เกาหลีเหนือขู่ทดสอบระเบิดไฮโดรเจนครั้งรุนแรงที่สุด

ที่มาของภาพ, REUTERS/KCNA
นายรี ยอง โฮ รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ เผยเกาหลีเหนือคิดทดสอบระเบิดไฮโดรเจนครั้งรุนแรงที่สุด
รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือระบุดังกล่าวหลังจากนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เพิ่งออกมาแถลงทางโทรทัศน์เรียกนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าเป็น "คนบ้า"
นายทรัมป์ ประกาศต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ว่าพร้อมจะโจมตีเกาหลีเหนือให้สิ้นซากทั้งยังเรียกนายคิมว่าเป็น "มนุษย์จรวดที่กำลังปฏิบัติภารกิจฆ่าตัวตาย"
นายรี ยอง โฮ นั้นเป็นผู้ที่ออกมาระบุเมื่อวันก่อนว่าสุนทรพจน์ของนายทรัมป์เป็นเพียง "เสียงหมาเห่า" ขณะที่สำนักข่าวยอนฮัป รายงานคำพูดล่าสุดของนายรีว่าระเบิดไฮโดรเจนที่จะทดสอบนี้ "อาจจะรุนแรงที่สุด" ที่เคยทดสอบมาในมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ดี "จะต้องรอผู้นำคิม จอง อึน เป็นคนสั่งการ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
วันนี้ นายคิม ได้อ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษผ่านทางโทรทัศน์ของทางการเกาหลีเหนือ ชี้ว่าสุนทรพจน์ของนายทรัมป์ ซึ่งเป็น "คนบ้า" นั้นทำให้ตนมั่นใจว่าได้ทำถูกต้องแล้วที่พัฒนาอาวุธ และจะทำต่อไปจนถึงที่สุดแทนที่จะเกรงกลัวหรือยุติ ทั้งยังเตือนว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะต้อง "ชดใช้อย่างสาสม"
"ในเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ยอมรับและเหยียดหยามผมและประเทศของผมต่อหน้าสายตาชาวโลก รวมถึงประกาศสงครามอย่างป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เกาหลีเหนือจะพิจารณามาตรการตอบโต้ที่รุนแรงในระดับ สูงสุดเพื่อให้ประธานาธิบดีทรัมป์ชดใช้อย่างสาสม"
นายคิม กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่าจะ "กำราบสหรัฐฯ ที่บ้าคลั่ง และเลอะเลือนด้วยไฟ"

ที่มาของภาพ, Reuters
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำเกาหลีเหนือออกมาแถลงโดยตรงต่อชาวโลก โดยเป็นปฏิกิริยาที่ออกมาไม่นานหลังจากเจ้าหน้าที่ ของเกาหลีเหนือเดินทางถึงนครนิวยอร์ก เพื่อเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ควรจะพิจารณาถ้อยแถลงดังกล่าวอย่างละเอียดและจริงจัง
ด้านนายโยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า "ถ้อยแถลงและพฤติกรรมของเกาหลีเหนือ ยั่วยุต่อความมั่นคงของภูมิภาคและนานาชาติ และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้"

ที่มาของภาพ, AFP
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีฉบับใหม่ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือเพื่อตอบโต้ที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้คว่ำบาตรบริษัทและสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ธนาคารกลางจีนได้ออกคำสั่งให้ธนาคารอื่น ๆ ของจีน เลิกทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือด้วย
มาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้ ออกมาเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ หลังจากที่สหประชาชาติได้อนุมัติมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อเกาหลีเหนือ
ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า ต้องการ "ตัดแหล่งเงินทุน ที่ให้การสนับสนุนความพยายามของเกาหลีเหนือ ในการพัฒนาอาวุธที่เป็นอันตรายที่สุดต่อมนุษยชาติ" โดยได้เน้นไปที่อุตสาหกรรมสิ่งทอ ประมง เทคโนโลยีสารสนเทศ และภาคการผลิตของเกาหลีเหนือ
"เป็นเวลานานมาแล้ว ที่เราปล่อยให้เกาหลีเหนือหาประโยชน์จากระบบการเงินระหว่างประเทศ เพื่อนำไปเป็นเงินทุนสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ"

ที่มาของภาพ, AFP
สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมาตั้งแต่ปี 2008 โดยได้อายัดทรัพย์สินของบุคคลและบริษัทที่เชื่อมโยงกับโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงห้ามส่งออกสินค้าและบริการไปยังเกาหลีเหนือ
นอกจากนี้ เมื่อวาน (21 ก.ย) ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวชื่นชมรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่ใกล้ชิดที่สุดของเกาหลีเหนือว่า "ธนาคารกลางจีน ได้แจ้งธนาคารอื่น ๆ ให้หยุดทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ" โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนได้ออกคำสั่งให้ธนาคารของตน ปฏิบัติตามมติคว่ำบาตรของสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด แต่ทางการจีนยังไม่ได้ออกมายืนยันเรื่องนี้

ที่มาของภาพ, AFP
อย่างไรก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดที่ออกมาไม่มีข้อใดที่ระบุว่าห้ามส่งออกน้ำมันให้เกาหลีเหนือตามที่จีนได้คัดค้านมาตลอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การออกมาแสดงวิวาทะข้ามทวีปส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวในตลาดหลักทรัพย์ โดยดัชนีหลักทรัพย์นิกเคอิ 225 ปรับตัวลดลง 51.03 จุดหรือร้อยละ 0.25 ตั้งแต่เปิดการซื้อขายจนถึงช่วงบ่ายวันนี้ ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลดลง 53.36 จุด หรือร้อยละ 0.24 ระหว่างช่วงเวลาซื้อขายปกติของเมื่อวานนี้ (21 ก.ย.)
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธถี่ขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงได้ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 6 โดยไม่สนใจเสียงประณามจากนานาชาติ









