"ปฏิบัติการสร้างเสน่ห์" ของจีนจะเปลี่ยนโฉมหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่ ?

Chinese President Xi Jinping visits Vietnam, Hanoi - 14 Apr 2025

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ภาพการเดินทางเยือนกรุงฮานอยของเวียดนามเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
    • Author, เชน ยาน, จอยซ์ ลี, เทือง เลอ และดุก ฮา
    • Role, บีบีซี แผนกภาษาจีนและภาษาเวียดนาม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 นโยบายทรัมป์ 1.0 ในครั้งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยแรก ได้ส่งผลกระทบต่อจีน ขณะเดียวกันประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กลับได้รับประโยชน์จากนโยบาย "จีน + 1" (China Plus One) เพื่อกระจายความเสี่ยงในภาคการผลิตไปยังประเทศเวียดนาม กัมพูชา และประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ โดยปรับลดการผลิตในจีน พร้อม ๆ กับการสนับสนุนความพยายามแยกห่วงโซ่อุปทานจากรัฐบาลสหรัฐฯ

กลับมายังปัจจุบัน นโยบายทรัมป์ 2.0 กลับเป็นไปในทิศทางที่สวนทาง ทั้งเวียดนามและกัมพูชาต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีศุลากรตอบโต้ที่ถูกเรียกเก็บสูงลิ่วจากสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในอัตรา 46% และ 49% ตามลำดับ ขณะที่อินโดนีเซียก็ต้องเผชิญภาษีนำเข้าในอัตรา 32% และมาเลเซีย 24% ซึ่งมาตรการดังกล่าวเพิ่งถูกชะลอการบังคับใช้จากกำหนดเดิมออกไปอีก 90 วัน ประเทศต่าง ๆ ที่เคยตอบรับการเรียกร้องของอเมริกาในการช่วยกระจายความเสี่ยงมาก่อน กลับพบว่า ตนเองถูกแปะป้ายว่า "ผู้ที่หลบเลี่ยงภาษีศุลกากร"

ทางการจีนจึงฉวยโอกาสนี้ในการดำเนินการ "ปฏิบัติการสร้างเสน่ห์" (charm offensive) ที่มีการคิดไตร่ตรองมาแล้ว ในระหว่างการเดินทางเยือนระดับภูมิภาค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ "ร่วมกันต่อต้านแนวความคิดปกป้องทางการค้า" ขณะเดียวกันก็ให้สัญญาว่าจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากจากอินโดนีเซีย และยังสร้างภาพให้จีนเป็นเสมือน "ผู้ปกป้องโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจและการค้าเสรี" ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความผันผวน

"ที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับบทเป็นคนกลาง โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่ในตอนนี้ ภูมิภาคแห่งนี้กลับมีความใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น ส่วนพฤติกรรมของทรัมป์ในตอนนี้ก็กลับสร้างความเสียหายอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ด้วย ดังนั้น ชื่อเสียงของสีก็โด่งดังขึ้น ในแบบที่เขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย" เอียน ชง รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ บอกกับบีบีซี แผนกภาษาจีน

"ทว่าคำถามก็คือ ประเทศจีนมีความน่าเชื่อถือมากเพียงใด ชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการการลงทุนและต้องการตลาดในจีน และสีเองก็ได้ให้สัญญาพวกเขาหลายอย่าง แต่ด้วยความท้าทายที่เกิดขึ้นกับตลาดในประเทศ รวมทั้งภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของจีน แล้วจีนจะทำตามคำสัญญาได้จริงหรือไม่" นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ตั้งคำถาม

การพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ

A man drives a motorcycle past a 'Made in Vietnam' store at a street in Hanoi, Vietnam, 03 April 2025.

ที่มาของภาพ, EPA

นอกจากอาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันกว่า 680 ล้านคนแล้ว ยังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 5 ของโลก และยังเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานของโลกอีกด้วย ภูมิภาคนี้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง อินเทล (Intel), ผลิตสมาร์ทโฟนให้กับซัมซุง (Samsung) และรองเท้าออกกำลังกายของไนกี้ (Nike) อีกด้วย

นับตั้งแต่เกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ครั้งแรก ภูมิภาคแห่งนี้ก็ได้ดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนด้านการผลิตระดับโลกเป็นจำนวนมหาศาล

"ในหลายแง่มุม จีนเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้าทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ซูซานนาห์ แพตตัน ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำสถาบันคลังสมองโลวี (Lowy Institute) ในออสเตรเลีย กล่าว

ระหว่างปี 2018 - 2022 การลงทุนจากบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 25% ของการลงทุนในภาคการผลิตในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือว่ามีมูลค่ามากกว่าญี่ปุ่น (11%) และสหภาพยุโรป (10%) อยู่มาก ขณะที่สัดส่วนการลงทุนจากจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังอยู่ในสัดส่วนราว 8% แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้น เนื่องจากมาจากการลงทุนผ่านฮ่องกงและบริษัทในต่างประเทศ

US President Trump unveils new tariffs on so-called Liberation Day, Washington, USA - 02 Apr 2025

ที่มาของภาพ, EPA

ด้วยกลยุทธ์ จีน + 1 ที่ขณะนี้ถูกคุกคามด้วยมาตรการภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ชาติอาเซียนดูเหมือนจะมองหาการลงทุนเพิ่มเติมจากจีน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของจีนอาจขัดขวางความคาดหวังเหล่านี้ อย่างเช่นความพยายามของบริษัทด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของจีน ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาสู่อาเซียนลดลงในปี 2024 โดยปัญหาที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าเพื่อผู้บริโภคด้วย

ขณะที่ทางการจีนอาจจะเข้มงวดกับการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อรักษาตำแหน่งงานในในภาคการผลิตภายในประเทศ ในห้วงเวลาที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอ และอัตราการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น

จีนใช้การทูตเพื่อแสดงความปรารถนาดี

นอกจากในแง่มุมทางเศรษฐกิจแล้ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นคลื่นใต้น้ำที่ยังส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

"จีนและชาติต่าง ๆ ในอาเซียนคือเพื่อนบ้านกัน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ก็ยังคงมีข้อขัดแย้งกันหลายประการ" ศ.เอียน ชง อธิบาย

ข้อพิพาททางดินแดนยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนก็อ้างสิทธิบนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายของชุมชนชาวจีนมายังประเทศอาเซียนก็ได้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวหลายครั้ง สำหรับประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย การปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นชาวมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ก็เป็นอีกหนึ่งชนวนความขัดแย้งได้

Vietnamese President Luong Cuong and Chinese President Xi Jinping meet at the Presidential Palace in Hanoi, Vietnam, April 15, 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

ปัจจัยที่จะเข้ามามีส่วนในการเพิ่มความขัดแย้งในภูมิภาคอีกประการคือ ความเสี่ยงที่สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้จะยกระดับขึ้น เนื่องจากพื้นที่ทั้งสองแห่งถือเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าความขัดแย้งใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในน่านน้ำดังกล่าว จะก่อให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในอาเซียน

"ชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการมีส่วนร่วมกับจีน แต่ยังคงต้องระมัดระวัง" ศ.ชง ระบุ และว่า "พวกเขาตระหนักดีถึงความเสี่ยงที่การกระทำทางทหารของจีนอาจก่อให้เกิดผลต่อเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของพวกเขาได้"

ทางการจีนเองก็รับทราบเกี่ยวกับพลวัตในภูมิภาคนี้เช่นกัน ระหว่างการเดินทางเยือนเวียดนาม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนได้เน้นย้ำถึงประสบการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นจากความพยายามต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต แต่ก็หลีกเลี่ยงหัวข้อหรือประเด็นที่อ่อนไหว เช่น สงครามจีน-เวียดนามในปี 1979 และกรณีพิพาทที่กำลังเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ เป็นต้น

"เมื่อเทียบวิธีการที่ดูแข็งกร้าวของจีนต่อฟิลิปปินส์แล้ว แนวทางปฏิบัติของจีนต่อเวียดนามกลับดูค่อนข้างจะเป็นมิตรมากกว่า" คาร์ไลล์ เธเยอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ในออสเตรเลีย กล่าว

ส่วนในกัมพูชา ได้มีการแสดงถึงความสมดุลอย่างละเอียดอ่อนอีกรูปแบบหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือ ในระหว่างการเดินทางเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เขาแทบไม่มีการพูดถึงโครงการขยายฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชาที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงกันเลย โดยโครงการดังกล่าวได้รับเงินทุนจากจีน ขณะที่ก่อนการเดินทางมาถึงของผู้นำจีน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้เข้าร่วมพิธีเปิดฐานทัพดังกล่าว ซึ่งผู้นำกัมพูชาได้กล่าวย้ำว่า โครงการนี้อยู่ภายในการควบคุมของทางการกัมพูชา

"การเคลื่อนไหวโดยเจตนาครั้งนี้เน้นย้ำถึงความปรารถนาของจีนที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีในภูมิภาค" เธเยอร์กล่าว "การตัดสินใจจัดพิธีเปิดฐานทัพดังกล่าวก่อนที่สีจะมาเยือนนั้นควรค่าแก่การจดจำ เพราะช่วยบรรเทาความกังวลของนานาชาติ ในขณะเดียวกันก็ปกป้องผลประโยชน์ของเวียดนามด้วย"

การปรับตำแหน่งแห่งที่ในภูมิภาคกำลังดำเนินการอยู่

People walk past a gate of the Samsung Electro-Mechanics factory, following U.S. President Donald Trump's imposition of a tariff rate of 46 per cent on Vietnam, in Thai Nguyen province, Vietnam, April 9, 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

ระหว่างที่จีนกำลังยื่นมือเข้าช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันจีนก็ประกาศอย่างหนักแน่นว่า "จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อฝ่ายใดก็ตามที่บรรลุข้อตกลงโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของจีน หากสิ่งนี้เกิดขึ้น จีนจะไม่ยอมรับเด็ดขาดและจะใช้มาตรการตอบโต้อย่างเด็ดขาด"

ทรัมป์กล่าวว่า มีประเทศมากกว่า 70 ประเทศที่ติดต่อเข้าเจรจาตั้งแต่มีการประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากร

ดังนั้น จึงเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คาร์ล เธเยอร์ จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์กล่าวกับบีบีซี แผนกภาษาเวียดนามว่า "เวียดนามไม่สามารถป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ของทรัมป์ บ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศ การค้าเสรี ความร่วมมือแบบพหุภาคี และโลกาภิวัตน์ได้ และเวียดนามก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของตนเองได้เช่นกัน"

ขณะที่ศาสตราจารย์เธเยอร์กล่าวกับบีบีซีว่า เวียดนามควรแสวงหาตลาดใหม่ในตะวันออกกลางและภูมิภาค MERCOSUR หรือกลุ่มเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอเมริกาใต้

ขณะเดียวกัน มาเลเซียได้กลายมาเป็น "ผู้ชนะ" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสงครามภาษีศุลกากรด้วยอัตราภาษีที่ต่ำกว่าชาติอื่น จากการถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษี 24% ทำให้มาเลเซียดึงดูดธุรกิจที่ย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงกว่า

โซเชียลมีเดียของจีนกำลังคึกคักด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับการย้ายโรงงานไปยังมาเลเซีย ซึ่งมีประชากรเชื้อสายจีนจำนวนมาก จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น

การรักษาสมดุล

Vietnam stocks drop amid fears over US tariffs, Hanoi - 08 Apr 2025

ที่มาของภาพ, EPA

เมื่อพูดถึงเวียดนาม เวียดนามจะปฏิบัติตามสิ่งที่เรียกว่า "การทูตไผ่ลู่ลม" (bamboo diplomacy) คำนี้คิดขึ้นโดยอดีตผู้นำ เหงียน ฟู้ จ่อง ในปี 2016 เพื่ออธิบายถึงแนวทางปฏิบัติของเวียดนามต่อการเมืองของประเทศมหาอำนาจ

เช่นเดียวกับไม้ไผ่ เวียดนามยังคงยึดมั่นในผลประโยชน์หลักของตน แต่ก็ยืดหยุ่นเมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งจีนและสหรัฐฯ

แนวทางนี้สะท้อนหลักการ "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" ของอาเซียน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทูตนับตั้งแต่สงครามเย็น

"เวียดนามประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างสมดุลในระดับที่ 'การทูตไผ่ลู่ลม' ของเวียดนามกลายมาเป็นตัวอย่างของ [กลยุทธ์] การบริหารความเสี่ยงในแบบเอเชีย" อเล็กซานเดอร์ แอล. วูวิง ศาสตราจารย์จากศูนย์การศึกษาด้านความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก แดเนียล เค. อิโนเย (Daniel K. Inouye Asia-Pacific Center for Security Studies) อธิบาย

"อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลเช่นนั้นก็เปรียบเสมือนการขึงเชือกที่บางเกินไปสำหรับการเดิน" เขาเปรียบเปรย

"เวียดนามตระหนักดีว่าอาจมีวันหนึ่งที่การไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เนื่องจากนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เวียดนามจะทำ พวกเขาจึงไม่ได้เตรียมตัวสำหรับสิ่งนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้ วันนั้นไดมาถึงแล้ว และพวกเขากำลังตั้งตัวไม่ทัน"

Workers pack shoes and bags at Patris' women's shoes and bag factory in Bogor, Indonesia, 14 April 2025. The Patris shoe factory manages around 10 Micro, Small, and Medium Enterprises (MSMEs) with around 300 MSME workers. It relies on the marketplace to sell its products to various countries, including the United States. Footwear is Indonesia's third largest export commodity to the United States.

ที่มาของภาพ, EPA

อินโดนีเซียก็เผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน โดยยังคงยืนหยัดด้วยการวางตัวเป็นกลางมาจนถึงทุกวันนี้ โดยประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต กล่าวว่า "แม้ว่าพวกเขาจะไม่เปิดตลาดให้เรา เราก็จะอยู่รอด จะแข็งแกร่งขึ้น และยืนหยัดด้วยตัวเอง เราจะไม่ยอมแพ้ เราจะไม่คุกเข่า เราจะไม่อ้อนวอน เราจะไม่ขอความสงสารจากผู้อื่น"

อย่างไรก็ตาม การที่อินโดนีเซียพึ่งพาจีนมากขึ้นในด้านเศรษฐกิจก็ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น

"ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ [ที่อินโดนีเซียจะวางตัวเป็นกลาง] ในปี 2024 การนำเข้าสินค้าจากจีนของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบปีที่แล้ว" ภิมา ยุธิสเถียร ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย (Center of Economic and Law Studies - CELIOS) กล่าว

"นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายหลัง อินโดนีเซียก็จะต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะเข้าใกล้กับกลุ่มบริกส์ ( BRICS)"

ก้าวข้ามกรอบการมองที่มีแต่สหรัฐฯ กับจีน

Malaysian Prime Minister Anwar Ibrahim attends the ASEAN Investement Conference in Kuala Lumpur, Malaysia April 8, 2025.

ที่มาของภาพ, Reuters

ศาสตราจารย์เธเยอร์สรุปว่า มีกลยุทธ์ทั่วไปสี่ประการในการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ การสร้างสมดุล การทำตามกระแส "การเดินบนเส้นด้าย" และความเป็นกลาง และประเทศต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์เหล่านี้เพื่อให้เหมาะกับผลประโยชน์ของตนได้

เขายกฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเรื่องการรักษาสมดุล โดยฟิลิปปินส์นั้นเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาในปี 2494 เพื่อปกป้องตนเองจากจีนคอมมิวนิสต์

การทำตามกระแสจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐที่อ่อนแอกว่าเลือกที่จะร่วมมือกับรัฐที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือเพื่อหวังที่จะได้รับการสนับสนุน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน เป็นตัวอย่างทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มาเลเซียและเวียดนามเป็นสองตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประสบความสำเร็จในการใช้การป้องกันความเสี่ยงตามที่ ศ.เธเยอร์ กล่าว ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ประเทศเล็ก ๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับหลายมหาอำนาจในเวลาเดียวกันเพื่อสร้างสมดุลให้กับอิทธิพลจากคู่แข่งที่ใหญ่กว่า

ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

อาเซียนมุ่งหวังที่จะนำเสนอแนวร่วมเดียวกันเพื่อต่อต้านภาษีของทรัมป์ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ กล่าวว่าประเทศของเขาจะ "เป็นผู้นำความพยายามในการนำเสนอแนวร่วมระดับภูมิภาคที่เป็นหนึ่งเดียว" และเพื่อให้แน่ใจว่า "เสียงของอาเซียนจะได้รับฟังอย่างชัดเจนและมั่นคงบนเวทีระหว่างประเทศ"

ดร.เผิง เนียน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการศึกษาด้านเอเชียในฮ่องกง มองเห็นกลยุทธ์ที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นที่กำลังเกิดขึ้น

"ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมองไปไกลกว่ากรอบแนวคิดแบบที่มีแต่เพียงสหรัฐฯ และจีนมากขึ้น พวกเขากำลังกระจายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปยังยุโรปและตลาดอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพามหาอำนาจทั้งสองนี้"