พ่อแม่แพทย์หญิงชาวอินเดียเหยื่อข่มขืนแล้วฆ่า ชี้โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย

นักศึกษาชูป้ายและร้องตะโกนคำขวัญเมื่อวันที่ 18 ส.ค. เพื่อประท้วงเหตุข่มขืนและฆาตกรรมแพทย์หญิงภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่นครโกลกาตา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักศึกษาชูป้ายและร้องตะโกนคำขวัญเมื่อวันที่ 18 ส.ค. เพื่อประท้วงเหตุข่มขืนและฆาตกรรมแพทย์หญิงภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่นครโกลกาตา
    • Author, กีรติ ดูเบย์
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาฮินดี

“ตอนนี้ผมอายุ 62 ปีแล้ว ความฝันทั้งหลายที่เคยมีพังทลายลงหมด เราต้องการให้ลงโทษขั้นรุนแรงสูงสุดกับผู้กระทำผิด” พ่อของแพทย์หญิงวัย 31 ปี ซึ่งถูกข่มขืนและฆาตกรรมอย่างทารุณเป็นรายล่าสุด จนกลายเป็นคดีใหญ่สะเทือนขวัญที่สร้างความโกรธเกรี้ยวให้ผู้คนไปทั่วอินเดีย กล่าวขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่บ้านของพวกเขา

บ้านสีขาวรูปทรงเรียบง่ายธรรมดาหลังนั้น ตั้งอยู่ในย่านของผู้มีฐานะทางสังคมเป็นที่เคารพนับถือ แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นจุดรวมความสนใจและเป็นที่จับจ้องของบรรดาสื่อมวลชน หลังจากลูกสาวผู้เป็นที่รักของบ้านนี้ถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้ายสยดสยอง ทำให้บทความนี้ต้องปกปิดชื่อสกุลและรายละเอียดของบุคคลในครอบครัวรวมทั้งทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตามข้อกำหนดในกฎหมายของอินเดีย ที่ห้ามเปิดเผยข้อมูลซึ่งบ่งชี้ถึงตัวตนของเหยื่อฆาตกรรมและครอบครัว

“รัฐของเรา ประเทศของเรา รวมทั้งทั่วโลก ต่างเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเธอ” พ่อของแพทย์หญิงผู้เคราะห์ร้ายกล่าว ในขณะที่แม่ของเธอซึ่งนั่งอยู่ข้างสามีนิ่งเงียบและเหม่อลอย

หมอสาวชาวนครโกลกาตา (กัลกัตตา) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของอินเดีย ได้เข้าเวรกลางคืนที่โรงพยาบาลของวิทยาลัยแพทยศาสตร์อาร์จีคาร์ (RG Kar Medical College) เมื่อคืนวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เธอถูกคนร้ายข่มขืนและสังหาร ขณะนอนพักผ่อนในหอประชุมของโรงพยาบาล ซึ่งถูกใช้เป็นห้องพักแพทย์ชั่วคราว

การใช้ความรุนแรงกับสตรีเป็นปัญหาใหญ่ของอินเดีย เมื่อปี 2022 รายงานของทางการระบุว่า พบเหตุข่มขืนกระทำชำเราหญิงโดยเฉลี่ยถึง 90 ราย ในแต่ละวัน

ก่อนเกิดเหตุร้ายเพียงไม่กี่ชั่วโมง หมอฝึกหัดสาวเพิ่งจะโทรศัพท์คุยกับแม่เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. โดยเธอบอกกับแม่ด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขว่า “อย่าลืมให้พ่อกินยาตรงเวลานะคะ แม่ไม่ต้องห่วงหนู”

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอและแม่ได้มีโอกาสพูดคุยกัน เช้าวันต่อมาแม่ก็ได้รับข่าวร้ายที่มีผู้แจ้งเข้ามาทางโทรศัพท์ไม่ขาดสาย

ส่วนพ่อของแพทย์หญิงคนดังกล่าวบอกว่า เขาเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงซึ่งต้องกินยาควบคุมความดันเป็นประจำ และการกินยาให้ตรงเวลาถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ลูกสาวของเขาคอยเป็นห่วงเป็นใยเสมอ “ลูกจะย้ำเตือนและถามให้แน่ใจตลอดว่า ผมไม่ได้พลาดการกินยาไปสักเม็ดเดียว ครั้งหนึ่งตอนที่ยาหมด ผมคิดว่าค่อยรอไปซื้อเพิ่มในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อลูกรู้เข้าเธอไม่ยอมทันที”

“ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน สี่ทุ่มห้าทุ่มแล้วก็ตาม...ครั้งหนึ่งเธอรู้ว่ายาหมดตอนก่อนที่เราจะกินข้าวเย็นกัน เธอบอกว่าบาปี (คำที่ใช้เรียกพ่อด้วยความรักและสนิทสนม) ไม่มีใครในบ้านนี้จะได้กินข้าว จนกว่ายาของพ่อจะมาวางอยู่ตรงนี้เสียก่อน”

“ลูกเป็นคนแบบนั้น เธอไม่เคยทำให้ผมต้องกังวลกับเรื่องอะไรเลย”

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในครั้งนี้ ได้ย้ำเตือนให้ชาวอินเดียย้อนรำลึกถึงเหตุข่มขืนและฆาตกรรมนักกายภาพบำบัดฝึกหัด หญิงวัย 22 ปี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2012 โดยคนร้ายที่เป็นชายฉกรรจ์หลายคนได้รุมข่มขืนเธอบนรถบัสที่กำลังแล่นไปตามท้องถนนของกรุงนิวเดลี นครหลวงของประเทศ ทำให้เธอบาดเจ็บสาหัสจนถึงแก่ความตายในที่สุด

บุคลากรทางการแพทย์ นักกิจกรรม และประชาชนทั่วไป ร่วมกันเดินขบวน “ทวงคืนยามราตรี” เมื่อวันที่ 14 ส.ค. เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แพทย์หญิงฝึกหัดที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรม

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บุคลากรทางการแพทย์ นักกิจกรรม และประชาชนทั่วไป ร่วมกันเดินขบวน “ทวงคืนยามราตรี” เมื่อวันที่ 14 ส.ค. เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แพทย์หญิงฝึกหัดที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรม

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยความรุนแรงทางเพศให้เข้มงวดรัดกุมและมีบทลงโทษสูงขึ้น แต่สถิติของคดีที่ผู้หญิงถูกทำร้ายทางเพศ เฉพาะที่มีรายงานเข้ามาอย่างเป็นทางการนั้นไม่ได้ลดลงเลย ส่วนโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมนั้น ยังคงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับผู้หญิงอินเดียอยู่

การที่คนร้ายก่อเหตุอุกอาจกับผู้หญิงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับความยากลำบากในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเพื่อนร่วมอาชีพของแพทย์หญิงผู้เสียชีวิต ได้พากันออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนคดีอย่างละเอียดและเที่ยงธรรม รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลกลางออกกฎหมายใหม่เพื่อปกป้องผู้หญิงในที่ทำงานด้วย

นายเจพี นัดดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย ได้กล่าวให้คำมั่นกับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ทั่วประเทศว่า จะบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น เพื่อรับรองความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของพวกเขา ด้านคณะกรรมการกำกับควบคุมการแพทย์แห่งชาติอินเดีย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดูแลสถาบันการศึกษาวิชาแพทย์ ได้ออกคำแนะนำเพื่อเป็นแนวทางให้วิทยาลัยแพทยศาสตร์และสถาบันสุขภาพอื่น ๆ ใช้รับประกันความปลอดภัยให้กับบุคลากรในสังกัดของตนแล้ว

เพื่อนร่วมอาชีพของแพทย์หญิงที่ถูกฆาตกรรม ชูป้ายประท้วงที่เขียนว่า “หากไม่มีความปลอดภัย ก็ไม่ต้องปฏิบัติงาน”

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เพื่อนร่วมอาชีพของแพทย์หญิงที่ถูกฆาตกรรม ชูป้ายประท้วงที่เขียนว่า “หากไม่มีความปลอดภัย ก็ไม่ต้องปฏิบัติงาน”

หนึ่งชีวิตที่ถูกพรากไป

ทีมข่าวบีบีซีแผนกภาษาฮินดี ได้ไปเยี่ยมครอบครัวของแพทย์หญิงที่ถูกฆาตกรรม บริเวณชานเมืองห่างจากเขตนครโกลกาตาไม่กี่กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งแนวกั้นและด่านตรวจในซอยแคบ ๆ หน้าบ้านของผู้เสียชีวิต โดยฝั่งหนึ่งมีกองทัพนักข่าวและกล้องถ่ายภาพจำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่ อีกฝั่งหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 10-15 นาย สวมชุดเครื่องแบบสีขาวสะท้อนแสงแดดจ้า คอยยืนรักษาการณ์ไม่ให้สื่อมวลชนสามารถบันทึกภาพใด ๆ ในบริเวณรอบบ้านของผู้วายชนม์ได้

เมื่อมองย้อนไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 9 ส.ค. หมอสาวกำลังอยู่เวรตรวจรักษาคนไข้แสนหฤโหดที่ยาวนานถึง 36 ชั่วโมงติดต่อกัน เธออาศัยช่วงเวลาพักที่มีอยู่เล็กน้อยไปงีบหลับในหอประชุมของวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ก่อนจะถูกพบเป็นศพในตอนเช้าโดยร่างของเธอมีเสื้อผ้าสวมอยู่เพียงบางส่วน

เหตุข่มขืนแล้วฆ่าที่น่าสยดสยองในครั้งนี้ จุดชนวนความโกรธแค้นให้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ในนครโกลกาตาแต่ยังลุกลามไปยังพลเมืองทุกเพศทุกวัยและทุกสาขาอาชีพทั่วอินเดีย จนเกิดการชุมนุมและเดินขบวนประท้วงในหลายเมือง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

การเดินขบวน “ทวงคืนยามราตรี” (Reclaim the Night) ถูกจัดขึ้นที่นครโกลกาตาในวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้หญิงหลายล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งพวกเธอมีสิทธิจะเดินทางและทำกิจกรรมต่าง ๆ ยามค่ำคืนได้อย่างปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินเช่นกัน

พ่อของแพทย์หญิงที่ถูกฆาตกรรม กล่าวถึงโรงพยาบาลซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยว่า “โรงพยาบาลคือสถานที่แห่งเดียวกับที่สิ่งโหดร้ายป่าเถื่อนได้เกิดขึ้นกับลูก ในขณะที่เธอกำลังปฏิบัติงาน”

บุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเบงกาลูรู ร่วมชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ท่ามกลางการนัดหยุดงานของแพทย์ทั่วประเทศอินเดีย เพื่อประณามเหตุฆาตกรรมแพทย์หญิงที่นครโกลกาตา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเบงกาลูรู ร่วมชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ท่ามกลางการนัดหยุดงานของแพทย์ทั่วประเทศอินเดีย เพื่อประณามเหตุฆาตกรรมแพทย์หญิงที่นครโกลกาตา

จดจำคำพูดสุดท้าย

การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ทำให้ครอบครัวของแพทย์หญิงที่ถูกฆาตกรรมแทบจะไม่เหลืออะไรเลย พ่อของเธอเล่าว่าลูกสาวเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัวและให้ความสำคัญกับผู้อื่นก่อนเสมอ “การแต่งงานของเธอเกือบจะเตรียมการกันลงตัวเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่เธอก็ยังบอกผมว่า พ่อจะหาเงินสินสอดมากมายได้จากที่ไหน ? ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะจัดการเอง”

ในขณะที่พ่อของเธอกล่าวถึงลูกสาวที่จากไป มีเสียงสะอื้นของแม่ดังสะท้อนก้องอยู่เบื้องหลัง ห้องรับแขกของบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำมาหากินในอาชีพช่างตัดเสื้อที่พ่อทำมาตลอดชีวิต ทั้งจักรเย็บผ้า หลอดด้าย เตารีดแบบเก่าที่หนักอึ้ง และเศษผ้ากระจัดกระจายเต็มพื้น ติดกับห้องรับแขกมีบันไดที่นำไปสู่ห้องนอนของครอบครัว รวมทั้งห้องของลูกสาวที่ชั้นสอง

ประตูห้องนอนของเธอถูกปิดตายมานานถึง 11 วันแล้ว นับตั้งแต่พ่อแม่ได้รับข่าวร้าย พวกเขาก็ไม่เคยย่างกรายเข้าไปในห้องของลูกสาวอีกเลย “ตอนที่ลูกยังเล็ก พวกเรายากจนและลำบากมาก” พ่อของเธอเล่า “ตอนนั้นลูกอายุประมาณห้าขวบ เธอชอบกินผลไม้โดยเฉพาะอย่างยิ่งทับทิมมาก ตอนออกไปข้างนอกลูกเห็นมีทับทิมวางขาย เลยเอ่ยปากถามผมว่า บาปีจะซื้อทับทิมมาบูชาเทพเจ้าไหม ? เธอไม่กล้าแม้แต่จะร้องขออะไรเพื่อตัวเองเลย”

น้ำตาของพ่อไหลพรากและสะอื้นไห้ออกมาก่อนจะเล่าจบ ญาติผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ปลอบว่า “เข้มแข็งไว้นะ”

แพทย์ผู้หนึ่งผูก “รักขี” (Rakhi) ซึ่งเป็นเชือกด้ายหรือสร้อยข้อมือที่ใช้รักษาสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องตามธรรมเนียมโบราณ ให้กับรูปปั้นดินเหนียวที่ทำขึ้นแทนตัวแพทย์หญิงผู้ถูกฆาตกรรม

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แพทย์ผู้หนึ่งผูก “รักขี” (Rakhi) ซึ่งเป็นเชือกด้ายหรือสร้อยข้อมือที่ใช้รักษาสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องตามธรรมเนียมโบราณ ให้กับรูปปั้นดินเหนียวที่ทำขึ้นแทนตัวแพทย์หญิงผู้ถูกฆาตกรรม

ภาระหนักของการยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง ตกอยู่บนบ่าทั้งสองข้างของผู้เป็นพ่อ นั่นเพราะลูกสาวที่จากไปเป็นลูกคนเดียวของพวกเขา เธอมีนิสัยรักการเรียนมาตั้งแต่วัยเยาว์และเป็นที่รักของครูทุกคนที่โรงเรียน “ตอนที่ลูกยังเล็ก ครูจะอุ้มเธอไปโรงเรียนด้วยเสมอ”

“เราเป็นชนชั้นล่างมาก่อนและสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตนเอง ผู้คนเคยสบประมาทว่า เราจะไม่มีวันเลี้ยงลูกให้เป็นหมอได้หรอก แต่ลูกสาวของผมพิสูจน์ว่าพวกเขาคิดผิด เธอสอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์ของรัฐได้สำเร็จ”

ระหว่างที่พ่อเล่าถึงความดีของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน แม่ที่นั่งเงียบและเหม่อลอยลูบกำไลทองที่แทรกอยู่ระหว่างกำไลสีแดงและขาวซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะมันคือเครื่องประดับที่ซื้อมาใส่คู่กันกับลูก

แม่เล่าว่าแพทย์หญิงผู้จากไปจะเขียนบันทึกประจำวันหรือไดอารีก่อนนอนทุกคืน “เธอเขียนว่าอยากจะได้รับเกียรตินิยมเหรียญทองในตอนที่สำเร็จการศึกษา เธออยากจะมีชีวิตที่ดีและได้ดูแลพ่อแม่” แม่ของเธอพูดทิ้งท้ายด้วยเสียงแผ่วเบา