You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สมรภูมิโอกินาวา : การโฆษณาชวนเชื่อ และความโหดร้ายของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นต่อเพื่อนร่วมชาติ
- Author, เรื่องโดย นพพร วงศ์อนันต์ บรรณาธิการ
- Role, วิดีโอโดย ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล ผู้สื่อข่าววิดีโอ
"เราจะไม่มีวันลืมความโหดร้ายที่เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ยกย่องการรุกรานด้วยกำลังทหาร ซึ่งส่งพวกเราเข้าสู่สนามรบโดยปราศจากข้อกังขาใด แต่ไปด้วยความมุ่งมั่นในการรับใช้ชาติ" มูลนิธิศิษย์เก่าฮิเมยุริ เขียนไว้ในคำนำของหนังสือแนะนำพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ ฮิเมยุริ
"ฮิเมยุริ" คือฉายาของคณะนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหญิง 2 โรงในโอกินาวา ซึ่งนักเรียนหญิงเหล่านี้ พร้อมครูต้องหยุดการเรียนการสอน แล้วถูกส่งไปอบรมงานพยาบาลเพื่อไปเป็นพยาบาลในสนามรบ มีภารกิจรักษาทหารญี่ปุ่นที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับทหารอเมริกันใน สมรภูมิโอกินาวา
"จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ"
ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2) เริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม 1941 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกประกาศปรัชญาค่านิยมด้านการศึกษาตั้งแต่ปี 1890 ให้เด็กนักเรียนประถมท่องจำว่า สมเด็จพระจักรพรรดิคือพระบิดาของชาติ พสกนิกรชาวญี่ปุ่นทุกคนล้วนเป็น "บุตรของพระองค์" ซึ่งต่างต้องมีหน้าที่ "จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ พร้อมทั้งเชื่อฟังและดูแลพ่อแม่"
เรื่อยมาจนถึง ทศวรรษ 1930 รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อส่งเสริมการรุกรานเพื่อนบ้าน ปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็กให้มีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ โดยออกคำสั่งให้โรงเรียนจัดพิธี แสดงความเคารพจากทางไกลต่อพระราชวังของสมเด็จพระจักรพรรดิ โดยทุกคนต้องโค้งคำนับไปยังทิศที่ตั้งของพระราชวัง
เมื่ออเมริกาโต้กลับ ญี่ปุ่นต้องตั้งรับ
8 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นบุกไทยและโจมตีอาณานิคมของอังกฤษ ได้แก่ มาลายา สิงคโปร์และฮ่องกง ฐานทัพสหรัฐฯ ในหมู่เกาะฮาวาย ในเวลาต่อมา กองทัพอเมริกันโต้กลับจนเอาชนะได้ในหลายสมรภูมิ แล้วยกพลขึ้นบกที่ฝั่งตะวันตกของตอนกลางของเกาะโอกินาวาเมื่อ 1 เม.ย. 1945
ยุทธศาสตร์ของของทัพสหรัฐฯ ในขณะนั้น คือ ยึดโอกินาวาเพื่อใช้เป็นฐานบัญชาการในการบุกญี่ปุ่นทั้งประเทศ ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นจากส่วนกลางสู้ด้วยยุทธศาสตร์ "สงครามแบบบั่นทอนกำลัง" อาศัยความได้เปรียบด้านภูมิประเทศ ซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ ที่มีอยู่มากมายบนเกาะ พยายามซุ่มโจมตี ตัดกำลังกองทัพอเมริกันให้ได้นานที่สุด ใช้ประโยชน์จากพลเรือนบนโอกินาวา ที่ญี่ปุ่นยึดมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นได้ไม่ถึง 70 ปี ให้ได้มากที่สุด
กองทัพญี่ปุ่นไปตั้งกองบัญชาการอยู่ใต้ดินของปราสาทชูริ พระราชวังของอดีตกษัตริย์ริวกิว ทำให้ถูกกองทัพอเมริกันโจมตีจนเสียหายยับเยิน ต้องบูรณะใหม่ทั้งหมดหลังสิ้นสุดสงคราม
"ทหารญี่ปุ่นชอบอ้างกับพลเรือนโอกินาว่า ถ้าถูกทหารอเมริกันจับตัว จะถูกยึดเสบียงไป ทหารญี่ปุ่นจึงเอาเสบียงติดตัวของพวกเราไป ซึ่งมีแค่ข้าวและน้ำตาลเพียงน้อยนิด" นาเอโกะ เทรุยะ หญิงชราวัย 83 ปี ผู้สูญเสียสมาชิกในครอบครัว 5 คน จากการทิ้งระเบิดโจมตีของทหารอเมริกัน เล่าให้บีบีซีไทยฟัง
จากอาณาจักรริวกิวสู่จังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่น
โอกินาวาเดิม คือ "อาณาจักรริวกิว" อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นกว่า 200 ปี ตั้งแต่ปี 1609 มีความใกล้ชิดกับจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าญี่ปุ่น จนกระทั่งปี ค.ศ. 1868 เกิดการปฏิรูปเมจิในญี่ปุ่น นำไปสู่การเปลี่ยนระบบการบริหารประเทศ ทำให้ริวกิวเปลี่ยนสถานะจากแคว้นมาเป็นจังหวัด กลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นอย่างเต็มตัวในปี 1879 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย
ตั้งแต่ยึดมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ญี่ปุ่นสร้างความเจ็บช้ำให้ชาวโอกินาวามากมาย ทั้งการบังคับยกเลิกการพูดภาษาถิ่น ยกเลิกวัฒนธรรมดั้งเดิม และบังคับให้เปลี่ยนการปลูกข้าวมาผลิตน้ำตาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ในสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ญี่ปุ่นได้ยอมยกโอกินาวาให้อเมริกาเข้ามาปกครอง จนกระทั่งปี 1972 ที่รัฐบาลอเมริกันส่งคืนให้รัฐบาลกลางญี่ปุ่น ฐานทัพของทหารอเมริกันก็ยังตั้งอยู่ที่โอกินาวาจนถึงทุกวันนี้ ทว่ากฎหมายของญี่ปุ่น ไม่สามารถใช้บังคับกับทหารอเมริกันที่ทำผิดบนเกาะนี้ได้
จากนักเรียนฝึกหัดครูสู่พยาบาลสนามรบ
"ทำไมไม่ฆ่าฉัน ฆ่าฉันสิ ฉันเป็นข้าในสมเด็จพระจักรพรรดิ ฆ่าฉัน ฆ่าฉัน" โทมิโกะ อูเอฮะระ อดีตพยาบาลนักเรียนหญิงผู้รอดชีวิตเล่าถึงเสียงที่เธอได้ยินจากนอกถ้ำ ขณะเธอซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ เป็นถ้อยคำที่เธอบันทึกไว้ในหนังสือแนะนำพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ ฮิเมยุริ
อูเอฮะระ คือ หนึ่งในนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหญิง 2 โรงในโอกินาวาที่ใช้ชื่อเล่นร่วมกันว่า ฮิเมยุริ โรงเรียนพี่น้องนี้ ก่อตั้งมาเมื่อกว่า 150 ปีก่อน แล้วใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน เช่น ห้องสมุด ห้องประชุม และโรงยิม โรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนสายสามัญ อีกโรงหนึ่งเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู
ความสดใสในวัยรุ่นของนักเรียนหญิงเหล่านี้ ต้องถูกบดบัง และปกคลุมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐบาลในการเข้าสู่สงคราม ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1940 นักเรียนหญิงถูกสั่งให้ฝึกแถว สวนสนาม ฝึกใช้หอกไม้ไผ่ และขวานในวิชาพลศึกษา รวมทั้งฝึกซ้อมการเดินสวนสนามระยะทาง 68 กิโลเมตร เพื่อฝึกความอดทนทั้งกายและใจ
เรื่อยมาจนถึงปี 1944 นักเรียนหญิงเหล่านี้ถูกส่งไปช่วยงานก่อสร้างรับการโจมตีของศัตรู การเรียนในโรงเรียนลดลงเหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วสุดท้ายทั้งหมดถูกส่งไปรับการอบรมเพื่อเป็นพยาบาลทหารในสนามรบ
กลางดึกของคืนวันที่ 23 มี.ค. 1945 นักเรียนหญิงวัย 15-19 ปี จำนวน 222 คน และครู 18 คนจากทั้งสองโรงเรียน ได้รับคำสั่งให้ไปประจำการยังโรงพยาบาลทหารบกโอกินาวาซึ่งอยู่ในถ้ำหลักที่เชื่อมต่อกับถ้ำอื่น ๆ ถึงกว่า 40 ถ้ำ ตั้งแต่วันนั้น จนการสู้รบยุติลงเมื่อ 22 มิ.ย. กว่าครึ่งต้องจบชีวิตลง บางส่วนจากการยิงถล่มและทิ้งระเบิดของทหารอเมริกัน บางส่วนจากการฆ่าตัวตายเองด้วยมีดหรือระเบิดมือ เนื่องจากคำสอนที่ว่าจะไม่ยอมเสียศักดิ์ศรียอมให้ศัตรูจับตัว
ระเบิดจากฟ้า คาวเลือด หนอนชอนแผล และศพ
มาซาโกะ นาคาซาโตะ ในวัย 93 ปี คือ หนึ่งในพยาบาลจาก ฮิเมยุริ ผู้รอดชีวิต ที่ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ ฮิเมยุริ และยังมาบรรยายให้ความรู้แก่ผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อยู่เนือง ๆ
"ฉันประจำอยู่หน่วยผ่าตัด เป็นผู้ช่วยผ่าตัดให้กับทหารที่ขาขาด มันเป็นเรื่องน่ากลัวนะ แต่ก็ทำจนเคยชินแล้ว แต่ความรู้สึกเศร้าที่เห็นคนที่เราพยายามช่วยแล้วเสียชีวิต ยังคงติดตรึงมาถึงทุกวันนี้" นาคาซาโกะ เล่าให้บีบีซีไทยฟัง
การสู้รบในขณะนั้น ทำให้พลเรือนขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม ยิ่งหลบอยู่ในถ้ำแล้ว เป็นเรื่องยากยิ่ง
"ถ้าเราดื่มน้ำจากกระติกจนหมด แล้วกระหายภายหลัง ก็ไม่มีใครกล้าออกไปนอกถ้ำ เพราะมีเครื่องบินรบบินอยู่ ถ้าบอกให้รอจนถึงเย็น ก็คงทนกระหายไม่ไหว มันลำบากมากเลย มีคนที่ดื่มแม้กระทั่งปัสสาวะของตัวเอง" นาคาซาโกะ เล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ผู้รอดชีวิตอื่น ๆ เล่าว่า การบุกถล่มทางอากาศอย่างต่อเนื่องของทหารอเมริกัน ทำให้การรักษาพยาบาลคนเจ็บในถ้ำทำได้ไม่ต่อเนื่อง จำนวนคนไข้นอนบนแคร่ซ้อนกันถึง 50 คน เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่เพียงพอ การผ่าตัดไม่ใช้ยาสลบหรือยาชา พยาบาลนักเรียนเหล่านี้ ต้องคอยจับตัวผู้ป่วยไม่ให้ดิ้นระหว่างการผ่าตัด
ทหารและพลเรือนที่บาดเจ็บจากระเบิด ไม่ได้รับการดูแลทันท่วงที การรักษาทำได้สัปดาห์ละครั้ง ต้องปล่อยให้บาดแผลถูกหนอนชอนไช
"การเอาหนอนออกจากแผล เป็นงานของพวกทหาร สภาพแบบนั้น มันโหดร้ายมาก แบบมีหนอนมาเกาะตรงคางคนเจ็บเต็มเลย แม้กระทั่งในหูหรือปาก ก็มีหนอนแมลงเต็มเลย เวลาให้ทหารบาดเจ็บดื่มน้ำก็ต้องใช้นิ้วเขี่ยหนอนออกมาก่อน จึงจะให้ดื่มน้ำได้" นาคาซาโกะ เล่าถึงความโหดร้ายที่เธอเผชิญ
"ไม่มีวันยกโทษให้"
ก่อนหน้านี้ 1 ปี นาคาซาโกะ เล่าให้ หนังสือพิมพ์ เซาท์ ไชนา มอร์นิ่งโพสต์ ไว้ว่า ทหารญี่ปุ่นปล่อยข่าวลือไม่ดีมากมายเกี่ยวกับทหารอเมริกัน ทำให้ชาวโอกินาวานับร้อยยอมกระโดดหน้าผา หรือฆ่าตัวตายด้วยระเบิดมือที่ทหารญี่ปุ่นมอบให้ หรือแม้แต่มีดพก เพื่อหลีกเลี่ยงการ "ถูกข่มขืนแล้วเผา"
เธอเล่าด้วยว่าทหารญี่ปุ่นหลอกให้บรรดาพยาบาลนักเรียนและพลเรือนอีกหลายคนให้เดินออกจากถ้ำที่ซ่อนอยู่ เข้าหากระสุนที่สาดใส่เข้ามา เพื่อสังเกตว่าพลซุ่มยิงของกองทัพอเมริกันอยู่จุดใดบ้าง
"พวกเราเป็นนักเรียนหญิงไร้เดียงสาที่ถูกพวกทหารหลอกให้เดินเข้าไปในเส้นทางยิงของข้าศึกเพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้มีชีวิตรอด พวกเราจะยกโทษให้พวกนั้นได้อย่างไร"
จากพระเจ้า เป็น มนุษย์
ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพญี่ปุ่นที่อ้างว่าทำในนาม "สมเด็จพระจักรพรรดิ" ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบการปกครองของประเทศ แก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศให้สมเด็จพระจักรพรรดิกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญจากประเพณีความเชื่อที่ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิคือ "พระเจ้า"
การนำอุดมการณ์ประชาธิปไตยเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์มาใช้ ได้สั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นจำนวนมาก ที่ครั้งหนึ่งถูกสอนให้เชื่อว่า สมเด็จพระจักรพรรดิคือ พระเจ้า ผู้มีอำนาจกำหนดชะตาชีวิตของประชาชนทุกคน ซึ่งสอดรับกับการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพญี่ปุ่นที่สามารถระดมผู้คนให้ยอมฆ่าตัวตายในสมรภูมิเพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิ
"จนถึงวันสุดท้าย ผมเชื่อว่าญี่ปุ่นจะชนะ เลยแปลกใจที่ญี่ปุ่นเสียหายขนาดนั้น ทั้งที่เรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง" ทาเคฮิสะ อาราคาคิ ชาวโอกินาวาวัย 89 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย ที่สำนักงานของสวนสันติภาพนุสรณ์ แห่งจังหวัดโอกินาวา ซึ่งเขาเป็นประธานกรรมการ
"ตอนนั้น ผมรู้สึกสับสน เหมือนถูกหลอกให้บูชาคนธรรมดาให้กลายเป็นพระเจ้า... ดูเหมือนทหารอ้างพระจักรพรรดิให้คนรักชาติ" อาราคาคิ ผู้สูญเสียพ่อที่เป็นหมอทหารไปในสมรภูมิโอกินาวาเล่าถึงความรู้สึกของเขาหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม
พิพิธภัณฑ์จากผู้รอดชีวิต
พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ ฮิเมยุริเปิดตัวเมื่อ 23 มิ.ย. 1989 ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสมรภูมิโอกินาวา และวันหยุดประจำปีของจังหวัดโอกินาวา
พิพิธภัณฑ์นี้ก่อตั้งจากความคิดของอดีตนักเรียนหญิงฮิเมยุริที่รอดชีวิตจากสงคราม พวกเธอรู้สึกผิดที่ไม่สามารถช่วยชีวิตเพื่อน ๆ ได้ และอึดอัดใจที่จะเล่าประสบการณ์อันขมขื่นให้ผู้อื่นรู้ แต่เมื่อเห็นว่า ความทรงจำเหล่านี้ กำลังจะลบเลือนไปตามอายุขัย พวกเขาจึงรวมตัวกันเล่าเรื่องผ่านนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความโหดร้าย น่าเกลียดของสงคราม
"บรรดาผู้รอดชีวิตต่างรู้สึกผิดที่เพื่อนร่วมทุกข์ต้องเสียชีวิต แต่พวกเขารอดมาได้ แต่ก็ต้องใช้ชีวิตความรู้สึกผิดที่อยู่ในหัวใจ" โชเค ฟูเทนมะ ประธานบริหารของพิพิธภัณฑ์นี้บอกกับบีบีซีไทย
"เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 40 ปี พวกเขาเกรงว่าความทรงจำเหล่านี้จะสูญไป จึงร่วมใจสร้างพิพิธภัณฑ์นี้เพื่อเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นหลังทราบ...พวกเราซึ่งไม่เคยผ่านสงครามมา ควรเผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ ออกไปให้ผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้"