อิสราเอลเป็นเอกภาพได้อย่างไร ในยุคนายกฯ เนทันยาฮู

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล
    • Author, ไมเคิล ชูวาล
    • Role, บีบีซี ภาคอาหรับ

การเดินมานั่งคู่กันในห้องแถลงข่าวระหว่างนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และคู่ปรับทางการเมืองอย่าง เบนนี แกนซ์ เพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉุกเฉิน ในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาส ทำให้เกิดคำถามว่า เอกภาพในอิสราเอลกำลังเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ภาพดังกล่าวเกิดขึ้น 4 วัน หลังกองกำลังฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างคาดไม่ถึง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,400 ราย รวมถึงมีประชาชนชาวอิสราเอลและอีกหลายสัญชาติถูกลักพาตัวไปเป็นตัวประกันอย่างน้อย 239 คนในเขตฉนวนกาซา

อย่างไรก็ดี การจับมือของคู่ปรับทางการเมือง กลับมีขึ้นก่อนที่อิสราเอลจะเข้าใจถึงต้นตอความรุนแรงครั้งล่าสุดอย่างถ่องแท้

เพราะในความเป็นจริงนั้น ครม.ฉุกเฉินชุดนี้ ถือเป็นหนึ่งในเอกภาพที่ชาวอิสราเอลต้องการเห็น หลังเกิดการประท้วงลุกลามในหลายพื้นที่ของประเทศ ตลอดหลายเดือนที่ผ่าน สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางการเมืองมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อิสราเอล

Benjamin Netanyahu and his political foe Benny Gantz

ที่มาของภาพ, Israel GPO (Government Press Office)

คำบรรยายภาพ, นายเบนจามิน เนทันยาฮู และคู่ปรับทางการเมือง เบนนี แกนซ์หันกลับมานั่งเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อต่อสู่กับกลุ่มฮามาส

รัฐบาลชุดใหม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการสร้างเอกภาพในชาติและต่อสู้กับปรปักษ์ของประเทศ ทว่ากลับไม่ได้รวมบุคคลสำคัญจากฝ่ายค้านทั้งหมดมาอยู่ด้วย เช่น นายยาอีร์ ลาพิด (Yair Lapid) ผู้นำจากพรรคฝ่ายค้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ปฏิเสธคำเชิญของนายเนทันยาฮูที่เรียกร้องเขาให้แยกตัวจากแนวร่วมอีกสองพรรคที่มีแนวความคิดแบบขวาจัด

บีบีซีสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อตรวจสอบว่า อิสราเอลภายใต้การนำของ เบนจามิน เนทันยาฮู กลางขัดแย้งครั้งใหม่กับกลุ่มฮามาส จะนำไปสู่ความเป็นเอกภาพของชาติได้จริงหรือไม่

ผนึกกำลังสู้

พันโทรอน ชาร์ฟ อธิบายเหตุผลว่า เพราะเหตุใดเขาจึงกลับมาร่วมต่อสู้กับกองกำลังป้องกันอิสราเอล ในฐานะกองกำลังสำรอง แม้ว่าที่ผ่านมาเขาเคยออกมาประท้วงแผนการปฏิรูประบบยุติธรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลนายเนทันยาฮูก็ตาม

เขาย้อนเล่าให้ฟังว่า การเปิดฉากโจมตีของกลุ่มฮามาสในนิคมการเกษตรและตัวเมืองในอิสราเอลเกิดขึ้นขณะที่เขากับภรรยาและลูกอีกสามคนกำลังรอเปลี่ยนเครื่องบินที่นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ทำให้วันสุดท้ายของวันหยุดพักผ่อนของครอบครัวต้องสิ้นสุดลง

"เวลาราว 6.30 น. เริ่มทยอยมีข้อความเข้ามาในแอปพลิเคชัน วอทส์แอปป์" เขาเล่า

พันโทชาร์ฟนั้น ได้ปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารของหน่วยคอมมานโดในกองทัพอิสราเอลไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบราเธอร์ส อิน อาร์มส (Brothers in Arms) ที่เป็นการรวมตัวของกองกำลังสำรองเพื่อประท้วงต่อต้านแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของรัฐบาลด้วย

Lt Col Ron Sharf (centre) on a protest march in Israel against the government's controversial reforms

ที่มาของภาพ, Ben Cohen

คำบรรยายภาพ, พันโทรอน ชาร์ฟ (กลาง) ร่วมเดินประท้วงต่อต้านแผนการปฏิรูประบบยุติธรรมของรัฐบาลนายเนทันยาฮู

"ต่อมาเวลา 8.00 น. หลังจากการประชุมผ่านซูมกับผู้นำคนอื่น ๆ Brothers in Arms จึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกคนมารายงานตัว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ทันทีโดยปราศจากความลังเลใด ๆ" เขากล่าว

การเข้ารับราชการทหารเป็นหน้าที่ที่ต้องทำของคนส่วนใหญ่ในอิสราเอลเมื่ออายุถึง 18 ปี ผู้ชายจะต้องเข้าประจำการเป็นเวลา 32 เดือน ส่วนผู้หญิงเข้าประจำการ 24 เดือน

หลังปลดประจำการแล้ว กองทัพสามารถเรียกพวกเขากลับมาประจำการในหน่วยกองกำลังสำรองได้ทุกเมื่อ จนกว่าจะมีอายุครบ 40 ปี หรือมากกว่านั้น ในกรณีฉุกเฉินระดับชาติ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังรัฐสภามีมติผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปศาล ซึ่งมีเป้าประสงค์ให้ศาลสูงสุดของอิสราเอลไม่สามารถค้านหรือยกเลิกการตัดสินใจของรัฐบาลที่ศาลตัดสินว่า “ไม่สมเหตุผล” ได้ทำให้ชาวอิสราเอลหลายแสนคนออกมาประท้วงบนท้องถนน เนื่องจากหวั่นว่าแผนปฏิรูปดังกล่าวจะยิ่งทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง

Ron Sharf at a protest

ที่มาของภาพ, Ben Cohen

คำบรรยายภาพ, พันโทชาร์ฟเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบราเธอร์ส อิน อาร์มส ที่เป็นการรวมตัวของกองกำลังสำรองเพื่อประท้วงต่อต้านแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของรัฐบาล

"สมาชิกจำนวนมากของกลุ่มบราเธอร์ส อิน อาร์มส ที่มีสาขาในกองทัพได้ร่วมกันชะลอการเข้าประจำการในกองกำลังสำรองเพื่อประท้วงกฏหมายดังกล่าวของรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า สัญญาระหว่างรัฐและกองทัพถูกละเมิดแล้ว" เขาอธิบายในฐานะที่เป็นผู้นำการประท้วง

แต่ในตอนนี้ พันโทชาร์ฟบอกว่า สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว

"เมื่อเห็นวิดีโอที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายขับรถกระบะตะเวนตามตะเข็บชายแดนในเมืองสเดร็อต (Sderot) ก็เข้าใจว่า ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว กองกำลังสำรองของเราต้องกลับเข้าประจำกองที่สังกัด ส่วนคนที่ไม่ถูกเรียกประจำการก็เข้ามาช่วยงานในศูนย์บัญชาการภาคพลเรือน ที่ถูกตั้งขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงในกรุงเทลอาวีฟ" เขาเล่า

ในตอนนี้กลุ่มบราเธอร์ส อิน อาร์มส ที่เคยต่อต้านรัฐบาลได้เปลี่ยนมารับบทนำเป็นกองกำลังช่วยเหลือรัฐบาลในสงครามแทน

"เราเข้าช่วยค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ลำเลียงทหารและอุปกรณ์ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งจัดส่งอาหารอุ่นเสร็จไปยังกองกำลังหน่วยต่าง ๆ " เขาอธิบาย

Aid centre run by Brothers In Arms

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, ศูนย์ช่วยเหลือที่ดำเนินการโดยกลุ่มบราเธอร์ส อิน อาร์มส

"เราสร้างหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือบรรดาครอบครัวที่ต้องสูญเสียและต้องหนีภัยสงครามจากถิ่นฐาน โดยการหาบ้านพักให้พวกเขาอยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้พวกเขาค้นหาเบาะแสของบุคคลอันเป็นที่รักที่ยังสูญหายอีกด้วย ขณะที่พวกเขาเป็นกังวลจนไม่เป็นอันทำอะไร"

ชาร์ฟเข้าใจดีว่า ชาวอิสราเอลจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามต่อความเป็นผู้นำของนายเนทันยาฮู แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถกกันในเรื่องนี้

"พวกเขา (รัฐบาล) ย่อมรู้สึกโกรธเกรี้ยวหลังจากระบบป้องกันการโจมตีล้มเหลว และกระหายที่จะใช้อำนาจในมือในการช่วยประเทศในทุกทางที่เป็นไปได้" เขาอธิบาย

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะมีความอดทนน้อยกว่าต่อความล้มเหลวของรัฐบาล

"พวกเราจะไม่ลืมว่าอะไรเกิดขึ้นแล้ว ทั้งการเรียกร้องคำตอบและความรับผิดชอบจะต้องถูกที่ถูกเวลา แต่ในตอนนี้ ประเทศชาติต้องการความเป็นเอกภาพและการฟื้นฟู ขณะที่กองทหารยังอยู่ท่ามกลางสงคราม" ชาร์ฟ เล่า

"เนทันยาฮู ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำ"

ชาวอิสราเอลจำนวนมากต่างออกมาเรียกร้องคำตอบจากรัฐบาลให้มาชี้แจงโดยเร็วต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมกับตั้งคำถามต่อความสามารถของนายเนทันยาฮูว่า จะนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาอันท้าทายนี้อย่างไร

ความขัดแย้งในกาซา ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ผ่านมาแล้วถึงสามสัปดาห์ แต่เมื่อย้อนไปดูข้อความที่นายเนทันยาฮูโพสต์บนบัญชีเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์ในอดีต) กลับไม่ได้มีคำเตือนใด ๆ เกี่ยวกับเจตนาก่อสงครามจากฝ่ายฮามาสเลย

ในทางตรงข้าม เขาเขียนว่า "เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงทุกหน่วย รวมทั้งห้วหน้าหน่วยข่าวกรองของกองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ ไอดีเอฟ และหัวหน้าหน่วยความมั่นคงของอิสราเอลได้ประเมินแล้วว่า กลุ่มฮามาสถูกป้องปรามได้แล้ว และมีเจตจำนงจะบรรลุข้อตกลงด้วย"

นั่นจึงเป็นกระแสตีกลับทางการเมืองอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อนายเนทันยาฮู ในฐานะผู้นำและดูแลฝ่ายความมั่นคงระหว่างสงคราม

หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเขาก็ได้ลบโพสต์ข้อความดังกล่าวออกไปพร้อมทั้งขออภัย ทว่า ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ชาวอิสราเอลจำนวนมากมองว่า เขาพยายามปัดความรับผิดชอบและหลบเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

เอเยล วอล์ดแมน นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีชาวอิสราเอล บอกว่า เขารู้สึกสะอิดสะเอียดต่อข้อความที่นายเนทันยาฮูได้โพสต์และคิดว่าเขาควรลาออกจากตำแหน่งทันที

"เขา (นายเนทันยาฮู) โทษทุกคน ยกเว้นตัวเอง" วอล์ดแมน กล่าว และว่า นายเนทันยาฮูยังถูกวิจารณ์จากนักการเมืองในพรรคเดียวกันด้วยจากการโพสต์ข้อความดังกล่าว

นักธุรกิจรายนี้ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยี เมลลานอกซ์ (Mellanox) ซึ่งถือเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของอิสราเอล และจ้างชาวปาเลสไตน์ทำงานในศูนย์พัฒนาในฉนวนกาซา ก่อนที่เขาจะขายกิจการบริษัทนี้ออกไป

เขาคือหนึ่งในผู้สูญเสียจากเหตุการณ์โจมตีจากกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เขาใช้เวลาพักผ่อนในช่วงวันหยุดในประเทศแห่งหนึ่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขาได้ทราบข่าวว่า แดเนียล ลูกสาววัย 24 ปี และแฟนหนุ่มของเธอ โนม ไช อยู่ในงานเทศกาลดนตรีซูเปอร์โนวา ตอนที่กลุ่มฮามาสเข้าโจมตี

ในระหว่าง 48 ชั่วโมงที่มีการสู้รบกันในหลายชุมชนของอิสราเอล วอล์ดแมน ตัดสินใจกลับมาอิสราเอล และรุดเข้าพื้นที่จัดเทศกาลดนตรี พร้อมอาวุธเพื่อเผชิญหน้ากับทุกอย่าง เพื่อค้นหาลูกสาวของเขา

"ฮามาสควบคุมพื้นที่ชุมชนของเราไปแล้วกว่า 20 แห่ง กองกำลังทหารของเราดูล้นหลาม แต่ผมไม่สามารถพึ่งพาใคร ไม่ได้เลยสักคน ผมเพียงต้องการช่วยเหลือลูกสาวเท่านั้น" เขาอธิบาย

"เราตามไปดูรถยนต์ของเพื่อนพวกเขา แต่พบว่าสภาพเต็มไปด้วยลูกกระสุนปืน แต่ผมยังมีความหวังว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่และหลบซ่อนที่ไหนสักแห่ง ใจหนึ่งก็พอจะยอมรับได้นะหากว่าเธอจะถูกลักพาตัวไปและถูกควบคุมตัวไว้ในเขตกาซา"

สองวันต่อมา มีคนมาเคาะประตูบ้านและบอกเขาว่า ลูกสาวของเขาเสียชีวิตแล้ว

"พวกมันฆ่า ทรมานและทำร้ายร่างกายประชาชน พวกมันปล้นสะดมและลักพาตัวคนไป เราต้องทำลายกลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกญิฮาดให้สิ้นซาก พวกเราจะไม่หยุดจนกว่าพวกมันจะสิ้นซาก เช่นเดียวกันกับแบบที่ตะวันตกจัดการกลุ่มไอเอส"

Danielle Waldman and her partner Noam Shai

ที่มาของภาพ, Family handout

คำบรรยายภาพ, แดเนียล วอล์ดแมน และโนม ไซ แฟนหนุ่ม ถูกสังหารในงานเทศกาลดนตรีซุเปอร์โนวา

ร่างของแดเนียลและโนมถูกฝังเคียงคู่กัน ขณะที่ในงานดนตรีครั้งสุดท้ายในชีวิตของพวกเขา ก็มีผู้เสียชีวิตในคราวเดียวมากกว่า 270 ราย

"ที่ผ่านมา ผมจ้างงานชาวปาเลสไตน์ในเขตกาซา, เฮบรอน และ ราวาบิ บริจาคเงินให้โรงพยาบาลสนามในกาซา เป็นผู้นำในโครงการริเริ่มสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ และทำหลายอย่าง เพื่อพยายามเชื่อมช่องว่างระหว่างสองชนชาติ" เขาระบายความรู้สึกทีอัดอั้นอยู่ภายในใจ

"ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะสังหารกันเอง ชาวปาเลสไตน์จำเป็นต้องเข้าใจจุดนี้เหมือนกัน พวกเราต้องสร้างสันติภาพ แต่ว่าสิ่งแรกคือ พวกเราต้องทำลายกลุ่มฮามาสเพื่อเอาชนะสงคราม"

อย่างไรก็ตาม วอล์ดแมน มองว่า เนทันยาฮู ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

"ชาวอิสราเอลจะเป็นเอกภาพได้ด้วยการนำของกองทัพ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี เนทันยาฮูไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้" เขากล่าว

"เอกภาพขึ้นอยู่กับเนทันยาฮู"

นายเนทันยาฮู เป็นรู้จักของบรรดาผู้สนันสนุนในนาม "ราชา บีบี" เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานมากที่สุดของอิสราเอล ด้วยวาระการดำรงตำแหน่งถึง 6 ครั้ง

เขาได้รับการเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้นำประเทศในเดือน พ.ย. 2022 โดยพรรคลิคุดของเขาจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคพันธมิตรฝ่ายขวาจัด จึงทำให้รัฐบาลปัจจุบันมีแนวความคิดทางการเมืองค่อนไปทางฝ่ายขวามากที่สุดในประวัติศาสตร์

อานเชล เพฟเฟอร์ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ฮาเรตซ์ บอกว่า ผลการเลือกตั้งเผยให้เห็นแนวโน้มทางการเมืองอย่างชัดเจน

"เริ่มมีสงครามความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์ภายในอิสราเอล สะท้อนให้เห็นผ่านกลุ่มที่มีแนวความคิดด้านเสรีนิยมและเปิดกว้าง กับกลุ่มที่มีแนวความคิดสุดโต่งและอิงศาสนา รวมทั้งกลุ่มชาวยิว" เขาตั้งข้อสังเกต

"นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ (เนทันยาฮู) ต้องการทำให้มันชัดเจนขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของเขาเอง" ซารา เฮตซ์นี-โคเฮน ผู้นำองค์กรไม่แสวงหากำไร มาย อิสราเอล (My Israel) ที่สนับสนุนขบวนการไซออนนิสต์ กล่าว และเธอเชื่อว่า ชาวอิสราเอลก็ไม่ควรให้ความสนใจต่อนายเนทันยาฮูในขณะนี้

"ทุกคนจะต้องมีราคาที่ต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางการเมือง หรือ ผู้นำที่มีตำแหน่งในหน่วยงานด้านความมั่นคง แต่ในตอนนี้ พวกเราจะต้องให้ความสำคัญกับชัยชนะ" เธอกล่าวและแสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพ

"ฉันหวังว่า จะมีหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลเอกภาพ เพราะรัฐบาลเพียงลำพังจะไม่ได้รับความชอบธรรมจากสาธารณะ เช่นเดียวกันกับรัฐบาลที่แล้วของนายเนทันยาฮู ที่ไม่สามารถรับบทนำในสงครามครั้งนี้" เธออธิบาย แต่เธอก็ไม่ได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

เธอกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แม้นักการเมืองอาวุโสจากฝ่ายค้าน อย่าง เบนนี แกนซ์ และกาดิ ไอเซนคอตต์ จะเพิ่งเข้าร่วม ครม. ฉุกเฉินเพื่อรับมือสถานการณ์สงครามหลังกลุ่มฮามาสโจมตี แต่ก่อนหน้านี้ ทั้งสองเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองกำลังไอดีเอฟในรัฐบาลก่อน ดังนั้น ทั้งหมดต้องร่วมกับรับผิดชอบต่อความผิดพลาดใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากนโยบายต่าง ๆ

"ในอดีต พวกเขาได้นำแนวความคิดเดียวกันนี้ไปดำเนินการต่อกาซา เช่น ในครั้งที่นายแกนซ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของ นาฟตาลี เบนเนตต์ เขาได้อนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์จากกาซาเข้ามาทำงานในฟาร์มการเกษตรของอิสราเอล ในจำนวนนั้นบางคน เป็นที่รู้กันว่าได้รับจ้างเตรียมข้อมูลข่าวกรองให้กับกลุ่มฮามาสด้วย" ข้อมูลนี้ บีบีซีได้รับการยืนยันมาแล้วโดย ซิน แบต ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล

เฮตซ์นี-โคเฮน ยอมรับว่า เนทันยาฮู มีส่วนรับผิดชอบ หากเขาล้มเหลว เขาก็ต้องจบชีวิตทางการเมืองลง แต่ว่า เขายังคงมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลเอกภาพอยู่ การไม่มีเขาอยู่จะหมายความถึงการสูญเสียแรงสนับสนุนจากชาวอิสราเอลบางส่วน ดังนั้น รัฐบาลเอกภาพในตอนนี้จึงสำคัญมาก และความมีเอกภาพนั้นจะต้องมีเนทันยาฮูอยู่ด้วย

Israeli soldiers at Gaza border
คำบรรยายภาพ, ทหารอิสราเอลในชายแดนเขตกาซา

หนังสือพิมพ์มาริฟ (Maariv) ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐบาลอิสราเอลและพบว่า 80% ของผู้สำรวจ เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูจะต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในงานด้านความมั่นคงที่ปล่อยให้กลุ่มฮามาสโจมตีได้

นอกจากนี้ ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่า หากวันพรุ่งนี้จัดการเลือกตั้ง ก็คาดว่ากลุ่มพันธมิตรสายกลางของนายแกนซ์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน จะสามารถเอาชนะได้ด้วยเสียงส่วนใหญ่

ผลการสำรวจนี้ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ที่ความนิยมของผู้นำสหรัฐฯ มักจะเพิ่มสูงขึ้นในระหว่างการทำสงคราม อย่างเช่น กรณีของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่มีคะแนนนิยมพุ่งขึ้นในหลายสัปดาห์หลังจากเหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. ปี 2001

ในการสำรวจความคิดเห็นของหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้สอบถามว่า "คุณคิดเห็นอย่างไร skdกองทัพจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารขึ้นสู่การบุกภาคพื้นดินอย่างเต็มรูปแบบทันที" ผลปรากฏว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมการสำรวจตอบว่า ควรรอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า

เช่นเดียวกันกับประเด็นที่สังคมชาวอิสราเอลกำลังถกเถียงกันในขณะนี้ว่า ปฏิบัติการบุกภาคพื้นดินเป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกต้องหรือไม่

ในจำนวนผู้ที่ร่วมถกเถียงก็คือ ครอบครัวของผู้ที่ถูกลักพาตัวไปเป็นตัวประกันโดยกลุ่มฮามาส อย่างฮาดาส คาลเดอรอน ที่รอดชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสในวันที่ 7 ต.ค. ด้วยการซ่อนตัวภายในห้องพักจากนิคมการเกษตรในเมืองนีร์ ออซ แต่ไม่ใช่สำหรับลูกชายวัย 12 ปี, ลูกสาววัย 16 ปี และสามีของเธอที่พักอยู่ในบ้านอีกหลังในซอยเดียวกัน ที่ถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไป

ในระหว่างการประชุมกับผู้นำชาติยุโรปและการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในอิสราเอลและต่างชาติ เธอเรียกร้องให้รัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันเป็นอันแรก

"ยุติปฏิบัติการทางทหารทุกอย่าง เป็นสิ่งเดียวที่พวกเราต้องทำในวันนี้ แล้วนำตัวเด็กและผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันออกมาอย่างปลอดภัย เจรจาต่อรอใครก็ตามที่อยู่อีกฝ่ายให้ปล่อยตัวประกัน นี่แหละคือสิ่งที่ถือว่าเป็นศัตรูของพวกเรา" เธอเรียกร้องต่อรัฐบาลอิสราเอล

จนถึงวันนี้ กลุ่มฮามาสได้จับกุมตัวประกันทั้งหมดราว 240 คน เป็นทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ

นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูประกาศว่า ปฏิบัติการบุกภาคพื้นที่จะช่วยให้โอกาสในการปล่อยตัวประกันเป็นไปได้

แต่ชาวอิสราเอลหลายส่วนยังมีความเห็นแตกต่างกัน