สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ : เวียดนามกำลังเป็น "ตาอยู่" จากข้อพิพาทนี้ แต่จะได้ประโยชน์อีกนานแค่ไหน

ที่มาของภาพ, Getty Images
บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในจีนกำลังเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตสินค้าในจีนตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ไม่ใช่เป้าหมายในสงครามทางการค้านี้
หนึ่งในประเทศที่ว่านี้ก็คือ เวียดนาม ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนที่จีนกำลังหันมาให้ความสนใจ
ทีมข่าวตรวจสอบความจริง (Reality Check) ของบีบีซี พาไปสำรวจแนวโน้มการลงทุนของจีนที่กำลังเปลี่ยนไปในเวียดนาม
ประการแรกที่น่าสังเกตก็คือ บริษัทต่างชาติ ซึ่งรวมถึงบริษัทจากจีน ต่างเข้าไปใช้ประโยชน์จากค่าแรงงานที่ถูกกว่าและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจที่ดีกว่าของเวียดนาม ตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้กำแพงภาษีต่อสินค้าจีนเมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว

ที่มาของภาพ, EPA
แมรี เลิฟลี จากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ระบุว่า "เวียดนามได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากการที่ค่าแรงในจีนได้ถีบตัวสูงขึ้น"
แต่ก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการลงทุนจากจีนพุ่งสูงขึ้นนับแต่สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อจีนเมื่อปีที่แล้ว
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2019 การลงทุนของจีนในเวียดนามมีสัดส่วนราว 65% ของการลงทุนทั้งหมดในปี 2018
นั่นจึงเป็นเครื่องยืนยันอัตราการลงทุนในเวียดนามของจีนที่พุ่งสูงขึ้น แต่ปรากฏการณ์นี้มีความเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดกับการที่สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้กำแพงภาษีต่อสินค้าจีน
เรื่องราวความสำเร็จของเวียดนาม
เศรษฐกิจของเวียดนามขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศเติบโตรวดเร็วเป็นพิเศษ โดยมีการลงทุนของบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ เช่น อิเกีย เป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนี้
ขณะที่การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจะเป็นแนวโน้มในระยะยาว แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีหลักฐานเพิ่มขึ้นที่บ่งชี้ว่า มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนที่เข้มงวดขึ้น เป็นตัวผลักดันการลงทุนจากจีนไปยังเวียดนาม
เบเกอร์แอนด์แม็คเคนซี บริษัทกฎหมายธุรกิจที่มีสำนักงานในฮ่องกง ระบุว่า "หลายบริษัทได้หันไปลงทุนภาคการผลิตนอกประเทศจีน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงครามการค้าครั้งนี้" แต่ "ความขัดแย้งทางการค้าในปัจจุบันได้เร่งให้เกิดปรากฏการณ์นี้"
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมการผลิตในเวียดนามกำลังส่งผลเสีย
ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า เมื่อปี 2018 เวียดนามมีผู้ทำงานในภาคอุตสาหกรรมราว 14.5 ล้านคน ในขณะที่จีนมีแรงงานในภาคนี้กว่า 200 ล้านคน

ปัจจุบัน อัตราค่าแรงในเวียดนามกำลังเพิ่มสูงขึ้น และกลุ่มแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนี้ก็เล็กมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่อย่างจีน
ศักยภาพของเวียดนามในการรองรับการลงทุนจากต่างชาติต่อไปก็จะถูกจำกัดด้วยต้นทุนค่าที่ดินและโรงงานที่พุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลจาก เจแอลแอล เวียดนาม บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม ระบุว่า ราคาค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ในภาคอุตสาหกรรมทางภาคใต้ของเวียดนามเพิ่มขึ้น 11% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 โดยแนวโน้มนี้น่าจะมาจากการย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศจีน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเรื่องกำแพงภาษี

ที่มาของภาพ, Getty Images
เวียดนามจะถูกคว่ำบาตรด้วยหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การที่บริษัทต่าง ๆ โยกย้ายฐานการประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือบางส่วนจากจีนไปยังเวียดนามเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นั้น ทำให้มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะดำเนินการต่อเวียดนามเช่นกัน
บริษัทข้ามชาติบางรายเริ่มใช้นโนบาย China Plus One ที่ยังคงใช้จีนเป็นฐานการผลิตหลัก แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศอื่นของเอเชียที่มีอัตราค่าแรงต่ำด้วย
รัฐบาลสหรัฐฯ ทราบดีถึงเรื่องการที่บริษัทต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตจากจีนไปประเทศอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความว่า "บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีจะย้ายออกจากจีนสู่เวียดนามและประเทศอื่นในเอเชีย นั่นจึงทำให้จีนอยากทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ อย่างมาก!"
ในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน กำลังดุเดือดขึ้นทุกขณะ ป้าย "Made in Vietnam" ก็อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยให้สินค้าต่าง ๆ รอดพ้นจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ











