เปิดแผนการตัดต่อพันธุกรรมชุบชีวิตช้างแมมมอธ หลังประสบความสำเร็จในการผลิตหนูขนปุยได้สำเร็จ

Three mice with 5cm long orange hair held in a black gloved hand

ที่มาของภาพ, Colossal Biosciences

คำบรรยายภาพ, หนูเหล่านี้ได้รับการดัดแปลงทางพันธุกรรมเพื่อให้มีขนดกยาวขึ้น
    • Author, พัลลภ โกช
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์

ความสำเร็จในด้านพันธุวิศวกรรมที่ทำให้เกิดหนูขนยาว อาจช่วยให้สักวันในอนาคตเราสามารถให้กำเนิดช้างที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมให้มีขนยาว และเพิ่มประชากรพวกมันในแถบอาร์ติกได้ นี่ยังสามารถมีส่วนช่วยในการยุติภาวะโลกร้อนได้ด้วย

คำกล่าวอ้างที่น่าตื่นเต้นของบริษัท คอลอสซอล ไบโอไซเอนส์ (Colossal Biosciences) ของสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ออกมาเมื่อวันอังคารที่แล้ว ระบุว่า บริษัทสามารถสร้างหนูขึ้นมาในลักษณะคล้ายคลึงกับช้างแมมมอธได้สำเร็จแล้ว และเป้าหมายสูงสุดของบริษัทแห่งนี้คือการใช้เทคนิคด้านพันธุวิศวกรรมในการสร้างสิ่งมีชีวิตคล้ายกับช้างแมมมอธขึ้น ซึ่งมันจะสามารถช่วยหยุดการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) ในแถบอาร์กติกได้

หลังจากการประกาศดังกล่าว บริษัทต้องรับคำวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่หวาดไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นคำวิจารณ์ว่าการสร้างสิ่งมีชีวิตคล้ายช้างแมมมอธด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรมเป็นเรื่องยากกว่าการสร้างหนูขนยาวมาก รวมถึงคำวิจารณ์ว่านี่อาจมีปัญหาด้านจริยธรรม ไปจนถึงคำกล่าวว่าโครงการทั้งหมดนี้เป็นการเรียกความสนใจจากสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม บริษัทรายนี้ระบุว่าพวกเขาถูกเข้าใจผิด และชี้ว่าหนูเหล่านี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูสิ่งที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติบนโลกใบนี้ไปแล้วได้

คอลอสซอล ไบโอไซเอนส์ กล่าวว่า การทดลองดังกล่าวกันหนูขนยาวถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะทำให้เกิดการดัดแปลงทางพันธุกรรมในช้างเพื่อให้พวกมันมีขนยาวและสามารถอาศัยอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้

นอกจากนี้บริษัทยังบอกอีกว่า เป้าหมายในโครงการนี้คือการสร้างฝูงสัตว์ที่เรียกว่า "สัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกับช้างแมมมอธที่สามารถอาศัยอยู่ในที่ราบทุนดราในแถบอาร์กติก และระบุด้วยว่าลักษณะนิสัยการแทะเล็มของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้หญ้าได้เจริญเติบโตและช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาจากการที่ชั้นดินเยือกแข็งคงตัวละลาย

ทั้งนี้ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกตัวหลักที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน

ด้านเหล่านักวิจารณ์กล่าวว่า ยังมีความท้าทายทางวิทยาศาสตร์ที่มีนัยสำคัญที่จะต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ในหนู จะสามารถนำไปทดลองกับช้างได้

เบน แลม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คอลอสซอล ไบโอไซเอนซ์ บอกกับบีบีซีนิวส์ว่า หนูขนยาวเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความก้าวหน้าครั้งใหญ่

"พวกเราอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องสำหรับการจะสร้างช้างที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศอันหนาวเย็นได้เป็นครั้งภายในปี 2028 และนี่จะหมายความว่าเราจะมีตัวอ่อนตัวแรกภายในสิ้นปี 2026 นี้" เขากล่าว

"เมื่อเวลาผ่านไป เราจะมีสายพันธุ์ช้างทั้งหมดที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศหนาวเย็นได้ ซึ่งเราสามารถนำกลับไปคืนสู่ป่า และปล่อยให้มันผสมพันธุ์ระหว่างกันต่อไปได้"

Wooly Mammoth with shaggy hair and huge tusks

ที่มาของภาพ, SPL

คำบรรยายภาพ, (ภาพวาดศิลปิน) จากการสร้างหนูขนยาวมาสู่การดัดแปลงพันธุกรรมให้มีสิ่งมีชีวิตคล้ายช้างแมมมอธให้ได้สำเร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ว่าแต่มันเป็นจริงได้แค่ไหน ?

การสร้างหนูขนยาวต้องได้รับการดัดแปลงสารพันธุ์กรรมถึงแปดตำแหน่ง ในจำนวนนั้นเจ็ดตำแหน่งเป็นการดัดแปลงสารพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของขน ส่วนตำแหน่งที่แปดเป็นยีนของแมมมอธที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มไขมันในร่างกาย

Woolly mouse with long bright orange hair alongside a normal mouse with short dark brown fur

ที่มาของภาพ, Colossal Biosciences

คำบรรยายภาพ, หนูขนยาวมียีนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเจริญเติบโตของขนที่ได้รับการปรับแต่งทางพันธุกรรมเพื่อให้พวกมันมีขนยาวหนามากขึ้น

ผลงานของคอลอสซอล ไบโอไซเอนซ์ ต้องเผชิญกับข้อกังขาจากนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้ทำงานกับบริษัท โดยข้อกังวลของพวกเขา ประกอบด้วย

ทีมงานของคอลอสซอลได้ดัดแปลงยีนของหนูที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขน และได้สร้างหนูที่มีขนยาวและหนาขึ้น แต่การจะก้าวกระโดดจากการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อสร้างหนูขนปุย ไปสู่การสร้างช้างขนปุยที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศอันหนาวเย็นได้ โดยใช้ระยะเวลาเพียงห้าปี เป็นไปได้จริงแค่ไหน

นอกจากนี้ การจะสร้างช้างขนปุยขึ้นมาสักตัวก็เป็นเรื่องที่ยากกมากอยู่แล้ว แต่การต้องสร้างช้างตัดแต่งพันธุกรรมเหล่านั้นเป็นจำนวนหลายร้อยตัวเพื่อให้ไปอาศัยอยู่ในเขตทุนดราทางขั้วโลกเหนือยิ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่ามาก

การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ได้ผลในหนู อาจนำไปสู่ความผิดปกติในช้างได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ในท้ายที่สุดแล้วจะทำให้สัตว์เหล่านั้นต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน

มีข้อวิจารณ์ด้วยว่า สัตว์เหล่านั้นที่ถูกตัดแต่งทางพันธุกรรมอาจจะกลายเป็นตัวประหลาดสำหรับช้างชนิดอื่น ๆ รวมทั้งอาจจะถูกปฏิเสธจากสมาชิกในฝูงของพวกมันอีกด้วย

"นี่ดูไม่เหมือนว่าจะเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติหรือมีคุณค่าที่แท้จริงใด ๆ ในเชิงวิทยาศาสตร์เลย" ดร.เฮเลน วัลเวซ จากกลุ่มรณรงค์ที่ชื่อว่า จีนวอทช์ (GeneWatch) กล่าว

"สิ่งนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อการประชาสัมพันธ์ และฉันคิดว่าผู้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกตกใจ" เธอกล่าวเสริม

Ben Lam in feeding a baby elephant from a bottle with the Botswanan jungle in the background

ที่มาของภาพ, Colossal Biosciences

คำบรรยายภาพ, เบน แลม ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท คอลอสซอล ไบโอไซเอนซ์ บอกว่า การทดลองที่จะมีขึ้นกับช้างจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์มีความมั่นใจแล้วว่ากระบวนการมีความปลอดภัย

ด้านทีมนักวิจัยของบริษัท คอลอสซอล บอกว่า พวกเขารู้สึกว่าถูกตัดสินอย่างผิด ๆ ส่วนหนูของพวกเขาก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้ในการทดสอบว่า การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมต่าง ๆ ที่พวกเขาวางแผนนั้นมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะเริ่มทดลองเรื่องนี้กับช้าง

"การยืนยันว่ามันได้ผลนั้นถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับโครงการนี้" เบธ ชาปิโร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ของบริษัทนี้ กล่าว

เธอกล่าวเสริมอีกว่า บริษัทได้ทำโครงการวิจัยอื่น ๆ คู่ขนานไปด้วย เช่น การศึกษาพัฒนาการของตัวอ่อนและการสร้างมดลูกเทียมเพื่อใช้สำหรับตัวอ่อนของช้างที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมให้สามารถเจริญเติบโตขึ้นในนั้นได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถพิชิตเป้าหมายในการสร้างช้างที่ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศอันหนาวเย็นได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้จริง

ศ.ชาปิโร กล่าวโต้แย้งอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวหาที่ว่า งานของบริษัทเธอไม่มีประโยชน์ โดยเธอระบุว่า แผนการของบริษัทฯ ซึ่งต้องการนำเอาสปีชีส์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง เช่น นกโดโด (Dodo) และเสือแทสแมเนีย (Tasmanian Tiger) รวมถึงช้างแมมมอธ จะเป็นการเติมเต็มส่วนที่หายไปทางระบบนิเวศ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม

เธอกล่าวเสริมด้วยว่า ในขณะนี้เครื่องมือทางพันธุวิศวกรรมที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่ ได้มีส่วนช่วยสัตว์สปีชีส์ต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญกับภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์แล้ว ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาวัคซีนสำหรับช้างในการต่อต้านกับไวรัสร้ายแรง การสร้างและดัดแปลงพันธุกรรมสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องในออสเตรเลียที่เรียกว่าตัว "ควอล" ให้มีภูมิต้านทานสารพิษต่อระบบประสาทที่ผลิตจากสัตว์ผู้ล่าของมันอย่าง คางคกอ้อย รวมถึงการรื้อฟื้นความหลากหลายทางพันธุกรรมในนกพิราบสีชมพูในมอริเชียส

ศ.ชาปิโร กล่าวว่า ช้างจะไม่รู้สึกทรมาน โดยทีมวิจัยกำลังพัฒนาเทคนิคการคัดกรองเฉพาะตัวอ่อนที่มีลักษณะตรงตามต้องการเท่านั้น และเธอเชื่อว่า นักวิจัยของบริษัทจะไม่ถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีตด้วย

"จริง ๆ แล้วพวกเราจะเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมของพวกมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ช้างจะเกิดขึ้นจากแม่ช้าง และแม่ของพวกมันจะไม่มองว่าพวกมันเป็นตัวประหลาด เพราะว่าลูก ๆ ของมันจะไม่มีความแตกต่างจากแม่ พวกมันแค่จะมีขนมากกว่าและสามารถอาศัยอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นกว่าได้เท่านั้นเอง" เธอกล่าวทิ้งท้าย