วิกฤตเวเนซุเอลา : ทำไมรัสเซียและสหรัฐฯ ถึงสนใจในประเทศนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดย ลิโอแมน ลิมา
บีบีซีแผนกภาษาสเปน
วิกฤตในเวเนซุเอลาได้กลายมาเป็นปมขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างสองชาติมหาอำนาจ คือ สหรัฐฯ และรัสเซีย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แนวทางที่ต่างกันของสองประเทศ ในการเข้าจัดการวิกฤตการณ์นี้ได้ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
หลังความล้มเหลวของนายฮวน กุยโด ผู้นำฝ่ายค้าน ในการลุกฮือขึ้นโค่นอำนาจของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร สหรัฐฯ และรัสเซีย ก็ต่างกล่าวหากันและกันว่าเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเวเนซุเอลา
โดนมหาอำนาจบีบ
เจมส์ ดอบบินส์ นักวิเคราะห์จาก RAND Corporation สถาบันวิจัยด้านนโยบายโลกชั้นนำในสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่า สถานการณ์ในเวเนซุเอลาได้กลายเป็นการแข่งขันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ มากกว่าแค่ระหว่างนายกุยโด และ ปธน.มาดูโร แล้ว
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าสถานการณ์กลับไปเหมือนช่วงสงครามเย็นในละตินอเมริกา เมื่อคิวบาถูกทั้งสองชาติเข้ากดดัน
แต่เวเนซุเอลาสำคัญอย่างไร จึงทำให้ทั้งสองชาติมาสนใจขนาดนี้ ไม่มีคำตอบที่ตรงไปตรงมา ผลประโยชน์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจผสมปนเปจนวิกฤตในครั้งนี้เป็นมากกว่าเรื่องในประเทศไปแล้ว
เหตุใดรัสเซียจึงกลายมาเป็นมิตรกับ มาดูโร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภายใต้การปกครองของ ปธน.ฮูโก ชาเวซ (1999-2013) สหรัฐฯ และเวเนซุเอลา ขัดแย้งกันบ้างแต่ก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญต่อกัน
"เป็นเวลาหลายปีที่สหรัฐฯ เป็นผู้ซื้อน้ำมันรายหลักของเวเนซุเอลา และโรงกลั่นหลายแห่งทางเหนือของประเทศก็ผลิตน้ำมันดิบสำหรับส่งไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะ" ดอบบินส์ กล่าว
แต่วิกฤตที่ทวีคูณมาตั้งแต่นายมาดูโร เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศในปี 2013 ทำให้ทั้งสองขัดแย้งกัน ตามมาด้วยการกีดกันบุคคล และบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลของนายมาดูโร
ขณะที่สหรัฐฯ ตีตัวออกห่าง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กลับเข้าไปกระชับความสัมพันธ์ และเวเนซุเอลาก็เริ่มสนับสนุนความเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติของรัสเซียหลายครั้ง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า หลังจากรัสเซียผนวกดินแดนไครเมียเข้ามาเมื่อปี 2014 การถูกโดดเดี่ยวทำให้พวกเขาต้องมองหาพันธมิตรอื่นแทน
สตีฟ ไพเฟอร์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำยูเครน และนักวิจัยประจำสถาบันบรูคกิงส์ บอกว่า รัสเซียมองหาประเทศที่จะคบค้าสมาคมกับพวกเขาและเวเนซุเอลาก็เป็นหนึ่งในนั้น

ที่มาของภาพ, AFP
ในขณะที่สหรัฐฯ ถอย รัสเซียก็เข้าไปมีผลประโยชน์ในเวเนซุเอลามากขึ้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันรัสเซีย Rosneft เข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลามากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญบางฝ่ายประเมินว่า นับตั้งแต่ปี 2006 Rosneft และรัฐบาลรัสเซียปล่อยกู้ให้เวเนซุเอลาในวงเงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์โดยได้สิทธิการซื้อน้ำมันแทน
ดอบบินส์ บอกว่า เวเนซุเอลาไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ และการเปลี่ยนรัฐบาลอาจหมายความว่ารัสเซียจะไม่ได้เงินคืน
เป็นเรื่องน้ำมันอย่างเดียวหรือเปล่า
ปธน.มาดูโร ชอบกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ต้องการจะเข้าครอบครองทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา
"แน่นอนว่าเวเนซุเอลาเป็นคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ ก็อยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์นี้ แต่ผมไม่เชื่อคำอธิบายที่ว่า สหรัฐฯ ต้องการจะเข้าครอบครองทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา"
วลาดิเมียร์ รูวินสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัย ICESI ในโคลอมเบีย มองว่าแรงจูงใจของรัสเซียไม่ใช่น้ำมัน
เขาบอกว่า เรื่องน้ำมันเป็นแค่เพื่อการบังหน้าในการช่วยเหลือรัฐบาลของ ปธน. มาดูโร และไม่สมเหตุสมผลที่ Rosneft จะไปลงทุนในเวเนซุเอลาในเมื่อพวกเขาก็มีน้ำมันของตัวเองอยู่แล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
รัสเซียต้องการอะไร
ฟามิล อิสไมลอฟ บรรณาธิการข่าว ของบีบีซีแผนภาษารัสเซีย บอกว่า ประเด็นสำคัญที่ ปธน.ปูติน ต้องการจะส่งไปยังคนรัสเซียว่า ถึงแม้จะมีการคว่ำบาตร รัสเซียยังเล่นบทบาทชาติมหาอำนาจและก็มีพันธมิตรด้วย
สตีฟ ไพเฟอร์ บอกว่า ปธน.ปูติน พยายามจะแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเช่นนั้น
อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ก็ต้องจัดการเรื่องเวเนซุเอลาในฐานะเป็นการเมืองภายในประเทศตัวเองด้วย ดอบบินส์กล่าวว่า ทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดา มีชุมชนชาวเวเนซุเอลาและคิวบาขนาดใหญ่ซึ่งก็สนับสนุนให้เปลี่ยนผู้นำในเวเนซุเอลา
ดอบบินส์ บอกว่า หากเราพิจารณาว่ารัฐฟลอริดาเป็นรัฐ "สวิงสเตท" (รัฐที่ยังไม่สามารถเดาได้ว่า จะเลือกผู้สมัครคนใดเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ) ก็ไม่น่าแปลกใจว่าเวเนซุเอลาจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ ปธน.ทรัมป์ จะใช้ในการหาเสียง
นอกจากนั้น วิกฤตด้านมนุษยธรรมในเวเนซุเอลาส่งผลกระทบให้เกิดคนอพยพจำนวนมากเข้าไปที่สหรัฐฯ และชาติละตินอเมริกันอื่น ๆ อีกด้วย

ที่มาของภาพ, AFP
นโยบายต่างประเทศ
วลาดิเมียร์ รูวินสกี มองว่า รัสเซียคิดว่าหากพวกเขามีอิทธิพลในประเทศใกล้เคียงสหรัฐฯ อย่างเวเนซุเอลา และคิวบา พวกเขาจะสามารถกดดันให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศต่อประเทศใกล้เคียงรัสเซีย อาทิ ยูเครน และเจอร์เจีย เช่นกัน
ดอบบินส์ บอกว่า สหรัฐฯ ยอมให้ประเทศจากนอกซีกโลกตะวันตกเข้ามาเล่นเกมนี้ไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยไว้ใจประเทศที่สนับสนุนรัสเซียเลย
ดอบบินส์ มองว่า หาก ปธน. มาดูโร อยู่ในอำนาจต่อไป รัสเซียจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำให้รัฐบาลคงอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับที่ทำในซีเรีย แต่หาก ปธน.มาดู พ้นจากอำนาจ สหรัฐฯ ก็จะมั่นใจว่าพวกเขาสามารถล้มรัฐบาลได้ และนั่นก็จะเป็นภัยคุกคามสำหรับรัสเซีย








