โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งแรกของอาเซียนอาจเปิดใช้งานในที่สุด หลังทิ้งร้างมา 37 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, รูเปิร์ต วิงฟิลด์-เฮเยส
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
กระแสลมเย็นพัดเข้ามาสู่อ่าวมะนิลาตะวันตก ผ่านไปยังต้นมะม่วงมากมายที่เรียงรายเกาะกันเป็นกลุ่ม ห่างจากกรุงมะนิลา ไปทางตะวันตกราว 100 กิโลเมตร
บนท้องฟ้า นกนางนวลบินถลาลมเหมือนเล่นกายกรรมบนท้องฟ้า หรือไม่ก็เกาะอยู่บนโครงสร้างคอนกรีตขนาดยักษ์ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์บาตาอัน
นี่คือโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 1986 แต่กลับไม่เคยผลิตไฟฟ้าเลยแม้แต่กิโลวัตต์เดียว เพราะไม่เคยถูกเปิดใช้งาน
เวลานี้ ผ่านมากว่า 3 ทศวรรษนับแต่สร้างเสร็จ มีแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ที่อยากเปิดโรงไฟฟ้าฯ เพื่อใช้งานอีกครั้ง
ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูง และภัยคุกคามที่ชัดเจนขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ได้เปลี่ยนทัศนคติของสังคมทั่วโลก ให้เริ่มกลับมาสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์
ไม่ต่างจากฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาที่ไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญ แต่กลับมีราคาแพง และได้มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ส่งผลกระทบต่อโลกร้อน
แต่คำถามสำคัญคือ การจะเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ไม่เคยถูกใช้มา 38 ปี ทำได้ยากหรือง่ายแค่ไหน
ทะเยอทะยาน หรือ แปลกประหลาด
ช่วงเช้าอันเงียบสงบ นอกโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์บาตาอัน ถูกทำลายลงด้วยเสียงเฮลิคอปเตอร์ที่ใกล้เข้ามา
ผ่านไปไม่กี่นาที สมาชิกรัฐสภา มาร์ค โคจูอังโก เดินนำขบวนเข้ามายังโรงไฟฟ้า เดินผ่านห้องเครื่องกลที่ริบหรี่ด้วยแสงไฟไม่กี่ดวง เขาชี้ไปที่การวางท่อที่สลับซับซ้อน และรางท่อไฟฟ้า “ดูคุณภาพของการเดินไฟเหล่านี้สิ ดูว่ามันถูกวางไว้เรียบร้อยแค่ไหน”
เขาเดินต่อไปยังโถงทางเดิน ผ่านห้องสุญญากาศ เข้าไปยังตัวอาคารที่ตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ตัวอาคารห้อมล้อมด้วยกำแพงหนา 1.5 เมตร และเตาปฏิกรณ์หอบหุ้มด้วยท่อเหล็กเชื่อมหนา 30 มิลลิเมตร
“สัมผัสท่อเหล็กเชื่อมพวกนี้สิ” เขากล่าว พร้อมแตะมือไปที่กำแพง “ผมท้าคุณให้หาการเชื่อมเหล็กที่ดีขนาดนี้ ที่ไหนก็ได้ในฟิลิปปินส์ ถ้าเป็นในสหรัฐฯ กฎหมายกำหนดว่าต้องใช้การตรวจสอบรอยเชื่อม 20% ด้วยเอ็กซเรย์ แต่ที่นี่ เราใช้เอ็กซเรย์ตรวจสอบ 100% อาคารของเราจึงมีคุณภาพสูงกว่าในสหรัฐฯ”

ที่มาของภาพ, BBC/VIRMA SIMONETTE
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โคจูอังโก พยายามต่อสู้มาต่อเนื่องเพื่อเปิดโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ความพยายามของเขาถูกมองว่าทะเยอทะยาน แต่สำหรับบางคนมองว่า เขามีแนวคิดที่แปลกประหลาด
“ผมไม่คิดว่า รัฐบาลจะเปิดใช้โรงไฟฟ้าได้หรอก” นักการทูตต่างชาติคนหนึ่งกล่าวถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาตาอัน “มันคืออุบัติเหตุที่รอการอุบัติ” นี่คือสิ่งที่เขาพูดต่อ หลังได้เห็นภาพโรงไฟฟ้า
แล้วใครที่จะสานความทะเยอทะยานของ โคจูอังโก ได้ คำตอบคือ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน บองบอง มาร์กอส จูเนียร์
สำหรับประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนีย แล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้คือธุรกิจของครอบครัว เป็นมรดกสะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หากบิดาของเขา ไม่ถูกโค่นอำนาจ
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970s ช่วงที่โลกกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตน้ำมันโลกปี 1973 ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้พ่อ ตัดสินใจนำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาในฟิลิปปินส์
หากประสบความสำเร็จ ฟิลิปปินส์จะกลายเป็นหนึ่งในชาติเอเชีย ที่ครอบครองพลังงานนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
มาร์กอส ผู้พ่อ สั่งการให้บริษัทเวสติงเฮาส์ของสหรัฐฯ สร้างเตาปฏิกรณ์ 2 แห่งเหนือคาบสมุทรบาตาอัน ที่ปลายสุดของอ่าวมะนิลา
จนถึงสิ้นปี 1985 เตาปฏิกรณ์แห่งแรกสร้างเสร็จสิ้น และพร้อมจะนำเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เข้าไปบรรจุ

ที่มาของภาพ, BBC/VIRMA SIMONETTE
แต่ในเดือน ก.พ. ปีต่อมา มาร์กอส ผู้พ่อ ถูกกดดันให้ลงจากอำนาจ จากคลื่นผู้ประท้วงกว่า 2 ล้านคนที่ชุมนุมบนท้องถนนกรุงมะนิลา เรียกร้องให้ยุติระบอบเผด็จการของเขา
ซ้ำร้าย หลังเกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหภาพโซเวียตได้เพียง 8 สัปดาห์ โลกได้รู้จักกับคำหนึ่งที่ยังไม่ลืมจนถึงวันนี้ เชอร์โนบิล
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้แผนบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาตาอัน ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ย้อนอดีตไปสู่ทศวรรษที่ 1970s
ภายในโรงไฟฟ้า ห้องควบคุมหลักมีสภาพที่เก่าและย้อนยุค ราวกับอยู่ในพิพิธภัณฑ์
แผงวงจรต่าง ๆ บนผนัง เต็มไปด้วยมาตรวัดโบราณแบบอนาล็อก ที่เมื่อมองลงมาด้านล่าง จะเห็นแผงควบคุมที่เต็มไปด้วยสวิทช์สีดำแบบเก่า
โคจูอังโก ผายมือปัดเสียงไม่เห็นด้วย “ผู้คนใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ที่ใช้หลักการแบบอนาล็อกมานานแล้ว แต่อยากให้ดูว่า เตาปฏิกรณ์ที่มีอายุ เขานับจากการผลิตพลังงาน แต่เตาปฏิกรณ์แห่งนี้ไม่เคยถูกใช้เลย ดังนั้น มันถือว่ายังใหม่เอี่ยม”

ที่มาของภาพ, BBC/VIRMA SIMONETTE
เขาไม่ปฏิเสธว่า ต้องปรับปรุงระบบต่าง ๆ ในโรงไฟฟ้าอีกมาก ซึ่งต้องใช้เวลาและเงินทุน แต่เขาก็เปิดเผยว่า เคปโค หรือผู้ควบคุมดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ ซึ่งดูแลจัดการโรงไฟฟ้าที่มีลักษณะเหมือนกันในเมืองปูซาน ได้เสนอจะปรับปรุงโรงไฟฟ้าบาตาอันให้ดูทันสมัย ด้วยค่าใช้จ่ายราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 51,400 ล้านบาท
เตาปฏิกรณ์เดียวของโรงไฟฟ้า (เพราะเตาปฏิกรณ์ที่สองที่วางแผนไว้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น) มีศักยภาพผลิตไฟฟ้า 620 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คล้ายกันในประเทศอื่น
โคจูอันโก ย้ำว่า โรงไฟฟ้าบาตาอันไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เก่าแก่แห่งแรกที่ถูกนำมาเปิดใช้ เพราะเคยเกิดกรณีคล้ายกันแล้วในรัฐเทนเนสซีของสหรัฐฯ คือ โรงไฟฟ้า “วัตต์ส บาร์ ทู” ที่เริ่มก่อสร้างในปี 1973 ก่อนโรงไฟฟ้าบาตาอันเสียอีก แต่ถูกเก็บไม่ได้ใช้งานนานหลายสิบปี จนเมื่อปี 2009 ทางการสหรัฐฯ ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ
“ในปี 2016 มันกลายเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ที่สุดของอเมริกา ถ้ากรณีเช่นนั้นทำได้ ทำไมของเราจะทำไม่ได้” เขาถาม
สำหรับประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ นี่อาจเป็นโอกาสดีที่สุด เพื่อฟื้นคืนชีพความฝันของบิดา ไม่เพียงเท่านั้น สงครามในยูเครนได้กระทบต่อค่าไฟฟ้าทั่วโลกจนมีราคาสูง ฟิลิปปินส์เองก็ได้รับผลกระทบหนัก
ข้ามไปที่สถาบันวิจัยนิวเคลียร์ฟิลิปปินส์ ดร. คาร์ลอส อาร์ซิลลา ชี้ไปที่แผนผังวงกลมที่อธิบายถึงแหล่งพลังงานของฟิลิปปินส์ “คุณจะเห็นว่า 50% มาจากถ่านหิน และ 90% ของถ่านหิน เรานำเข้ามาจากอินโดนีเซีย”
ฟิลิปปินส์ครอบครองแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดเล็กแห่งหนึ่ง แต่ก๊าซธรรมชาติกำลังร่อยหรอ ราคาไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น 2 เท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จนประเทศต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เฉลี่ยแล้ว คนฟิลิปปินส์ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า คิดเป็น 10% ของรายได้” ดร. อาร์ซิลลา ระบุ พร้อมเสริมว่า ค่าไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีก
“สัตว์ประหลาดที่กำลังหลับไหล”
ค่าไฟแพงกระทบคนยากจนมากที่สุด คุณไม่ต้องเดินไปไกลจากเมโทรมะนิลา (เขตปริมณฑลของมะนิลา) เพื่อหาชุมชนที่ยากจน หรือที่เรียกว่า บารังไก
คุณจะพบว่า พื้นที่ว่างเปล่าทั่วกรุงถูกลุกล้ำและแปรสภาพเป็นแหล่งอาศัย ด้วยบ้านที่ทำจากเศษไม้และสังกะสี
ชุมชนบารังไกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสำนักงานของ ดร. อาซิลลา เราได้เจอกับ มาริโล คาลิกา คุณแม่ลูก 6 วัย 47 ปี ที่ทำงานพาร์ทไทม์เป็นคนทำความสะอาดในสำนักงานของรัฐบาล สีหน้าของเธอเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด

ที่มาของภาพ, BBC/VIRMA SIMONETTE
“ฉันไม่ได้จ่ายค่าไฟฟ้ามา 3 เดือนแล้ว” เธอกล่าว “แค่ซื้ออาหาร ฉันก็ไม่เหลือเงินแล้ว”
เธอหยิบแผ่นกระดาษ เป็นเอกสารเตือนครั้งสุดท้ายจากบริษัทไฟฟ้าให้เธอชำระค่าไฟที่คงค้างไว้ราว 3,500 บาท ซึ่งเธอระบุว่า ค่าไฟแพงกว่าที่จ่ายเมื่อปีก่อนถึง 2 เท่า
“ถ้าฉันไม่จ่ายค่าไฟในสัปดาห์นี้ พวกเขาจะตัดไฟฉัน ฉันอาจต้องไปกู้เงิน”
แม้คนยากจนในฟิลิปปินส์จะทุกข์ยากจากค่าไฟแพง แต่ความพยายามเปิดโรงไฟฟ้าบาตาอัน ด้วยความหวังจะลดค่าไฟฟ้า กลับเผชิญกับแรงต่อต้าน
กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่คัดค้านพลังนิวเคลียร์ระบุว่า การปรังปรุงให้โรงไฟฟ้ากลับมาเปิดใช้งานได้ จะใช้เวลาหลายปี และแทบไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนอย่าง คาลิกา เลย รัฐบาลควรจะนำเงินไปลงทุนกับพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ซึ่งมีราคาถูกและก่อสร้างได้ง่ายกว่า
“ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะเปิดโรงไฟฟ้าให้ได้ อาจต้องรอถึงปี 2040 และจะช่วยผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 2.5% ของที่ชาวฟิลิปปินส์ต้องการ แล้วทำไมยังดึงดันอยู่อีก” เดเรก คาเบ แกนนำกลุ่ม “บาตาอันปลอดนิวเคลียร์” (Nuclear Free Bataan Movement) กล่าว
เธอเล่าต่อว่า คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเธอ ต่อสู้เพื่อยับยั้งการเปิดโรงไฟฟ้าแห่งนี้ในช่วงทศวรรษที่ 1980s วันนี้ เธอก็พร้อมทำเช่นกัน
“เราจะไม่ปล่อยให้สัตว์ประหลาดมีชีวิตได้อีก” เธอกล่าว “เราเรียกมันว่าสัตว์ประหลาดที่กำลังหลับใหล และเราจะไปปลุกมันขึ้นมาไม่ได้”

ที่มาของภาพ, BBC/VIRMA SIMONETTE
ผู้คนที่ต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เปรียบเทียบฟิลิปปินส์กับญี่ปุ่น เปรียบโรงไฟฟ้าบาตาอันกับโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ซึ่งเสียหายหนักจากเหตุสึนามิเมื่อปี 2011
ทั้งฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น ต่างตั้งอยู่เหนือวงแหวนแห่งไฟ ฟิลิปปินส์เองมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นกว่า 24 แห่ง และเผชิญกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง อีกทั้งสุ่มเสี่ยงกับภัยจากสึนามิ
แต่ โคจูอังโก ที่เคยเดินทางไปเมืองฟุกุชิมะของญี่ปุ่น และศึกษาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ดูไม่กังวลกับเรื่องนี้
“ก่อนจะเกิดเหตุที่ฟุกุชิมะ ผมไม่กล้าพูดว่า ถ้าเจอแผ่นดินไหวขนาด 9.0 เราจะผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้ แต่ตอนนี้ ผมมีหลักฐานแล้ว โรงงานของเราตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร”
“ถ้าเกิดสึนามิสูงแบบที่ฟุกุชิมะเผชิญ โรงงานของเราจะไม่เปียกด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าโรงงานนี้อยู่ที่ฟุกุชิมะ จะไม่เกิดเหตุอะไรขึ้นเลย”
ชาวฟิลิปปินส์ราว 60% ระบุว่า สนับสนุนการมีพลังงานนิวเคลียร์ และมองว่า ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดที่จะมายับยั้งไม่ให้โรงไฟฟ้าเก่าแก่แห่งนี้จากยุค 1970s ผลิตไฟฟ้าในสักวันหนึ่ง
อุปสรรคใหญ่สุดคือการเมือง ในฟิลิปปินส์นั้น ประธานาธิบดีมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และดำรงตำแหน่งได้ครั้งเดียว สำหรับ โคจูอังโก ถ้าจะผลักดันเรื่องนี้ก็ต้องทำตอนนี้ เพราะประวัติศาสตร์กำลังกลับมาซ้ำเดิมอีกครั้ง
“ตอนนั้น เราต้องการเป็นอิสระจากเชื้อเพลิงฟอสซิล... ตอนนี้ ปี 2023 เราเผชิญกับวิกฤตพลังงานอีกครั้ง และเราก็มีประธานาธิบดีตระกูลมาร์กอส มานั่งในทำเนียบอีกครั้ง”
ประเทศไทยต้องการพลังงานนิวเคลียร์ ?
ประเทศไทยมีการพิจารณาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เช่นกัน
กรุงเทพธุรกิจ รายงานเมื่อ 26 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้พูดคุยมานานแล้วกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ แต่ยังจะไม่รวมในแผนพลังงานชาติ ที่กำลังจัดทำ
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเป็นอีกหนึ่งข้อเสนอที่จัดทำไว้ให้เลือก เบื้องต้นจะเสนอคณะอนุกรรมการ PDP ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน อนุมัติก่อนไปเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน
"ตอนนี้ คณะรัฐมนตรีเป็นรักษาการ หากตัดสินใจไม่ได้ เราก็อาจนำเสนอปลัดกระทรวงพลังงานรับทราบ เพื่อเร่งประชาพิจารณ์ก่อนในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. 2566 เพื่อเตรียมนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านใหม่”
“สนพ. ได้ตั้งใจทำแผนมาโดยตลอด ให้เดินหน้าไปพร้อมกับเจตนารมณ์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ โดยคาดว่าแผนพลังงานชาติ จะเสร็จกลางปี 2566 นี้" นายวัฒนพงษ์ กล่าว











