เลือกนายกฯ: สำรวจเงื่อนไขบวก-ปัจจัยลบของ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย หากต้องรับไม้ต่อจากพิธา

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

แม้ออกตัวว่าพร้อมสนับสนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในการโหวตเลือกนายกฯ ยกต่อไปในวันพุธนี้ แต่พรรคเพื่อไทย (พท.) กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อหาคำตอบจากพรรค ก.ก. ว่าจะยอมปล่อยมือจากการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อใด

“หากพรรคก้าวไกลยืนยันเสนอชื่อคุณพิธาอีก พรรคเพื่อไทยก็ต้องลงมติสนับสนุน” นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พท. กล่าว

นี่เป็นอีกครั้งที่พรรคอันดับ 2 ย้ำว่า “จะผลักดันพิธาเป็นนายกฯ อย่างสุดความสามารถ”

ทว่าแกนนำพรรค พท. ขอคำตอบจากก้าวไกลว่า การต่อสู้ในสมรภูมินี้จะถึงที่สุดเมื่อใด

หากพรรค ก.ก. แพ้โหวตกลางรัฐสภา จากการ “ทดลอง” เสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ รอบ 2 ในวันที่ 19 ก.ค. นี้ ไม่ว่าถูกตีตกไปเพราะที่ประชุมรัฐสภาตีความว่าการเสนอชื่อนายกฯ เป็นญัตติ ทำให้เสนอชื่อซ้ำไม่ได้ หรือถูกตีตกไปแบบได้โหวต แต่ได้เสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสองสภา ก็หาใช่ว่าอำนาจจัดตั้งรัฐบาลจะตกเป็นของพรรค พท. เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทันที

ประโยคสำคัญที่ดังขึ้นจากแกนนำ พท. หลายคนที่บีบีซีไทยมีโอกาสพูดคุยด้วยคือ “หากก้าวไกลไปไม่ได้จริง ๆ แล้วเพื่อไทยต้องพลิกเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะหาว่าเราปล้นอำนาจไม่ได้” และ “การเปลี่ยนพรรคแกนนำหรือเปลี่ยนสูตรจัดรัฐบาล เราต้องรอให้ก้าวไกลเป็นฝ่ายพูดก่อน”

ทว่าระดับนำของพรรค พท. ได้ประเมินสถานการณ์-เตรียมการไว้หลากหลาย แต่เลือก “ควบคุมสารที่จะสื่อต่อสาธารณะ” โดยกำหนดให้ “ตัวแสดงหลัก” เป็นคนให้ข้อมูล และชี้แจงเฉพาะสถานการณ์หน้างานที่เกิดขึ้นแบบวันต่อวันเท่านั้น หลีกเลี่ยงการพูดถึงอนาคตใน “เบื้องหน้า” และปฏิบัติการทางการเมือง “เบื้องหลัง”

ว่ากันว่า 2 ปฏิบัติการที่พรรคสีแดงดำเนินการควบคู่กันไปในช่วงที่พรรคสีส้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือ การรวบรวมเสียงจาก ส.ว. ให้สนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเป็นของพรรคใด กับการหยั่งเสียงพรรคการเมือง “ขั้วอำนาจเดิม” เพื่อตรวจสอบมิตรไมตรี ตั้งแต่ในคราวโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเรื่อยมาจนถึงโหวตเลือกนายกฯ ด้วยเพราะพรรค พท. ตระหนักดีว่า 312 เสียงของ 8 พรรคการเมืองไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

ดูเหมือนก้าวไกลจะล่วงรู้ความเคลื่อนไหวหลังฉากนี้ ทำให้หัวหน้าพรรค 14 ล้านเสียงชิงออกคลิปวิดีโอมัดเพื่อไทยไว้กับก้าวไกลอย่างแน่นหนา โดยอ้างถึงภารกิจของ 8 พรรคการเมืองที่มีคะแนนมหาชนรวมกันราว 27 ล้านเสียง ในการ “ตั้งรัฐบาลของประชาชนให้ได้”

หนึ่งวันหลังแกนนำ “พรรคพี่-พรรคน้อง” ปิดห้องคุยกันเมื่อ 14 ก.ค. นายพิธาเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 3.55 นาทีทางบัญชีเฟซบุ๊กของเขา ซึ่งมีผู้ติดตามราว 1.9 ล้านคน เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า “หากพวกเราทำเต็มที่ใน 2 สมรภูมินี้ แล้วเป็นที่ชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จริง ๆ ผมพร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทย โดยเปิดทางให้พรรคอันดับ 2 คือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรคภายใต้เอ็มโอยูที่ทำร่วมกันไว้ และผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลทุกคนพร้อมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย”

สำหรับ 2 สมรภูมิที่หัวหน้าพรรค ก.ก. พูดถึงคือ สมรภูมิโหวตนายกฯ 19 ก.ค. กับสมรภูมิ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ด้วยการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส. ซึ่งชาวก้าวไกลระบุว่าจะใช้เวลาอย่างเร็วที่สุด 3 สัปดาห์

หากฟังเผิน ๆ เหมือนพรรค ก.ก. เตรียมส่งไม้ต่อให้พรรค พท. จัดรัฐบาลแล้ว แต่ถ้านำคำพูดของนายพิธามาพิจารณาให้ถี่ถ้วน จะพบว่า พรรค ก.ก. ชิงออกแบบเงื่อนไขใหม่ ทำให้พรรค พท. ไม่มีอิสระอย่างแท้จริงในการเป็นแกนนำจัดรัฐบาลและเขย่าส่วนผสมใหม่

เกือบทันทีทันใด ทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ต่างประสานเสียงคัดค้านการออกมาเปิดเกมรบในสมรภูมิมาตรา 272 ของก้าวไกล เพราะการจะ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ได้ ต้องอาศัยเสียง ส.ว. ถึง 84 คนโหวตเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมากกว่าเสียงโหวตเห็นชอบนายกฯ ที่แคนดิเดตนายกฯ จากก้าวไกลต้องการ 64 เสียง แต่หา ส.ว. โหวตให้ได้เพียง 13 เสียงในการลงมติเลือกนายกฯ ยกแรก 13 ก.ค.

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พท. มองว่า การยื่นร่างแก้ไขมาตรา 272 ในช่วงนี้เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม และจะกลายเป็นเงื่อนไขให้การเลือกนายกฯ แปรปรวนไป

“การจะได้รับชัยชนะ ต้องได้เสียงจาก ส.ว. เป็นหลัก ในขณะที่เราต้องการคะแนน เรากลับไปดำเนินการในลักษณะย้อนแย้งกับเขา” หัวหน้าพรรคอันดับ 2 ของสภากล่าว

เช่นเดียวกับ ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท. ที่ระบุว่า การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ไม่ได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันทั้งหมดว่าจะเดินไปข้างหน้า หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ของพรรค ก.ก. เข้าสภา พรรค พท. จะงดออกเสียง เพราะอยากให้โฟกัสเรื่องจัดตั้งรัฐบาลเป็นสำคัญที่สุด

“การเปิดวาระใหม่ของพรรคก้าวไกลเป็นการเสนอนอกเหนือเอ็มโอยู... ที่คุณพิธาออกมาพูดเช่นนี้ เหมือนมัดมือชกเรา” ภูมิธรรมกล่าว

เขาชี้ว่า โจทย์เร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนอย่างอื่นคือ “จะหานายกฯ คนไหนไปเสนอเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากรัฐสภาทั้งสภา”

ในทัศนะของหัวหน้าและรองหัวหน้าพรรค พท. อีกปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาคือกระแสข่าวการเสนอรัฐบาลเสียงข้างน้อยแข่ง พร้อมโยนคำถามกลับไปยัง “พรรคน้อง” ว่า “เรามีหลักประกันอะไรที่เขาแข่งกับเรา แล้วเขาจะไม่ชนะ”

แล้วถ้าไม่เสนอชื่อพิธา 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะเสนอชื่อใคร?

“ขอสงวนสิทธิตอบคำถาม” ภูมิธรรมบอกผู้สื่อข่าว โดยขอรอให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าจะเสนอชื่อพิธาซ้ำได้หรือไม่ เพราะไม่ต้องการขยายประเด็นไปเรื่อย ๆ

บีบีซีไทยสนทนากับอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองสังกัดเพื่อไทย 3 คน ให้วิเคราะห์รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคทั้ง 3 คน ว่าแต่ละคนมีเงื่อนไข-ปัจจัยใดที่ทำให้พวกเขาขึ้นเป็นประมุขฝ่ายบริหารได้หรือไม่ได้ หากวันรับไม้ต่อจากพรรค ก.ก. มาถึง

แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย วัย 37 ปี

ปัจจัยบวก

  • ได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งแกนนำ และ ส.ส. ของพรรคแทบจะเป็นเอกฉันท์ในฐานะ “ผู้นำรุ่นใหม่ของเพื่อไทย” จนมีการพูดกันไว้ตั้งแต่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้งว่า “หากอุ๊งอิ๊งจะเป็น ต้องได้เป็น” แม้คนในพรรคทราบดีว่าการเลือกตั้งรอบนี้ อุ๊งอิ๊งไม่ประสงค์นั่งเก้าอี้นายกฯ ตั้งแต่ต้น แต่เข้ามาช่วยพรรคเพื่อเรียกคะแนนนิยมในหมู่ “คนรุ่นใหม่” และ “คนรักทักษิณ” ที่อาจปันใจไปให้พรรคอื่น นอกจากนี้ตัวเธอเองรวมถึงสมาชิกในครอบครัวชินวัตรก็พูดหลายครั้งว่า “อิ๊งรอได้”
  • ได้รับแรงสนับสนุนจากแฟนคลับเพื่อไทยและประชาชนบางส่วน สะท้อนผ่าน “นิด้าโพล” ที่เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเมื่อ 16 ก.ค. ว่าหากพิธาไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอจากรัฐสภา แพทองธารคือบุคคลที่ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกฯ คนต่อไปมากที่สุด ด้วยผลโพล 38.55%

ปัจจัยลบ

  • พรรค พท. แพ้การเลือกตั้งในรอบ 2 ทศวรรษ ทำให้เส้นทางขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ แตกต่างและไม่สง่างามอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
  • กระแสสูงของพิธาที่ปลุกอารมณ์ร่วมผู้สนับสนุนพรรค ก.ก. ทั้งในแง่ความหวังกับการเมืองใหม่ และความคับแค้นต่อบรรดา ส.ว. ที่ลงคะแนนสวนมติของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลเลือกตั้ง ได้กลายเป็น “เผือกร้อน” สำหรับผู้รับไม้ต่อ โดยเฉพาะแรงกดดันไม่ให้ 2 พรรคแยกจากกัน ทำให้การบริหารเสียงในสภาให้ตั้งรัฐบาลได้โดยที่คนนอกสภาพึงพอใจเป็นเรื่องยากยิ่ง “หากบริหารไม่ดี รถทัวร์อาจหันหัวกลับ”
  • ความไม่แน่นอนว่าหากเสนอชื่อแพทองธารให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯ แล้ว จะฝ่าด่าน ส.ว. ไปได้จริงหรือไม่ ทั้งจากคุณสมบัติ “ลูกทักษิณ” ที่ฝ่ายต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” บางส่วนนั่งอยู่ในวุฒิสภา และการมีพรรค ก.ก. เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยมี ส.ว. บางคนได้ยกเพดานและประกาศล่วงหน้าว่าจะไม่โหวตให้ตราบที่ยังมีก้าวไกลร่วมด้วย
  • แผน “กลับบ้านมาเลี้ยงหลาน” ของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ยืนยันว่าไม่เปลี่ยนใจ และอาจเปลี่ยนกำหนดกลับถึงไทยช้าลง หากวันที่อดีตนายกฯ “ชินวัตรผู้พ่อ” กลับมารับโทษคดีอาญา มีนายกฯ “ชินวัตรผู้ลูก” นั่งบริหารประเทศอยู่ น่าจะทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินด้วย แม้อุ๊งอิ๊งออกมาพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า “การเดินทางกลับไทยของคุณพ่อ ไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย”

“ถ้าลองนึกถึงหัวอกคนเป็นพ่อ ท่านทักษิณย่อมรักลูก ไม่มีใครอยากให้ลูกขึ้นมาเสี่ยงภัยทางการเมืองในสถานการณ์อย่างนี้หรอก คุณอุ๊งอิ๊งอายุเพิ่ง 30 กว่า ยังรอได้” แหล่งข่าวจากพรรค พท. กล่าวกับบีบีซีไทย

เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย วัย 60 ปี

ปัจจัยบวก

  • ได้รับแรงสนับสนุนจากสาย “ชินวัตรผู้น้อง” ให้เข้ามาทำงานทางการเมือง และเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค
  • ได้รับแรงสนับสนุนจากคนนอกสภาบางส่วน สะท้อนผ่าน “นิด้าโพล” ที่เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเมื่อ 16 ก.ค. ว่าหากพิธาไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอจากรัฐสภา เศรษฐาคือบุคคลที่ประชาชน 35.04% สนับสนุนให้เป็นนายกฯ คนต่อไป เป็นอันดับที่ 2 รองจากแพทองธาร

ปัจจัยลบ

  • หากจะเป็นนายกฯ เศรษฐายื่นเงื่อนไขว่า “ต้องไม่ทิ้งก้าวไกล” ซึ่งผลอีกด้านคือทำให้พรรค พท. หาเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ได้ยาก และเกิดความไม่แน่นอนว่าหากเสนอชื่อเศรษฐาให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯ ภายใต้สูตรรัฐบาล 8 พรรคดังเดิม แล้วจะฝ่าด่าน ส.ว. ไปได้จริงหรือไม่
  • เป็นคนแรกของพรรค พท. ที่ประกาศเงื่อนไข “ไม่เอา 2 ลุง” ไม่ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเมื่อ 21 เม.ย. ก่อนที่แกนนำพรรค พท. คนอื่น ๆ จำต้องพูดประโยคเดียวกันในเวลาต่อมา เนื่องจากกระแส “มีลุง ไม่มีเรา” ของพรรค ก.ก. พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง และยังปราศรัยพาดพิงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อ พ.ค. ว่า “เลือกภูมิใจไทยได้ลุงตู่” และ “พรรคที่เสนอกัญชาเสรี” จนมีคดีความฟ้องร้องกันฐานปราศรัยใส่ร้าย คำพูดในอดีตของแคนดิเดตนายกฯ รายนี้ จึงสร้างเงื่อนไขในปัจจุบัน ทำให้การเจรจาขอเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจาก ส.ส. ต่างขั้ว-ต่างค่ายไม่ใช่เรื่องง่าย
  • ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง โดยเขาเพิ่งชิมลางการเมืองเพียง 4 เดือนครึ่ง นับจากเปิดตัวเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯ ท่ามกลางการตั้งคำถามจากทั้งคนในพรรค พท. และคนนอกพรรค อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และแคนดิเตดนายกฯ พรรค รทสช. เคยตั้งคำถามว่า “เขาเก่งตรงไหน เขาทำอะไรมา เขาทำธุรกิจ และประเทศชาติไม่ใช่ธุรกิจ” เช่นเดียวกับ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. ที่โพสต์ถึงเศรษฐาเอาไว้ว่า “เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่กี่วัน ทำให้พรรคเพื่อไทยมีทางเดินแคบลงทุกวัน”

ท่าทีของเศรษฐาหลังมีกระแสข่าวพรรค พท. เตรียมเสนอชื่อเขาชิงตำแหน่งนายกฯ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาทวีตข้อความว่า “ไม่ทราบเรื่องครับ ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ยังไม่มีข้อสรุป” และยังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมถึงกระแสข่าวได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ว่า “ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่หงุดหงิด ไม่เคยพูด ไม่เคยกล่าวอะไรเลย”

ทว่าเช้าวันนี้ (17 ก.ค.) เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพร้อมหรือไม่ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ หากพิธาไม่ผ่านการโหวตรอบ 2 เศรษฐากล่าวว่า “ถ้าไม่พร้อมก็คงไม่มีรายชื่อผมเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย”

อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ให้คำตอบชัดเจนนักในหลายคำถาม อาทิ หากสูตรจัดตั้งรัฐบาลไม่มีพรรค ก.ก., หากดึงพรรค พปชร. มาร่วม, หากต้องตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว พร้อมเป็นนายกฯ หรือไม่ โดยเศรษฐาบอกเพียงว่า “เร็วเกินไปที่จะพูด” และต้องให้เกียรติกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในการดำเนินการ

ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 และประธานยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย วัย 74 ปี

ปัจจัยบวก

  • ได้รับความไว้วางใจจากผู้มีอำนาจในพรรค พท. ทั้งในแง่ผลงานในอดีตที่ “ไม่มีจุดให้ตำหนิติเตียนได้” และเป็นคนไม่มีเงื่อนไข-ไม่ต่อรอง เน้นทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
  • มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยอยู่ในวงบริหารสถานการณ์ในช่วงก่อนรัฐประหาร 2557 มาแล้ว และมีความรู้ความสามารถทางกฎหมาย
  • มีความสัมพันธ์อันดีและมีเพื่อนฝูงอยู่ในวุฒิสภาหลายคน เพราะเคยทำงานร่วมกันในสมัยรับราชการอัยการ ทำให้มีโอกาสได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. มากขึ้น นอกเหนือจากที่แกนนำพรรคเดินสายขอเสียงจาก ส.ว. อื่น ๆ ในช่วงก่อนหน้านี้

ปัจจัยลบ

  • ปัญหาสุขภาพจากอาการป่วยตั้งแต่ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามเจ้าตัวยืนยันกับบีบีซีไทยว่า “หายป่วยแล้ว 100% แต่คนไม่รู้ข่าว”

ชัยเกษมถูกนำตัวส่ง รพ.น่าน ในระหว่างลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.น่าน เมื่อ 8-9 เม.ย. หลังจากนั้นก็ไม่มีกำหนดการลงพื้นที่หาเสียงของแคนดิเดตนายกฯ รายนี้อีกเลย

เขากล่าวกับบีบีซีไทยว่า เมื่อ 3 เดือนก่อน เกิดอาการเส้นเลือดฝอยในสมองแตก ทำให้มีภาวะเลือดซึมแล้วไปคั่งอยู่ในสมองบางส่วน โดยที่เขาไม่รู้ตัวและไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ เลย แต่ในระหว่างหาเสียงที่ จ.น่าน นพ.ชลน่านทักว่าเดินไม่ตรง จึงพาไปเอกซเรย์ที่ รพ.น่าน ก่อนส่งตัวกลับมารักษาต่อที่กรุงเทพฯ และรักษา 3 รพ.แล้ว ตั้งแต่ รพ.ศิริราช รพ.พระราม 9 และ รพ.พระมงกุฎเกล้า

“เวลาผ่านไปเดือนเศษ ๆ ลิ่มเลือดก็สลายไปเอง ผมไม่ได้เข้ารับการผ่าตัด ไม่ได้ดูดเลือดอะไรออกเลย และไม่เคยมีอาการสโตรกแบบที่คนเข้าใจว่าทำให้ผู้ป่วยปากเบี้ยว เป็นอัมพาต อะไรอย่างนั้น หมอเพียงแต่ให้ระวังเรื่องความร้อน เรื่องการออกกำลังกาย ครั้งสุดท้ายที่พบหมอเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมถามหมอว่าออกรอบตีกอล์ฟได้หรือยัง หมอบอกว่าตีได้แล้ว ก็แสดงว่าผมหายแล้ว 100%” ชัยเกษมกล่าว

อย่างไรก็ตาม ชัยเกษมไม่ขอพูดถึงโอกาสในการได้รับการเสนอชื่อกลางรัฐสภาให้เป็นนายกฯ หลังมี ส.ว. บางส่วนสนับสนุนและเอ่ยชื่อเขาออกมา โดยบอกเพียงว่า ไม่ทราบทิศทางของพรรค และในพรรค พท. มีแคนดิเดตนายกฯ หลายคน