลาออก










