พลังงานนิวเคลียร์กำลังกลับมาได้รับความนิยม และจะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของโลกหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ธีโอ เลกเกตต์
- Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
กว่าหนึ่งทศวรรษที่แล้ว ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ทั่วโลกได้ตกต่ำไปแล้วอย่างถาวร
ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย ต้นทุน และการจัดการกับกากกัมมันตภาพรังสี ได้บั่นทอนความกระตือรือร้นต่อเทคโนโลยีชนิดนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานราคาถูกที่มีอยู่อย่างมากมายและปฏิวัติวงการ
ขณะนี้มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ โดยมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง ไมโครซอฟต์, กูเกิล และแอมะซอน ต่างก็ประกาศการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ เช่นเดียวกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อประเทศร่ำรวยในการลดการปล่อยคาร์บอน
แต่การกลับมาของพลังงานนิวเคลียร์เป็นจริงแค่ไหน ?
ตอนที่พลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ได้รับการพัฒนาครั้งแรกในทศวรรษที่ 1950 และ 1960 รัฐบาลต่างถูกหลอกล่อด้วยศักยภาพที่ดูเหมือนไม่มีขีดจำกัด
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สามารถควบคุมพลังอันน่าทึ่งแบบเดียวกับที่ปล่อยออกมาจากระเบิดปรมาณู เพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับบ้านหลายล้านหลัง ด้วยยูเรเนียม 1 กิโลกรัมที่ให้พลังงานมากกว่าถ่านหินน้ำหนักเท่ากันถึง 20,000 เท่า ดูเหมือนว่านี่จะเป็นแหล่งพลังงานอนาคต
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ได้สร้างความกลัวต่อสาธารณชนไปพร้อมกัน และความกลัวดังกล่าวดูเหมือนจะถูกพิสูจน์ด้วยหลักฐานเหตุภัยพิบัติเชอร์โนบิล ซึ่งแพร่กระจายการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีไปทั่วยุโรปเมื่อต้นปี 1986
เหตุการณ์นี้ได้กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้างทั้งจากสาธารณะและทางการเมือง และทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมชะลอตัวลง
อุบัติเหตุอีกครั้งหนึ่ง ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดจิ ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์อีกครั้ง ญี่ปุ่นเองได้ปิดเครื่องปฏิกรณ์ทั้งหมดทันทีหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น และมีเพียง 12 เครื่องเท่านั้นที่กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ด้านเยอรมนีตัดสินใจยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็ได้ลดแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ หรือไม่ก็ยืดอายุของโรงผลิตไฟฟ้าเก่า ๆ ออกไป
จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ สิ่งนี้นำไปสู่การสูญเสียการผลิตพลังงานไฟฟ้าราว 48 กิกะวัตต์ (GW) ทั่วโลกระหว่างปี 2011-2020

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่การพัฒนานิวเคลียร์ไม่ได้หยุดลง เช่น ในประเทศจีน ที่มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพียง 13 เครื่องในปี 2011 แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นเป็น 55 เครื่อง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 23 เครื่อง
สำหรับรัฐบาลจีน ด้วยการดิ้นรนเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังงานนิวเคลียร์จึงมีบทบาทสำคัญ
ตอนนี้ความสนใจในอุตสาหกรรมนี้ดูเหมือนจะกลับมาเพิ่มขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ อีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังค้นหาวิธีที่จะตอบสนองความต้องการพลังงาน ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ข้อตกลงปารีส
คาดว่าปี 2024 จะเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ความกดดันในการลดการปล่อยคาร์บอนก็เพิ่มมากขึ้น การมุ่งเน้นครั้งใหม่ในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้เพิ่งยกเลิกแผนการที่จะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่หลายแห่งในช่วง 4 ทศวรรษข้างหน้า และจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นแทน
ขณะที่ฝรั่งเศสได้หันมาปรับแผนที่จะลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า 70% จากกำลังผลิตทั้งหมด รวมถึงจะสร้างเครื่องปฏิกรณ์ใหม่อีก 8 เครื่องด้วย
นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันอีกครั้งในการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ Cop29 ซึ่งจัดขึ้นในอาเซอร์ไบจาน ว่ามีแผนจะเพิ่มการผลิตพลังงานนิวเคลียร์เป็นสามเท่าภายในปี 2050
เดิมทีรัฐบาลสหรัฐฯ ให้คำมั่นที่จะทำเช่นนี้มาแล้วในการประชุม Cop28 เมื่อปีก่อนหน้า ปัจจุบันมี 31 ประเทศตกลงที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2050 ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น
เช่นเดียวกันกับที่การประชุม Cop29 ซึ่งสิ้นสุดในวันศุกร์ที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ประกาศว่าจะร่วมมือกันเร่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ ๆ
สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการตกลงกันในแถลงการณ์ขั้นสุดท้ายหรือ “การทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงาน” ของการประชุม Cop28 เมื่อปีที่แล้วว่า พลังงานนิวเคลียร์ควรเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ควรต้องถูก “เร่ง” เพื่อช่วยในการสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แต่ความหิวกระหายพลังงานสะอาดไม่ได้มาจากรัฐบาลเท่านั้น เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่นำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเอไอจะทำงานได้ก็ด้วยการมีข้อมูล และศูนย์ข้อมูลก็ต้องการไฟฟ้าที่สม่ำเสมอ
จากข้อมูลของศูนย์วิจัยบาร์เคลย์ส (Barclays Research) ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลหรือดาตาเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าเป็นสัดส่วน 3.5% ของการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 9% ภายในสิ้นทศวรรษนี้
ในเดือน ก.ย. ไมโครซอฟต์ได้ลงนามในข้อตกลงระยะเวลา 20 ปี เพื่อซื้อพลังงานจากคอนสเตลเลชัน เอเนอร์จี (Constellation Energy) ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดโรงไฟฟ้าทรี ไมล์ ไอส์แลนด์ (Three Mile Island) อันโด่งดังในมลรัฐเพนซิลเวเนียอีกครั้ง สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เครื่องปฏิกรณ์เครื่องหนึ่งประสบอุบัติเหตุหลอมละลายไปบางส่วนในปี 1979
แม้ว่าภาพลักษณ์ในเชิงสาธารณะจะเสียไป แต่เครื่องปฏิกรณ์อีกเครื่องหนึ่งในโรงงานแห่งนี้ยังคงผลิตไฟฟ้าได้จนถึงปี 2019 โจ โดมิงเกซ ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มคอนสเตลเลชัน กล่าวถึงข้อตกลงในการเปิดเครื่องปฏิกรณ์ใหม่อีกครั้งว่าเป็น “สัญลักษณ์อันทรงพลังของการเกิดใหม่ของพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะแหล่งพลังงานที่สะอาดและเชื่อถือได้”
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายอื่น ๆ มีแนวทางที่แตกต่างออกไป กูเกิลวางแผนที่จะซื้อพลังงานที่ผลิตจากเครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors - SMR) จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้พลังงานนิวเคลียร์ใช้งานได้ง่ายขึ้นและราคาถูกกว่า ขณะที่แอมะซอนยังสนับสนุนการพัฒนาและการก่อสร้าง SMR อีกด้วย
เครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) เองก็กำลังได้รับการส่งเสริม เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาข้อเสียเปรียบที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งที่พลังงานนิวเคลียร์ต้องเผชิญในปัจจุบัน ในประเทศตะวันตก จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัย เมื่อรวมกับขนาดที่แท้จริงแล้ว ทำให้มีราคาแพงและมีความซับซ้อนในการก่อสร้าง
ฮินเคลย์ พอยท์ ซี (Hinkley Point C) เป็นตัวอย่างที่ดี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่แห่งแรกของอังกฤษนับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990 ถูกสร้างขึ้นบนแนวชายฝั่งอันห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ
สถานที่แห่งนี้ตั้งใจที่จะเป็นโรงผลิตไฟฟ้าแห่งแรกในกลุ่มใหม่ที่จะมาทดแทนเครื่องปฏิกรณ์ที่มีอายุเก่าแก่ของประเทศ แต่โครงการนี้ดำเนินการล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 5 ปี และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 9 พันล้านปอนด์ (หรือราว 3 แสนล้านบาท) มากกว่าที่วางแผนไว้
นี่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับการเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เครื่องปฏิกรณ์แห่งใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ แพลนต์ วอกเทิล (Plant Vogtle) ในมลรัฐจอร์เจียก็เปิดทำการล่าช้าไป 7 ปี และมีราคาสูงกว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.15 แสนล้านบาท) ซึ่งมากกว่างบประมาณเดิมสองเท่า
SMR ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เครื่องนี้จะมีขนาดเล็กกว่าเครื่องปฏิกรณ์แบบดั้งเดิม โดยใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานซึ่งสามารถประกอบได้อย่างรวดเร็ว ณ สถานที่ใกล้กับจุดที่ต้องการพลังงาน
แม้ว่าจะมีการออกแบบที่แตกต่างกันประมาณ 80 แบบที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทั่วโลก ตามรายงานของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ แต่แนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความคิดเห็นเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ยังคงแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ผู้สนับสนุนอ้างว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในนั้นคือร็อด อดัมส์ ซึ่งกองทุน นิวคลีเอชัน แคปปิตอล (Nucleation Capital) ของเขาส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์
“การแยกตัวของนิวเคลียร์หรือนิวเคลียร์ฟิชชันมีประวัติยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ แสดงให้เห็นว่ามันเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่ปลอดภัยที่สุดที่มีอยู่” เขาอธิบาย
“มันเป็นแหล่งพลังงานที่ทนทานและเชื่อถือได้ โดยมีต้นทุนต่อเนื่องที่ต่ำอยู่แล้ว แต่ต้นทุนด้านการลงทุนสูงเกินไปในประเทศตะวันตก”
แต่ฝ่ายเห็นต่างยืนยันว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่คำตอบ
ศาสตราจารย์ เอ็ม.วี. รามานา แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียกล่าวว่า ถือเป็น “ความโง่เขลาที่จะถือว่าพลังงานนิวเคลียร์สะอาด” เขากล่าวเสริมอีกว่า “มันเป็นหนึ่งในวิธีที่แพงที่สุดในการผลิตไฟฟ้า การลงทุนในแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่ถูกกว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าต่อการใช้จ่ายหนึ่งดอลลาร์”
หากกระแสนิยมในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงนิวเคลียร์ยุคใหม่ ปัญหาเก่าก็ยังคงอยู่ หลังจาก 70 ปีแห่งพลังงานปรมาณู ยังคงมีความขัดแย้งว่าจะทำอย่างไรกับกากกัมมันตภาพรังสีที่สะสมอยู่ ซึ่งบางส่วนจะยังคงเป็นอันตรายต่อไปหลายร้อยล้านปี
คำตอบที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังติดตาม คือการกำจัดทางธรณีวิทยา โดยฝังของเสียไว้ในอุโมงค์ปิดสนิทที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน แต่มีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นคือฟินแลนด์ ที่สร้างสถานที่ดังกล่าว ในขณะที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและผู้รณรงค์ต่อต้านนิวเคลียร์แย้งว่า การทิ้งขยะในลักษณะให้พ้นสายตาแล้วก็จะไม่ต้องนึกถึงนั้น เสี่ยงเกินไป
การแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าจะมียุคใหม่ของพลังงานนิวเคลียร์หรือไม่












