สมองจดจำที่เก็บอาหารขยะได้แม่นยิ่งกว่าของกินมีประโยชน์

รูปสาวเกาหัวหน้าตู้เย็น

ที่มาของภาพ, Getty Images

คุณเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม ? ตั้งใจเสียดิบดีว่าจะหาร้านอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับมื้อเย็นวันนี้ แต่ระหว่างทางกลับบ้าน ขาเจ้ากรรมดันพาเดินไปแวะที่ร้านขนมของโปรดกับซุ้มชานมไข่มุกแทนเสียได้ ทำให้ความพยายามเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้ง

ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองว่าเป็นคนขาดความยับยั้งชั่งใจ เพราะเรื่องนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวาเฟนินเกน (Wageningen University) ของเนเธอร์แลนด์ ได้ศึกษาวิจัยจนพบข้อเท็จจริงแล้วว่า สมองของคนเราจะให้ความสำคัญอันดับแรกกับการค้นหาอาหารแคลอรีสูง โดยจะสร้างความทรงจำเชิงพื้นที่ (spatial memory) หรือทำแผนที่ในใจแบบที่ช่วยนำทางเราไปหาอาหารพาอ้วนได้ง่ายกว่าของกินจำพวกผักผลไม้

การทำงานของสมองที่เป็นไปโดยอัตโนมัติเช่นนี้ เป็นผลมาจากวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์และสัตว์หลายชนิดไม่ให้อดอยากมานานนับแสนปี โดยทำให้การหาอาหารแบบเก็บของป่าและล่าสัตว์ของมนุษย์ยุคบรรพกาลเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กล่าวคือได้อาหารแคลอรีสูงมากินโดยไม่ต้องเสียพลังงานในการเสาะแสวงหาไปมากนัก

มีการทดลองกับอาสาสมัคร 512 คน โดยให้เดินสำรวจห้องที่มีสภาพคล้ายเขาวงกต ซึ่งในหลายจุดจะมีตัวอย่างอาหารหลากชนิดให้ลองชิม และในบางจุดจะมีเพียงกลิ่นของอาหารติดแผ่นสำลีให้ลองดมดูเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการทดสอบความจำเกี่ยวกับตำแหน่งของอาหารและกลิ่นอาหารเหล่านี้ในภายหลัง

จากนั้นกลุ่มทดลองทั้งหมดได้รับคำสั่งให้วาดแผนที่ห้อง โดยระบุตำแหน่งของอาหารและกลิ่นอาหารให้ถูกต้อง ซึ่งตัวอย่างของอาหารที่นำมาใช้ในครั้งนี้รวมถึงแอปเปิล ขนมกรุบกรอบ แตงกวา และบราวนี่ช็อกโกแลต

รูปสาวหยิบขวด

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อวิเคราะห์คำตอบในแผนที่ของพวกเขาแล้ว พบว่าคนส่วนใหญ่สามารถจดจำตำแหน่งของอาหารและกลิ่นอาหารแคลอรีสูงได้มากกว่าถึง 27% และ 28% ตามลำดับ โดยไม่เกี่ยวกับว่าอาหารและกลิ่นที่พวกเขาจดจำตำแหน่งได้จะเป็นของคาวหรือของหวาน ทั้งไม่เกี่ยวกับว่าเป็นของโปรดหรือของกินที่คุ้นเคยมาก่อนหรือไม่ด้วย

ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุปว่า ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นถึงกลไกทางสมองของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่ยังคงใช้ระบบการคิดวิเคราะห์เพื่อประหยัดพลังงานและสะสมแคลอรีในการดำรงชีวิตให้ได้สูงสุดตามแบบยุคดึกดำบรรพ์อยู่ ส่งผลให้เกิดอคติเบี่ยงเบนในการเลือกกินอาหาร โดยพยายามจะเสาะหาอาหารรสชาติหวานมันหรือแม้แต่อาหารขยะเป็นอันดับแรกเสมอ

แต่อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า กลไกทางสมองแบบโบราณดังกล่าวส่งผลอย่างไรต่อชีวิตสมัยใหม่ ที่การหาอาหารใส่ท้องเปลี่ยนจากการออกเก็บของป่าล่าสัตว์ มาเป็นเพียงการเดินไปค้นตู้เย็น หรือสั่งอาหารแบบส่งถึงที่ทางออนไลน์แทน