เหตุใดนักวิทยาศาสตร์กังวลต่อผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
การปล่อยน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีที่บำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะของญี่ปุ่นลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ได้ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงและปฏิกิริยาต่อต้านทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน
จีนเริ่มต้นด้วยการประกาศสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น ในขณะที่ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างมีการประท้วงเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว แม้ว่าทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ ระบุว่า น้ำที่บำบัดแล้ว จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมเพียงน้อยนิดแล้วถือว่าปลอดภัยจริงหรือ
เหตุใด ญี่ปุ่นจึงต้องจัดการกับแท้งค์น้ำในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
อย่างที่เราทราบกันว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่ตามมาด้วยสึนามิในปี 2011 ทำให้ระบบหล่อเย็นในภายโรงไฟฟ้าเสียหาย เป็นสาเหตุให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลาย จนต้องปล่อยน้ำเข้าไปเพื่อหล่อเย็น จึงเกิดน้ำปนเปลื้อนสารกัมมันตรังสีจำนวนหลายล้านตันสะสมภายในถังน้ำขนาดใหญ่มากกว่า 1,000 ถัง ภายในเขตโรงไฟฟ้า หรือประเมินกันว่า ปริมาณน้ำทั้งหมดสามารถบรรจุลงในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิกได้กว่า 500 สระ
ส่วนเหตุผลว่า ทำไมจำเป็นต้องจัดการกับแทงค์น้ำจำนวนมากนี้ ญี่ปุ่นบอกว่า พวกเขาต้องการในพื้นที่บริเวณ์ที่จัดเก็บแทงค์น้ำเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการรื้อถอนโรงไฟฟ้าออกไป และยังเพื่อจำกัดข้อกังวลในอนาคตหากว่าเกิดหายนะทางธรรมชาติแล้วจะทำให้แทงค์น้ำเหล่านั้นพังถล่มลงมา
การปล่อยน้ำลงมหาสมุทรใช้เวลานานแค่ไหน
หลังจากได้รับไฟเขียวจากไอเออีเอ ญี่ปุ่นจะทยอยปล่อยน้ำเสียที่บำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ โดยแบ่งออกเป็น 4 เฟส โดยเฟสแรกได้เริ่มขึ้นแล้วในตอนนี้และจะสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. 2024 สำหรับขั้นตอนทั้งหมดคาดว่าจะกินเวลาอย่างน้อย 30 ปี
หากว่าญี่ปุ่นสามารถกำจัดสารกัมมันตรังสีทั้งหมดออกจากน้ำเสียดังกล่าวได้ก่อนที่จะปล่อยลงสู่ธรรมชาติ ก็อาจจะไม่มีข้อถกเถียงใด ๆ เกิดขึ้น
ทว่า สิ่งที่กลายเป็นปัญหาในขณะนี้คือ ปริมาณกัมมันตรังสี "ทริเทียม" ที่ไม่สามารถกำจัดออกจากน้ำที่ปนเปื้อนได้ เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถทำได้ในขณะนี้ มีเพียงการทำให้ "เจือจางลง" เท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำเสียที่ถูกปล่อยลงในมหาสมุทรมีความปลอดภัย แต่ก็ใช่ว่า นักวิทยาศาสตร์ทุกคนจะเห็นด้วยในแง่ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ตามหลักการแล้ว สารทริเทียมสามารถพบได้ในน้ำทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์หลายคนบอกว่า หากปริมาณของสารทริเทียมไม่มาก ผลกระทบก็น้อย
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์ว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาในแง่ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล, สิ่งมีชีวิตในทะเล และมนุษย์เพิ่มอีก
น้ำในทะเลปลอดภัยหรือไม่หลังการปล่อยน้ำเสีย
ขณะที่ไอเออีเอ ซึ่งมีสำนักงานถาวรภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ในพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่อิสระพบว่า ปริมาณความเข้มข้นของสารทริเทียมในน้ำเสียที่ปล่อยออกไปมีต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 1,500 เบ็กเคอเรลต่อลิตร
โดยปริมาณดังกล่าวถือว่าน้อยกว่า 6 เท่าของมาตรฐานน้ำดื่มที่องค์การอนามัยโลก กำหนดให้มีทริเทียมอยู่ที่ 10,000 เบ็กเคอเรลต่อลิตร
วันศุกร์ทีผ่านมา บริษัท เทปโก ระบุว่า ตัวอย่างน้ำทะเลที่จัดเก็บมาในช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดีพบว่า ระดับของกัมมันตภาพรังสีอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยด้วยความเข้มข้นของสารทริเทียมต่ำกว่า 1,500 เบ็กเคอเรลต่อลิตร
ขณะที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นระบุว่า ได้จัดเก็บตัวอย่างน้ำทะเลในสถานที่ต่าง ๆ 11 จุดเมื่อวันศุกร์ทีผ่านมา และคาดว่าจะเผยแพร่ผลการตรวจสอบในวันอาทิตย์นี้
ศาสตราจารย์เจมส์ สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยพอร์ตเมาธ์ ระบุว่า ในทางทฤษฎี น้ำที่บำบัดแล้วสามารถดื่มได้ เนื่องจากถูกทำให้เจือจางแล้ว
ด้านเดวิด ไบเลย์ นักฟิสิกส์เจ้าของห้องปฏิบัติการตรวจสอบกัมมันตภาพรังสีเห็นด้วยว่า "สิ่งสำคัญคือ ปริมาณของสารทริเทียม"
"จากปริมาณดังกล่าว จึงถือว่าไม่มีปัญหาต่อสัตว์น้ำ เช่นว่า หากว่าเราไม่พบว่ามีการลดลงของประชากรปลาอย่างรุนแรง เป็นต้น" เขาอธิบายเสริม
อย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งระบุว่า ไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบจากการปล่อยน้ำที่บำบัดได้
เอมิลี แฮมมอนด์ ศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและพลังงาน จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน กล่าวว่า "เรื่องท้าทายเกี่ยวกับสารที่ปนเปือนกัมมันตรังสี (อย่างทริเทียม) คือ ในตอนนี้ยังไม่สามารถหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์ บอกเพียงว่า ระดับการสัมผัสสารกัมมันตรังสีอยู่ในระดับต่ำ แล้วเรียกรวมกันว่า ระดับปลอดภัยได้หรือไม่"

ที่มาของภาพ, Getty Images
สมาคมห้องทดลองด้านทะเลแห่งชาติสหรัฐ (US National Association of Marine Laboratories) เคยเผยแพร่แถลงการณ์เมื่อเดือน ธ.ค. 2022 เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังถกเถียงอยู่นี้ว่า ข้อมูลของญี่ปุ่นไม่ได้จูงใจให้พวกเห็นพ้องด้วย
เช่นเดียวกันกับ โรเบิร์ต ริชมอนด์ นักชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยฮาวายบอกกับบีบีซีว่า "เราพบว่ามาตรการประเมินผลกระทบทางระบบนิเวศ ทางรังสีวิทยายังไม่เพียงพอ ทำให้ยังมีความกังวลว่า ทางการญี่ปุ่นจะไม่สามารถตรวจจับสิ่งที่ถูกปล่อยลงในทะเล การเกิดตะกอนใด ๆ และสิ่งมีชีวิตจะได้รับ หากว่าเกิดขึ้นจริง ก็จะไม่สามารถกำจัดออกมาได้ เช่นเดียวกันกับ เราไม่สามารถนำยักษ์จีนีกลับเข้าไปในตะเกียงวิเศษได้แล้ว"
กลุ่มกรีนพีชมองว่า ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตน่าจะมีมากว่านั้น โดยอ้างผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเซาท์ แคโรไลนา ที่เผยแพร่ในเดือน เม.ย. 2023 ซึ่ง ชาน เบอร์นี ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านนิวเคลียร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกของกรีนพีซ ระบุว่า สารทริเทียมมีผลกระทบด้านลบโดยตรงพืชและสัตว์ เช่นการลดอัตราการสืบพันธุ์ และยังส่งผลกระทบในเชิงลึกระดับโครงสร้าง เช่น ดีเอ็นเอ อีกด้วย
วิถีชีวิตชาวบ้านที่เปลี่ยนไป
ไม่ใช่เพียงความกังวลในแง่วิทยาศาสตร์เท่านั้น วิถีชีวิตของชาวประมงที่ใช้ชีวิตในมหาสมุทรแปซิฟิกก็แสดงความกังวลต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย
หนึ่งในนั้นคือ นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจู" ของเกาหลีใต้ หรือที่เรียกกันว่า "แฮนยอ (haenyeo)"
"ตอนนี้ ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะดำน้ำแล้ว เพราะเธอมองว่า เธอเป็นส่วนหนึ่งของวิถีแห่งทะเล ซึ่งต้องสัมผัสโดยตรงกับน้ำทะเล" คิม ยุน-อา หญิงที่ทำเลี้ยงชีพด้วยการดำน้ำเพื่อหาสัตว์ทะเลมากว่า 6 ปี บนเกาะเชจู บอกกับบีบีซี

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า น้ำเสียที่ปล่อยออกมาสามารถเดินทางไปทั่วมหาสมุทรด้วยกระแสน้ำ โดยเฉพาะกระแสน้ำอุ่นคุโรชิโอะ
ขณะที่ชาวประมงบอกกับบีบีซีว่า พวกเขาหวั่นกลัวว่า ชื่อเสียงของเขาจะได้รับความเสียหายเป็นการถาวร ทำให้การงานของเขาได้รับผลกระทบ

ที่มาของภาพ, ฺBBC










