กำเนิดพืชดอก “ปริศนาอันน่าชัง” ที่รบกวนจิตใจ ชาร์ลส์ ดาร์วิน จนวันสิ้นลม

Letters - Charles Darwin

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, แอนา ปาอิส (@_anapais)
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด

เมื่อ 140 ปีก่อน ชาร์ลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชื่อก้องโลกชาวอังกฤษ ได้เขียนจดหมายแสดงความรู้สึกฉงนสนเท่ห์และอึดอัดคับข้องใจเกี่ยวกับ "ปริศนาอันน่าชัง" เรื่องหนึ่ง ซึ่งปริศนานี้อาจทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการอันเป็นผลงานชิ้นเอกของเขาถูกสาธารณชนตั้งคำถามได้

ปริศนาดังกล่าวยังคงเป็นสิ่งลึกลับไร้คำตอบมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน มันได้กลายเป็นตำนานและสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมุ่งค้นคว้า เพื่อไขความกระจ่างให้ได้ในสักวันหนึ่ง

"ปริศนาอันน่าชัง" (The abominable mystery) ข้อนี้ ว่าด้วยกำเนิดของพืชดอกหรือแอนจิโอสเปิร์ม (Angiosperms) ซึ่งหลักฐานจากซากฟอสซิลที่มีอยู่ชี้ว่า ประวัติที่มาของพืชชนิดนี้ล้วนขัดแย้งกับขั้นตอนการคัดเลือกโดยธรรมชาติและสวนทางกับทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินอย่างสิ้นเชิง

เมื่อทฤษฎีวิวัฒนาการถูกโต้แย้ง

ในช่วงปีท้าย ๆ ของชีวิต ดาร์วินมุ่งค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับประเด็นทางพฤกษศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้เขาได้พบกับเรื่องน่าฉงนสงสัยบางประการ โดยเขาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "ปรากฏการณ์ที่รบกวนจิตใจมากที่สุด"

ในหนังสือ "กำเนิดสปีชีส์" (On the Origin of Species) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1859 ดาร์วินอธิบายว่าวิวัฒนาการนั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการ "คัดเลือกโดยธรรมชาติ" (Natural selection) โดยเขาระบุว่า "กระบวนการนี้จะทำงานโดยรักษาและสั่งสมความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่สืบทอดต่อกันมาเท่านั้น โดยความเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างจัดเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการคัดเลือกให้อยู่รอด"

ข้อความดังกล่าวชี้ว่า วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตามแนวทางของดาร์วินจะต้องใช้เวลาเกิดขึ้นอย่างยาวนานและค่อยเป็นค่อยไป เขาไม่เชื่อว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนก้าวกระโดดได้

An illustration of a flowering plant and fruit

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พืชดอกเป็นอาหารส่วนใหญ่ของคนเรา โดยมักอยู่ในรูปของผักและผลไม้

"หลักการคัดเลือกโดยธรรมชาติผลักให้ความเชื่อเรื่องการสรรค์สร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตกไป รวมทั้งปฏิเสธความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตอย่างฉับพลันและใหญ่หลวงด้วย" ดาร์วินกล่าว

ถึงกระนั้นก็ตาม ข้อเท็จจริงในเรื่องความเป็นมาของพืชดอกที่ดาร์วินและนักธรรมชาติวิทยาร่วมสมัยได้ค้นพบ กลับขัดแย้งกับหลักทฤษฎีสำคัญของเขาอย่างรุนแรง ในช่วงระหว่างปี 1875 ไปจนถึงปี 1882 ซึ่งเป็นปีที่ดาร์วินเสียชีวิต เขาได้เขียนจดหมายไปปรึกษาและอภิปรายถกเถียงเรื่องนี้กับบรรดาเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ที่เขาไว้ใจหลายคน

จดหมายลงวันที่ 22 กรกฎาคม 1879 ซึ่งดาร์วินเขียนถึงโจเซฟ ฮุกเคอร์ ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) มีใจความตอนหนึ่งว่า "วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของพืชชั้นสูงทั้งหมด เท่าที่เราเห็นในยุคธรณีกาลช่วงไม่นานมานี้ ช่างถือเป็นปริศนาอันน่าชัง"

"พืชชั้นสูง" ที่ดาร์วินกล่าวถึงในจดหมายฉบับนี้ก็คือพืชดอกนั่นเอง หลักฐานทางบรรพชีวินวิทยาเท่าที่ค้นพบในสมัยนั้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า พืชดอกมีวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดซึ่งแตกต่างจากพืชชนิดอื่น ๆ ที่เคยมีมาก่อน

จดหมายฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา โดยดาร์วินยังกล่าวอ้างถึงงานวิจัยของจอห์น บอล นักธรรมชาติวิทยาชาวไอริชที่ศึกษาพืชดอกในแถบเทือกเขาแอลป์ของยุโรปในจดหมายนั้นด้วยว่า "ผมเพิ่งได้อ่านบทความของบอล เขาออกจะกล้าหาญมากอยู่ทีเดียว"

ผลการศึกษาล่าสุดที่ดาร์วินได้อ่านชี้ว่า พืชดอกถือกำเนิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยก้าวข้ามขั้นตอนทางวิวัฒนาการที่สำคัญไปหลายขั้น รวมทั้งกระโดดข้ามกระบวนการที่ทำให้เกิดความแตกต่างหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งปกติต้องใช้เวลานานหลายล้านปี

Charles Darwin

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดาร์วินได้เขียนแสดงความเห็น รวมทั้งความรู้สึกสับสนที่เขามีต่อการเก็บบันทึกฟอสซิลพืชดอกเอาไว้อย่างมาก

ความซื่อตรงทางวิชาการ

พืชดอกถือเป็นพืชชนิดหลังสุดที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกเมื่อ 130 ล้านปีก่อน แต่สามารถวิวัฒนาการแยกออกเป็นสปีชีส์หรือชนิดพันธุ์ต่าง ๆ ได้มากถึง 350,000 ชนิดพันธุ์ภายในระยะเวลาอันสั้น จนถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายสูงสุดในอาณาจักรพืช

ศาสตราจารย์วิลเลียม ฟรีดแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาองคาพยพและชีววิทยาวิวัฒนาการ (Organismic and Evolutionary Biology) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ ได้เขียนบทความไว้เมื่อปี 2009 ซึ่งวิเคราะห์บทสนทนาโต้ตอบทางจดหมายระหว่างดาร์วินกับฮุกเคอร์ไว้ดังนี้

"ดาร์วินเป็นกังวลอย่างมากในเรื่องที่ดูเหมือนว่าพืชดอกจะถือกำเนิดขึ้นอย่างฉับพลันในช่วงกลางยุคครีเทเชียส (Cretaceous) นอกจากนี้ พืชดอกยังเพิ่มชนิดพันธุ์หรือสปีชีส์ขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น จนมีความหลากหลายสูงมากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น ๆ" ศ. ฟรีดแมนกล่าว

"โลกอยู่มาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่พบร่องรอยของพืชดอกหรือบรรพบุรุษของมันมาก่อนเลยจนกระทั่งเมื่อ 130 ล้านปีก่อน ทำให้เกิดคำถามว่ามันมาจากไหน ทำไมจึงไม่มีหลักฐานความเชื่อมโยงทางวิวัฒนาการกับพืชที่มีอายุเก่าแก่กว่า ?"

"อย่างไรก็ตาม ดาร์วินมีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในตัวเองอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือความตรงไปตรงมาทางวิชาการ ข้อความในจดหมายของเขาบอกว่า แม้จะรู้สึกวุ่นวายใจกับปริศนานี้มาก แต่ก็จะไม่พยายามปิดบังกลบเกลื่อนเหมือนซุกขยะเอาไว้ใต้พรม ถึงเรื่องดังกล่าวแทบจะทำให้เขาเป็นบ้าไปก็ตาม"

สิ่งสร้างของพระเจ้า ?

A reproduction of Lucy, the common name given to the skeleton of a female of the hominin species Australopithecus afarensis.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดาร์วินเคยเขียนไว้ว่า "กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติจะทำงานโดยรักษาและสั่งสมความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่สืบทอดต่อกันมาเท่านั้น"

ศ. ฟรีดแมนยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่มีพืชชนิดใดที่ดาร์วินจะให้ความสนใจมากไปกว่าพืชดอกอีกแล้ว เนื่องจากเป็นพืชกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดของอาณาจักรพืช คิดเป็นถึง 90% ของพืชที่ยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ในทุกวันนี้

"พืชส่วนใหญ่ในสวนทั่วไปมักเป็นพืชดอก ผักและผลไม้ที่เรากินเป็นอาหารก็มาจากพืชดอกด้วยเช่นกัน พืชดอกเป็นพื้นฐานของระบบอาหารในมนุษย์ และเป็นตัวการเร่งให้เกิดความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน" ศ. ฟรีดแมนกล่าว

"อันที่จริง ดาร์วินไม่ได้ห่วงเรื่องการไขปริศนาของพืชดอกมากมายนัก แต่เขากลัดกลุ้มกังวลว่ามันคือข้อยกเว้นข้อใหญ่ที่คัดง้างกับทฤษฎีวิวัฒนาการของเขา ซึ่งได้เน้นย้ำมาตลอดว่า ธรรมชาติไม่มีการก้าวกระโดด"

"นอกจากนี้ กำเนิดของพืชดอกยังเปิดทางให้พวกที่เชื่อในเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือพวกครีเอชันนิสต์ (Creationist) ที่เชื่อว่ามีพลังเหนือธรรมชาติเป็นผู้สร้างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ให้สามารถโต้เถียงกับดาร์วินได้"

Mysterious looking forest, with gnarled tree trunks and mist

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อาณาจักรพืชเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเมื่อ 130 ล้านปีก่อน ทำให้เกิดพืชชนิดใหม่ขึ้นกว่า 3 แสนชนิดพันธุ์

"คนพวกนี้อาจอ้างได้ว่า พืชดอกคือหลักฐานของการเกิดขึ้นอย่างฉับพลันจากฝีมือสรรค์สร้างของพลังที่ยิ่งใหญ่บางอย่าง ไม่ได้เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการตามธรรมชาติ"

"พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จู่ ๆ พระเจ้าก็เสกให้ดอกไม้เกิดขึ้นมา...ตูม ! จงมีดอกเดซี ตูม ! จงมีต้นแมกโนเลีย ตูม! จงบังเกิดทุ่งหญ้า...อะไรทำนองนี้"

ทวีปที่สูญหาย

The HMS Beagle close to the Straits of Magellan, illustration from Voyage of the Beagle by Charles Darwin, 19th Century.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาร์ลส์ ดาร์วิน ล่องเรือไปรอบโลกด้วยเรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle)

ดาร์วินได้พยายามให้คำอธิบายต่อเรื่องที่ไม่พบซากฟอสซิลซึ่งชี้ถึงต้นกำเนิดของพืชดอกว่า "ผมอยากจะจินตนาการว่าเมื่อนานมาแล้ว โลกดึกดำบรรพ์เคยมีทวีปเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวทางซีกโลกใต้ และทวีปแห่งนี้แหละคือดินแดนที่พืชดอกได้ถือกำเนิดขึ้น แต่มันได้สูญหายไปเสียแล้ว"

ตัวดาร์วินเองยอมรับว่าคำอธิบายในลักษณะนี้ออกจะเป็นการ "จับแพะชนแกะ" อย่างไร้ที่มาที่ไปอยู่ แต่เขาอ้างด้วยว่าข้อสันนิษฐานเรื่องทวีปขนาดเล็กดังกล่าวมาจากประสบการณ์สมัยที่เขาล่องเรือรอบโลกไปกับเรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle) ระหว่างปี 1831-1836 โดยได้มีโอกาสสำรวจชายฝั่งของทวีปอเมริกาตอนใต้ ก่อนจะเดินทางกลับมาถึงอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 27 ปี

ดาร์วินยังชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ซากฟอสซิลของบรรพบุรุษพืชดอกจะยังคงหลงเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่นักวิทยาศาสตร์ยังคงค้นหากันไม่พบ "ผมเชื่อว่าคำอธิบายที่ไขปริศนานี้ จะซ่อนอยู่ในความไม่สมบูรณ์อย่างยิ่งของการจัดเก็บหลักฐานทางธรณีวิทยา เพราะก่อนอื่นเราควรจะคำนึงไว้เสมอว่า ในทางทฤษฎีแล้วสิ่งมีชีวิตจะต้องมีรูปแบบที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างกลางในเส้นทางวิวัฒนาการเสมอ"

ศ.ฟรีดแมนกล่าวเสริมว่า "ดาร์วินไม่อาจไขปริศนานี้ได้ก็จริง แต่เขาปฏิเสธที่จะเชื่อในปาฏิหาริย์ เขายังยึดมั่นต่อการใช้วิธีศึกษาเชิงประจักษ์ การคิดอย่างมีเหตุผล และเชื่อในกฎธรรมชาติที่เป็นสากล"

"ปริศนาอันน่าชัง" ในทุกวันนี้

A woman smelling flowers

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กำเนิดของพืชดอกยังคงเป็นปริศนาสำหรับนักวิทยาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

แม้ดาร์วินจะเขียนถึงฮุกเคอร์ในจดหมายว่า เขาต้องการจะเห็นปริศนาเรื่องกำเนิดพืชดอกถูกไขกระจ่างทั้งหมด แต่ตัวของดาร์วินเองกลับไม่ได้มีชีวิตยืนยาวอยู่จนถึงวันนั้น เขาเสียชีวิตลงหลังจากเขียนจดหมายฉบับนี้ได้เพียง 3 ปี

ในปัจจุบัน ศ. ฟรีดแมนซึ่งศึกษาเรื่องกำเนิดและความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชดอกชี้ว่า "ทุกวันนี้เราค้นพบซากฟอสซิลอันล้ำค่า ที่ช่วยให้เข้าใจระยะต้นของกระบวนการเกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมในพืชดอกเพิ่มมากขึ้น อันที่จริงแล้ว การไขปริศนาเรื่องดังกล่าวมีความคืบหน้าไปมากตลอด 30 ปีที่ผ่านมา"

"เมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยหลักฐานใหม่ที่ชี้ว่า พืชดอกไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีวิวัฒนาการมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกับพืชชนิดอื่น ๆ" ศ. ฟรีดแมนกล่าวสรุป

พืชดอกนั้นนับว่ามีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อโลกและมนุษย์ หากไม่มีพวกมันเสียแล้ว เราจะขาดแคลนพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด รวมทั้งธัญพืชที่ใช้เลี้ยงปศุสัตว์ และแหล่งดูดซับกักเก็บคาร์บอนที่ช่วยขจัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศด้วย

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ยังคงมีประเด็นปริศนาเกี่ยวกับพืชดอกหลงเหลืออยู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคำถามเรื่องแหล่งกำเนิด หรือเหตุผลที่มันประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์อย่างสูง แม้กระทั่งที่มาของโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบกันเป็นดอกไม้ก็ยังไม่มีใครทราบได้

"ปริศนาอันน่าชังยังคงดำเนินต่อไป" ศ. ฟรีดแมนกล่าว