กามโรค เชื้อร้ายกลายพันธุ์ พัฒนาเป็น “ซูเปอร์กามโรค” 4 ชนิดที่สร้างความกังวลทางสาธารณสุข

ที่มาของภาพ, iStock
- Author, ไบรอัน เนลสัน
- Role, Mosaic*
โรคภัยไข้เจ็บชนิดใหม่ ๆ อุบัติขึ้นตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และนี่คือกามโรค ที่กำลังสร้างความวิตกกังวลให้แก่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข
1. เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส (Neisseria meningitidis)

ที่มาของภาพ, iStock
ไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อเมนิงโกค็อกคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่น
บ่อยครั้งยังพบว่า เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์
งานวิจัยที่น่าสนใจในช่วงทศวรรษที่ 1970 พบว่า ลิงชิมแปนซีเพศผู้ตัวหนึ่งมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เพราะแพร่เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิสที่อยู่ในจมูกและลำคอไปยังอวัยวะเพศของตัวเอง หลังจากที่มันใช้ปากหรือลิ้นสัมผัสกับอวัยวะเพศของตัวเอง
ในกรณีของมนุษย์นั้น พบว่า ราว 5-10 % ของผู้ใหญ่มีเชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส อยู่ในลำคอและโพรงจมูกทางด้านหลัง
งานวิจัยบ่งชี้ว่า ผู้ใหญ่กลุ่มนี้มีโอกาสแพร่เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไปยังคู่นนอน ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ การจูบแบบดูดดื่ม หรือการกระทำอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดเชื้อจากละอองเสมหะ
นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการแพร่เชื้อรูปแบบใดที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส ในหมู่ชายรักชาย และชายที่เป็นไบเซ็กชวล ในยุโรป แคนาดา และสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับอาการท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis) ที่เกิดจากเชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส ในกลุ่มผู้ชาย (เกือบทั้งหมดเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง ยกเว้นชายคนหนึ่งที่ชอบคนเพศเดียวกัน) พบหลักฐานบ่งชี้ว่า พวกเขาติดเชื้อดังกล่าวจากออรัลเซ็กส์
นักวิทยาศาสตร์พบว่า เชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์หนึ่งที่แพร่ระบาดในหลายเมืองของสหรัฐฯ เมื่อปี 2015 เกิดจากการที่เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิสไปผสมกับเชื้อไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoea) ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคหนองใน
การกลายพันธุ์ดังกล่าวทำให้การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดนี้แพร่ระบาดได้มีประสิทธิภาพขึ้น
เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส ที่มีคนติดเชื้อมากที่สุดมี 5 ชนิด และนับเป็นโชคดีที่ปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวทั้ง 5 ชนิดได้
2. เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium)

ที่มาของภาพ, iStock
ไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม เป็นหนึ่งในเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่สุด และกำลังเป็นที่รู้จักในฐานะเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่าวิตกกังวลชนิดหนึ่ง
ไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม ถูกค้นพบช่วงทศวรรษที่ 1980 และคาดว่า ประชากรโลก 1-2% ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนหนุ่มสาว
ผู้ติดเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการใด ๆ อย่างไรก็ตาม เชื้อชนิดนี้สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายโรคหนองในเทียม (Chlamydia) และโรคหนองในแท้ (Gonorrhoea) ซึ่งก่อให้เกิดอาการระคายเคืองที่ท่อปัสสาวะ และปากมดลูก
การที่เชื้อชนิดนี้อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่งผลให้มันอาจทำให้เกิดภาวะเป็นหมัน มีบุตรยาก การแท้งบุตร และทารกคลอดก่อนกำหนด
แม้ถุงยางอนามัยจะสามารถป้องกันการติดเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียมได้ แต่บรรดานักวิจัยเตือนว่าเชื้อชนิดนี้กำลังปรับตัวให้ทนทานต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) และ ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline)
"ความกังวลของผมเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรียก็คือการที่มันจะดื้อยามากขึ้น และจะแพร่ระบาดมากขึ้น" ดร.แมตธิว โกลเดน ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขนครซีแอตเทิลในสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การตรวจหาโรคเพิ่มขึ้นจะช่วยป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยารุนแรง (ซูเปอร์บั๊ก) ที่เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียมได้
3. โรคบิดจากเชื้อชิเกลลา เฟล็กซ์เนอรี (Shigella flexneri)

ที่มาของภาพ, iStock
โรคบิดไม่มีตัว หรือ โรคบิดชิเกลลา แพร่สู่กันผ่านการสัมผัสทางตรงและทางอ้อมกับอุจจาระมนุษย์
ผู้ติดเชื้อจะมีอาการปวดท้องรุนแรง และถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด
แม้โรคนี้จะพบบ่อยในเด็กเล็ก และนักเดินทางในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นักวิจัยเริ่มพบผู้ติดเชื้อโรคบิดไม่มีตัวในหมู่ชายรักชายและชายที่มีเพศสัมพันธ์ได้กับทั้งชายและหญิง
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เชื้อชิเกลลา เฟล็กซ์เนอรี แพร่ระบาดเพิ่มขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมาผ่านการสัมผัสทวารหนักด้วยปาก และยังนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกหลายชนิดไปทั่วโลก
4. ฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum หรือ LGV)

ที่มาของภาพ, iStock
โรคฝีมะม่วง หรือกามโรคต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดียทราโคมาติส ( Chlamydia Trachomatis) นพ.คริสโตเฟอร์ ชีเซิล จากคลินิก One Medical ในนครซานฟรานซิสโก ของสหรัฐฯ ระบุว่า เชื้อชนิดนื้ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงที่สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วย
ข้อมูลจากเว็บไซต์หาหมอ ระบุว่า ผู้เป็นโรคฝีมะม่วง ในช่วงเริ่มแรกจะมีตุ่มนูน ใส หรือ แผลขนาดเล็กเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ และหายไปเองภายใน 2-3 วันโดยที่ผู้ป่วยมักไม่ทันได้สังเกตพบ ต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโตติดกันเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ และเจ็บมาก ตรงกลางเป็นร่องของพังผืดคล้ายร่องของมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่า "ฝีมะม่วง" ซึ่งอาจเกิดโรคเพียงข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้
ผิวหนังบริเวณที่เป็นฝีจะมีอาการอักเสบมีลักษณะบวมแดงร้อนร่วมด้วย บางคนอาจปวดฝีมากจนเดินไม่ถนัด บางครั้งจะทำให้อัณฑะบวม หรือบริเวณปากช่องคลอดบวมมาก
ในผู้มีอาการหนักจะมีอาการอักเสบที่ช่องทวารหนักอย่างมาก (Ulcerative proctitis) มีอาการปวดก้น อยากถ่ายอุจจาระตลอดเวลา มีหนองไหลทางรูทวาร และมีเลือดออกทางทวารหนักได้
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โรคนี้มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นในยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย และชายที่เป็นไบเซ็กชวล และเช่นเดียวกับโรคหนองในเทียม โรคฝีมะม่วงเพิ่มโอกาสให้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น
การใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดและทางทวารหนักสามารถช่วยลดอัตราการติดเชื้อได้ ส่วนการรักษาโรคฝีมะม่วงสามารถทำโดยใช้ยาปฏิชีวนะด็อกซีไซคลินเป็นเวลา 3 สัปดาห์
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางเว็บไซต์วิทยาศาสตร์และสุขภาพ Mosaic และนำมาเผยแพร่อีกครั้งภายใต้ความยินยอม Creative Commons












