โครงการสังเคราะห์ "จีโนมมนุษย์เทียม" เริ่มขึ้นแล้ว นี่จะนำไปสู่การสร้าง "มนุษย์เหนือมนุษย์" (superhuman) หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, พัลลภ โกศ
- Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนการวิจัยส่วนใหญ่จากกองทุนเวลล์คัมทรัสต์ (Wellcome Trust) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร ประกาศเริ่มเดินหน้าโครงการสังเคราะห์จีโนมมนุษย์ (Synthetic Human Genome Project) โดยจะสร้างสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของคนเราขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพื่อเป็นต้นแบบในการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยค้นหาวิธีชะลอวัยและรักษาโรคต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
โครงการดังกล่าวซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก เคยตกเป็นประเด็นที่สังคมโต้เถียงกันอย่างร้อนแรงมานานนับสิบปี เนื่องจากหลายคนหวั่นเกรงว่า เทคโนโลยีใหม่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่นการออกแบบทารกตามสั่ง (designer baby) ที่จะมีลักษณะต่าง ๆ ตามที่พ่อแม่ต้องการ รวมทั้งการสร้าง "มนุษย์เหนือมนุษย์" (superhuman) หรือแม้กระทั่งอาวุธชีวภาพที่ทำอันตรายร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติได้
กองทุนเวลล์คัมทรัสต์ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่งมอบเงินสนับสนุนเบื้องต้นแก่โครงการดังกล่าว 10 ล้านปอนด์ หรือราว 445 ล้านบาท โดยระบุว่าได้เล็งเห็นศักยภาพของโครงการศึกษาวิจัยนี้ ว่าจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อปวงชน ยิ่งกว่าจะทำอันตรายต่อมนุษย์
การสังเคราะห์จีโนม (genome) หรือข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของคนเราในห้องทดลอง โดยเลียนแบบโครงสร้างโมเลกุลของดีเอ็นเอในธรรมชาตินั้น จะช่วยเร่งให้กระบวนการวิจัยเพื่อค้นหายาตัวใหม่ ๆ หรือวิธีรักษาโรคที่หายยาก สามารถประสบความสำเร็จได้รวดเร็วขึ้น
ดร.จูเลียน เซล จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาโมเลกุล MRC แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการสังเคราะห์จีโนมมนุษย์ บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของวงการชีววิทยาเลยทีเดียว
"เราสามารถจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยมองหาวิธีการบำบัดรักษาแบบใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้คนเรามีสุขภาพแข็งแรงได้เสมอ แม้ในตอนที่เริ่มแก่ตัวลง ต่อไปคนเราจะสูงวัยแบบมีคุณภาพชีวิตที่ดีและแข็งแรง มีโรคภัยต่าง ๆ มาเบียดเบียนน้อยกว่าเดิมมาก" ดร.เซล กล่าวอธิบาย "เราจะใช้วิธีสังเคราะห์จีโนมมนุษย์เทียมขึ้นมา เพื่อสร้างเซลล์ที่มีภูมิต้านทานโรค ซึ่งสามารถจะใช้ไปฟื้นฟูอวัยวะที่เสียหายโดยเพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้นมาใหม่ ตัวอย่างเช่นใช้ในการฟื้นฟูตับ หัวใจ หรือแม้กระทั่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย"
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังคงมีความวิตกกังวลกันว่า นักวิจัยที่ไร้จริยธรรมอาจฉวยโอกาสใช้เทคโนโลยีนี้ สร้างมนุษย์ดัดแปลงพันธุกรรม หรือมนุษย์เหนือมนุษย์ที่มีลักษณะเด่นเหนือคนธรรมดา โดยดร.แพต โทมัส ผู้อำนวยการกลุ่มรณรงค์ Beyond GM บอกว่า "เรามักจะมองว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ล้วนมีเจตนาดี แต่วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยเหล่านี้ อาจถูกบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงกลางคันได้เสมอ โดยอาจกลายเป็นการมุ่งทำร้ายมนุษย์หรือการสร้างอาวุธสงคราม"
มีการแจ้งข่าวและรายละเอียดของโครงการสังเคราะห์จีโนมมนุษย์กับบีบีซี ในวันครบรอบ 25 ปี ที่โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (Human Genome Project) สำเร็จเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ จนได้แผนที่ของลำดับโมเลกุลต่าง ๆ ในสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของคนเรามาทั้งหมด ซึ่งเงินทุนวิจัยของโครงการนี้ส่วนใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเวลล์คัมทรัสต์เช่นกัน
ทุกเซลล์ในร่างกายของคนเรา มีโมเลกุลที่เรียกว่าดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งบรรจุข้อมูลพันธุกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์นั้นเอาไว้ องค์ประกอบย่อยของโครงสร้างดีเอ็นเอคือเบส 4 ชนิด ได้แก่ A, T, C, G เรียงตัวสลับกันไปมาในรูปแบบต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เกิดเป็นรหัสพันธุกรรมที่สามารถกำหนดควบคุมลักษณะทางกายภาพของคนเราได้
โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ที่เสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อ 25 ปีก่อน ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอ่านถอดรหัสของยีน (gene) หรือหน่วยพันธุกรรมแต่ละตัวได้ ไม่ต่างจากการใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ดอ่านรหัสสินค้า ส่วนโครงการใหม่ที่จะสังเคราะห์จีโนมเทียม (artificial genome) ซึ่งเป็นการลอกเลียนแบบข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของมนุษย์นั้น จะสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ซึ่งต่อยอดจากโครงการเดิม โดยไม่เพียงแต่ถอดรหัสพันธุกรรม หรืออ่านโครงสร้างระดับโมเลกุลของดีเอ็นเอได้เท่านั้น แต่ยังนำข้อมูลดังกล่าวมาสังเคราะห์ หรือสร้างสารพันธุกรรมขึ้นใหม่ในห้องปฏิบัติการได้ด้วย โดยในขั้นต้นจะเริ่มสังเคราะห์ดีเอ็นเอเทียมบางส่วนก่อน และจะขยายไปครอบคลุมจีโนมมนุษย์ทั้งหมดในภายหลัง

ที่มาของภาพ, BBC News
วัตถุประสงค์เบื้องต้นของทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการสังเคราะห์จีโนมมนุษย์ คือการพัฒนาเทคนิควิธีในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอเทียม โดยให้ประกอบสร้างขึ้นมาได้ครอบคลุมเป็นสายยาวมากขึ้น จนถึงขั้นที่สามารถสังเคราะห์โครโมโซมเทียม (artificial chromosome) ได้สำเร็จ เนื่องจากโครโมโซมของมนุษย์มียีนหรือหน่วยพันธุกรรมหลายตัว ที่ควบคุมการเจริญเติบโต, การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ, และการบำรุงรักษาอวัยวะต่าง ๆ
จีโนมเทียมที่สังเคราะห์ได้ สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อดูว่ายีนและดีเอ็นเอมีกลไกการทำงานเพื่อกำกับควบคุมร่างกายของมนุษย์อย่างไร ที่ผ่านมางานวิจัยจำนวนมากพบว่า การทำงานที่ผิดปกติของยีนทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้หลายชนิด
ศาสตราจารย์แมตธิว เฮิร์ลส์ ผู้อำนวยการสถาบันเวลล์คัมแซงเกอร์ (WSI) ซึ่งเคยรับหน้าที่ถอดรหัสพันธุกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์ บอกว่า "การสร้างดีเอ็นเอขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ช่วยให้เราทดสอบได้ว่ามันทำงานอย่างไร รวมทั้งสามารถพิสูจน์ความถูกต้องของแนวคิดทฤษฎีใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันเราจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต่อเมื่อลงมือดัดแปลงดีเอ็นเอของจริงที่มีอยู่แล้วในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น"

ที่มาของภาพ, BBC News
การพัฒนาเทคโนโลยีในโครงการนี้ จะถูกจำกัดให้เป็นแค่การทดสอบในหลอดหรือจานทดลองเท่านั้น โดยจะไม่พยายามสร้างหรือสังเคราะห์สิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยคาดว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาได้ จะช่วยให้เราสามารถควบคุมกลไกการทำงานของร่างกายได้ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ส่วนที่หลายคนหวั่นเกรงกันว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ไร้จริยธรรมจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด เช่นการสร้างอาวุธชีวภาพล้างโลก, เสริมสมรรถนะทางกายหรือทางปัญญาของคนธรรมดาให้เหนือมนุษย์, หรือสร้างสัตว์ประหลาดที่มีดีเอ็นเอของคนรวมอยู่ด้วยนั้น ศาสตราจารย์บิล เอิร์นชอว์ นักพันธุศาสตร์ผู้เป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูง จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระของสกอตแลนด์ ซึ่งเคยออกแบบวิธีสังเคราะห์โครโมโซมเทียมมาก่อน แสดงความเห็นว่า
"ปีศาจได้หลุดออกจากที่คุมขังแล้ว แม้ตอนนี้เราจะสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาจำกัดควบคุมมัน แต่ถ้ามีองค์กรไหนสักแห่งเกิดเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งยังตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มสังเคราะห์บางสิ่งขึ้นมา ผมว่าเราไม่อาจจะไปหยุดพวกเขาได้" ศ.เอิร์นชอว์กล่าว
ด้านดร.โทมัส ยังแสดงความกังวลด้วยว่า เทคโนโลยีที่จะคิดค้นขึ้นมาจากความสำเร็จของโครงการสังเคราะห์จีโนมมนุษย์ อาจกลายเป็นเครื่องมือทางการค้า และเครื่องมือแสวงหาผลกำไรของบริษัทยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ "หากเราสามารถสังเคราะห์อวัยวะเทียม หรือแม้แต่สร้างมนุษย์เทียมขึ้นมาได้ ใครจะเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ ? และใครจะเป็นผู้ครอบครองข้อมูลที่ได้จากการสร้างมันขึ้นมา ?"
ดร.ทอม คอลลินส์ จากกองทุนเวลล์คัมทรัสต์ ซึ่งเป็นผู้อนุมัติเงินทุนวิจัยให้แก่โครงการสังเคราะห์จีโนมมนุษย์ ชี้แจงถึงสาเหตุที่ตัดสินใจสนับสนุนโครงการที่อาจเป็นภัยต่อมวลมนุษย์ว่าดังนี้ "เราได้ถามตัวเองแล้วว่า จะต้องสูญเสียอะไรไปบ้างหากไม่ลงมือทำสิ่งนี้ อย่างไรเสียเทคโนโลยีขั้นสูงที่อาจเป็นอันตราย จะต้องถูกพัฒนาขึ้นแน่ ไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า ดังนั้นการที่เราลงมือทำเองตอนนี้ จะช่วยให้แน่ใจได้ว่า เราอยู่ในวิถีทางที่มีความรับผิดชอบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งสามารถเผชิญหน้ากับคำถามทางจริยธรรม ได้อย่างเปิดเผยและซื่อตรงมากที่สุด"
นอกจากนี้ โครงการสังเคราะห์จีโนมมนุษย์จะมีการทำวิจัยทางสังคมศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย โดยศาสตราจารย์จอย จาง นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคนต์ของสหราชอาณาจักร จะเป็นผู้นำทีมวิจัยทางสังคมศาสตร์ดังกล่าว
"เราต้องการจะรวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ, นักสังคมวิทยา, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะของประชาชนพลเมืองทั่วไป เพื่อดูว่าพวกเขาคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับเทคโนโลยีนี้อย่างไร พวกเขามองว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างไรบ้าง และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ พวกเขามีข้อสงสัยและความวิตกกังวลเกี่ยวกับมันหรือไม่" ศ.จางกล่าว











