"นี่คือการส่งสัญญาณ ว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ไปไหน" เหตุลอบวางระเบิดและวัตถุต้องสงสัยในหลายจังหวัดภาคใต้ สะท้อนนัยอะไร

วัตถุต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

ที่มาของภาพ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ในรอบ 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา เกิดเหตุความวุ่นวายไม่ใช่แค่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่รวมถึงจังหวัดเศรษฐกิจอื่น ๆ ใกล้เคียงเช่น ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่ก็มีรายงานเหตุลอบขนวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด และเหตุลอบวางระเบิดหลายจุด แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยและทำลายวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวได้แล้ว แต่ก็ยังย้ำเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง

ขณะที่ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวก็รับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุวางระเบิดไว้อีกหลายจุดทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งออกค้นหา

ทั้งนี้ พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ออกมาระบุเมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.) ว่า เหตุที่เกิดขึ้นในจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการสร้างความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

"จากข้อมูลที่ได้รับ เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรง ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และฝั่งอันดามัน ก็นำไปสู่เรื่องของการขยายผลเพิ่มเติมต่าง ๆ และซักถามเพิ่มเติม [ผู้ก่อเหตุ]ก็มีส่วนเกี่ยวข้องว่าเคยไปรับสั่งการจากแกนนำของขบวนการที่อยู่ประเทศเพื่อนบ้านเรา ว่าให้มีการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่เมืองเศรษฐกิจฝั่งอันดามัน คือเมืองกระบี่ ไล่ตั้งแต่กระบี่และจังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต" พล.ท.ไพศาล ระบุ

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของเหตุลอบวางระเบิดที่เกิดขึ้นกับเหตุสถานการณ์ความไม่สงบของสามจังหวัดชายแดนใต้ วันนี้ (27 มิ.ย.) ว่า "ยังไม่สามารถสรุปได้" พร้อมเสริมว่า เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

บีบีซีไทยรวบรวมเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งในสามจังหวัดชายแดนใต้ และจังหวัดใกล้เคียง พร้อมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญว่าเหตุใดความไม่สงบจึงถูกแพร่กระจายออกมาสู่จังหวัดเศรษฐกิจเหล่านี้

เหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ จ.พังงา

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตำรวจพังงาได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย บริเวณจุดตรวจ แยกบายพาส หน้าศาลากลาง จ.พังงา โดยผู้ต้องหาโดยสารรถเก๋งและเดินทางมาจาก จ.สงขลา มุ่งหน้าสู่ จ.ภูเก็ต

ผู้ที่ถูกจับกุมคือ นายมูหามะ (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี และ นายสุไลมาน (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี โดยทั้งสองคนเป็นชาว จ.ปัตตานี ในรถที่ผู้ต้องสงสัยโดยสารนั้นตรวจพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายอุปกรณ์ระเบิด โดยผู้ต้องหาให้การว่าได้รับการว่าจ้างให้ขับรถยนต์จากบ้านสะกอม อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อ 23 มิ.ย. เพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.ภูเก็ต แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดและจับกุมก่อน

นอกจากนี้ สำนักงานข่าวไทยพีบีเอสรายงานด้วยว่า ทั้งสองรับสารภาพด้วยว่า ได้มีการลอบวางระเบิดและวัตถุต้องสงสัยไว้ตามจุดต่าง ๆ ในหลายจังหวัดภาคใต้ เช่น

  • ท่าอากาศยานจังหวัดภูเก็ต
  • แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต
  • หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต
  • หาดสุรินทร์ จ.ภูเก็ต
  • หาดอ่าวนาง จ.กระบี่

ถัดมา ในคืนวันที่ 26 มิ.ย. เจ้าหน้าได้รับข้อมูลจากการสอบปากคำผู้ต้องสงสัย และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบวัตถุต้องสงสัยบริเวณหน้าป้ายจวนผู้ว่าราชการ จ.พังงา และพบระเบิดต่อวงจรที่สามารถทำงานได้จริง รัศมีอันตราย 10 เมตร ก่อนจะทำการตัดวงจรสำเร็จและนำส่งกองพิสูจน์หลักฐานกลาง

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุต้องสงสัย บริเวณประภาคาร สะพานสารสิน ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจังหวัดพังงากับจังหวัดภูเก็ต ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มจุดสกัด และการลาดตระเวร เพื่อรักษาความปลอดภัยเข้มงวด

เหตุวางระเบิดที่ จ.กระบี่ เน้นจุดท่องเที่ยว

ผู้ว่าราชการ จ.กระบี่ และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ให้ความมั่นใจจังหวัดกระบี่มีความปลอดภัย เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุต้องสงสัยได้ครบตามที่ได้รับเบาะแส พร้อมทั้งได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังสถานที่จุดเสี่ยงต่อการก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง

ที่มาของภาพ, ประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่

คำบรรยายภาพ, ผู้ว่าราชการ จ.กระบี่ และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ให้ความมั่นใจว่า จังหวัดกระบี่มีความปลอดภัย เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุต้องสงสัยได้ครบตามที่ได้รับเบาะแส พร้อมทั้งได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังสถานที่จุดเสี่ยงต่อการก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบวัตถุคล้ายระเบิดสองแห่ง คือ ป้ายที่ทำการอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ และวัตถุต้องสงสัยเป็นผงสารเคมีและอุปกรณ์จุดชนวนตั้งเวลา บริเวณประติมากรรมไม้มะหาด ริมทะเลหน้าเมืองกระบี่ ถ.อุตรกิจ อ.เมืองกระบี่ เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้วัตถุต้องสงสัยได้สำเร็จทั้งสองบริเวณ

พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรกระบี่ กล่าวในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการจับกุมตัวผู้ต้องหา 2 คน ที่จังหวัดพังงา โดยมีพื้นที่ต้องสงสัย 5 จุด แต่ตรวจสอบพบเพียง 3 จุด พร้อมยืนยันว่า ณ วันนี้ พื้นที่จังหวัดกระบี่มีความปลอดภัย

ด้าน นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า พบวัตถุต้องสงสัยรวม 3 จุดและรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน ซึ่งมีการตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนโดยเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ก่อนตำรวจจะเข้าเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุต่อไป

นายอังกูร ระบุว่า ตนได้สั่งการไปยังฝ่ายปกครอง นายอำเภอ ให้ตั้งด่านอย่างเข้มข้น รวมทั้งขอความร่วมมือจากผู้นำศาสนา ประชาชน ให้ร่วมกันดูแลและเฝ้าระวังพื้นที่

ด้าน พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ระบุว่า การเก็บวัตถุต้องสงสัยเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยดีและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

"เราได้เก็บกู้ได้อย่างเรียบร้อย ไม่ได้มีเหตุอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นทางอีโอดีต้องไปพิสูจน์ซากอีกทีว่ามันเป็นอะไร ใช้การได้หรือไม่ เมื่อเราทำการพิสูจน์ซากสิ่งต่าง ๆ แล้ว ที่เราทำไปคู่ขนานคือการสืบสวน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ " พล.ต.ต.พรชัย กล่าว

เหตุลอบวางระเบิดในภูเก็ตทั้งในสนามบิน และสถานที่ท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา บริเวณท่าอากาศยานภูเก็ต ศูนย์รักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานภูเก็ต ได้รับแจ้งตรวจพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่ภายในรถจักยานยนต์ ที่จอดอยู่บริเวณฝั่งอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ก่อนที่เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดจะทำการยิงทำลายวัตถุดังกล่าว

นอกจากนี้ ในวันต่อมา (26 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ก็พบวัตถุต้องสงสัยบริเวณจุดชมวิวแหลมพรหมเทพ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งวัตถุถูกซ่อนอยู่ในซอกปูนซีเมนต์ บริเวณจุดชมพระอาทิตย์ตก โดยมีนาฬิกาตั้งเวลาไว้เป็นตัวเลขหลักร้อย และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดทำการยิงทำลาย 5 ครั้ง แต่ไม่พบว่าวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิด

พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ตัวเลขหลักร้อยดังกล่าวไม่สามารถประเมินแน่ชัดได้ว่าเป็นหลักนาที ชั่วโมง หรือวัน เนื่องจากเป็นเพียงตัวเลขที่แสดงอยู่บนจอของวัตถุต้องสงสัยเท่านั้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบวัตถุต้องสงสัย บริเวณสวนสาธารณะโลมา ที่พบระเบิดในกระติกน้ำเก็บความร้อนและถูกฝังไว้ใต้ผืนทรายอีกด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ว่าราชการ จ.ภูเก็ต นายโสภณ สุวรรณรัตน์ เรียกผู้เกี่ยวข้องประชุมด่วน ก่อนจะเปิดเผยว่า "วัตถุที่พบไม่ใช่วัตถุทำลายล้าง แต่เน้นเรื่องเสียงดังเป็นหลัก" เพื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการยกระดับรักษาความปลอดภัย ส่วนเรื่องความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุในสามจังหวัดชายแดนใต้นั้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

"ตอนนี้เรากำลังวิเคราะห์อยู่เหมือนกันว่ามันรวม [กับสถานการณ์ชายแดนใต้] หรือไม่ แต่ที่สำคัญคือคน [ผู้ต้องสงสัย] ที่มาก็มาจากสามจังหวัด เราไม่ประมาท" ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าว

เหตุการณ์ความไม่สงบใน จ.ปัตตานี

ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. มีรายงานเหตุลอบวางระเบิดทหารพราน ในพื้นที่ บ.นาพร้าว ม.2 ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย โดยหนึ่งในนั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา และมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน

ต่อมาช่วงค่ำของวันที่ 8 มิ.ย. มีเหตุระเบิดในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี สองจุด บริเวณตลาดโต้รุ่ง เขตเทศบาลเมือง โดยมีรายงานผู้บาดเจ็บ 1 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต และรถจักรยานยนต์เสียหาย 2 คัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ยังเกิดเหตุวางระเบิดในงานกาชาด อ.เมือง จ.ปัตตานี ในช่วงเช้า โดยมีระเบิดถูกลอบวางทั้งหมด 3 ลูก ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย

และเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เวลาประมาณ 21.30 น. มีรายงานเหตุลอบวางเพลิงองค์การบริหารส่วนตำบลแป้น จ.ปัตตานี ที่สร้างความเสียหายต่อรถราชการจำนวนสี่คัน และพบกระจกตัวอาคาร อบต. เสียหายจากการถูกทุบ นอกจากนี้ยังมีปลอกกระสุนปืนหลายปลอกอยู่รอบตัวอาคารที่เชื่อว่าเป็นของผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ อบต. ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ว่า ตนถูกผู้ก่อเหตุจับมัดมือและนำตัวไปขังไว้ที่มัสยิด แต่ไม่ได้ถูกทำร้าย

นอกจากนี้ ในเวลาใกล้เคียงกันยังมีการตรวจพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด ในพื้นที่สามจุด ที่ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ขณะที่นายก อบต.แป้น นายบือราเฮง ยะลา เปิดเผยกับสำนักงานข่าวไทยพีบีเอสว่า การก่อเหตุครั้งดังกล่าวทำให้บริการสาธารณะต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และเกิดเหตุขัดข้องเรื่องไฟฟ้า

Check points in Pattani

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทั้งนี้ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงเหตุวางระเบิดในพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดภาคใต้ ที่รัฐสภา วันนี้ (27 มิ.ย.) ด้วยว่า โดยหลักเป็นการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แจ้ง ผบ.ตร. ไปเมื่อ 5 วันก่อน ให้ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่หลักในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนในการแจ้งเตือน เจ้าหน้าที่ข่าวทหารและตำรวจ จะทำงานร่วมกัน

"นี่คือการส่งสัญญาณ...ว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ไปไหน"

ด้าน รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มองว่า การลอบวางระเบิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดโซนอันดามัน ไม่สามารถมองเป็นอื่นนอกจากจะเชื่อมโยงกับเหตุความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีพฤติการณ์ที่คล้ายกัน พบผู้ก่อเหตุมาจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และเป็นได้ว่าแรงจูงใจคือต้องการส่งสาส์นไปถึงรัฐบาล

"ในรอบสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมคิดว่ามันมีการก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นการก่อเหตุที่ตลาดหรือว่าในงานกาชาดก็ตาม… ผมคิดว่านี่คือการส่งสัญญาณ เป็นปีกของการใช้กำลัง ว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ไปไหน และรัฐบาลเองก็ไม่มี project (โครงการ) ในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้เลย" เขาระบุ

นักวิชาการผู้นี้มองว่าที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้มีโครงการในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ใน "ทางการเมือง" อย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับเดินตามวิธีการ "ทางการทหาร" คือให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้นำ ซึ่งการพบวัตถุระเบิดนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นวิธีการที่ต้องการส่งสัญญาณเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาใส่ใจในการแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า การพบวัตถุระเบิดนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วง 3 วันที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ถือว่าเป็นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ซึ่งนอกจากจะเป็นการเรียกความสนใจจากรัฐบาลแล้ว การนำวัตถุระเบิดเข้าไปตั้งในจุดที่เป็น "แลนด์มาร์ก" สำคัญของ จ.ภูเก็ตและกระบี่ได้ ยังเสมือนเป็นการแสดงศักยภาพของกลุ่มผู้ก่อเหตุ และสะท้อนความด้อยประสิทธิภาพของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ด้วย

"ผมตั้งข้อสังเกตแบบนี้นะครับ… การวางระเบิด หรือว่าการก่อเหตุ ไม่ได้มีความมุ่งหมายต่อผู้คน" รศ.เอกรินทร์ เชื่อมโยงเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่มีการตั้งเวลาของระเบิดเอาไว้นาน เข้ากับเหตุระเบิดที่ตลาดใน จ.ปัตตานี เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งลักษณะของวัตถุระเบิดไม่ได้ต้องการให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ เช่นเดียวกับเหตุระเบิดในงานกาชาด จ.ปัตตานี ที่เกิดขึ้นช่วงเช้ามืดซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาที่มีผู้คนพลุกพล่าน

"ข้อสังเกตแรกเลยนะครับ มันสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ว่าปล่อยให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีทรัพยากรและมีกำลังคนจำนวนมาก"

รมต. กระทรวงกลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บอกว่าการก่อเหตุนอกพื้นที่ชายแดนใต้ครั้งล่าสุดนั้น "ไม่มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นหน่วยที่รับผิดชอบก็ต้องดูแล"

"ประการที่สองต่อรัฐบาล… มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลดูเบามากต่อการแก้ปัญหาเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพูดกันตรง ๆ คือดูไม่แยแสต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปล่อยให้หน่วยงานความมั่นคงรับผิดชอบต่อไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมพูดตรงไปตรงมาคือมันเหมือนรัฐบาลปล่อยให้ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องของหน่วยงานความมั่นคงเป็นหลัก โดยไม่มีการกำกับนโยบายในการรองรับใด ๆ เลย"

ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องสันติภาพชายแดนใต้ผู้นี้ยังได้ระบุข้อเสนอแนะของเขาไปยังรัฐบาลซึ่งมีสามประการ คือ

  • แต่งตั้งคณะพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ
  • นำรายงานจาก "คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" ที่มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน มาประกอบการออกแบบนโยบายแก้ไขปัญหา
  • แต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ

นักวิชาการผู้นี้ยังแสดงความไม่เห็นด้วย ต่อการให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่บอกว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (27 มิ.ย.) นายภูมิธรรม ระบุว่า การก่อเหตุนอกพื้นที่ชายแดนใต้นั้น "ไม่มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด"

"ผมรู้สึกว่าผมมีปัญหากับคำอธิบายของรองนายกรัฐมนตรีคุณภูมิธรรมมาก ๆ ว่าออกมาปฏิเสธอย่างฉับพลัน แทนที่จะบอกความจริงและให้สติ และเรารับผิดชอบกับมัน อธิบายกับมัน ผมคิดว่าตอนนี้นะครับ ในสถานการณ์ภาคใต้ ไม่มีคนในรัฐบาลที่มาดูแล มาใส่ใจเหตุการณ์ความรุนแรงเลย อย่างที่ผมกล่าวไปว่ารัฐบาลก็ไม่มีสมาธิ เพราะรัฐบาลก็เอาตัวไม่รอดกับปัญหา ขอโทษนะครับถ้าพูดกันชัด ๆ กับปัญหาเรื่องชายแดนกัมพูชา กับเรื่องของคุณฮุน เซน" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

ในขณะเดียวกัน เขายังได้วิจารณ์ไปยังกลุ่มที่ก่อความไม่สงบด้วยว่า การเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาลไทยด้วยการก่อเหตุวางระเบิดในเขตชุมชนนั้น แม้จะมีเป้าประสงค์ต้องการส่งสาส์น แต่อีกด้านก็ส่งผลกระทบต่อชาวมลายูที่กลุ่มดังกล่าวระบุว่าต้องการปกป้องเช่นกัน เพราะเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นกระทบกับเศรษฐกิจในพื้นที่และภาพลักษณ์ของชาวมลายูที่เข้ามาทำงานตามจังหวัดหัวเมืองต่าง ๆ

"คนมลายูที่ไปทำงานที่ภูเก็ต ที่โซนอันดามัน กระบี่ พังงา พวกเขาก็ถูกตีตรา… นี่มันสร้างความเสียหายแก่คนของเขาเอง แบบนี้หรือทำด้วยความรัก แบบนี้หรือทำด้วยอุดมการณ์" รศ.เอกรินทร์ ตั้งคำถาม

"การก่อเหตุในพื้นที่ นอกจากคุณจะส่งสัญญาณต่อรัฐบาล คุณต้องมองอีกด้านหนึ่ง มันส่งผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่ที่มาประกอบอาชีพนอกพื้นที่ด้วย เขาอยู่ลำบาก ถูกตั้งคำถาม แล้วขอโทษนะครับถ้าไปไกลกว่านั้น หน่วยงานความมั่นคงต้องไปติดตามเขา ต้องไปสอบสวน พวกเขาก็ยิ่งลำบากมากขึ้น เคยคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้บ้างหรือไม่อย่างไร"

"คือกลุ่มบีอาร์เอ็นพูดมาว่า โอเค รัฐบาลต้องตั้งโต๊ะ ฝั่งไทยก็บอกว่าควรหยุดก่อน หยุดก่อเหตุก่อนแล้วเราจะคุยกันได้ ผมคิดว่าพูดแบบนี้ไม่มีวันจบ ไม่มีวันคืบหน้า" นักวิชาการผู้นี้ระบุ

เขามองว่าทั้งสองฝ่ายควรหยุดตีปิงปองและหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาตกลงในรายละเอียดการอยู่ร่วมกันให้ชัดเจน

"ปัญหาวันนี้ทั้งรัฐบาลแล้วก็ทั้งบีอาร์เอ็น มันสร้างประเด็น ถ้าพูดกันตามภาษาผมนะ มันเป็นภาระกับประชาชนที่นั่นมาก ทั้งสองฝ่ายเป็นภาระสำหรับผม" รศ.เอกรินทร์ ระบุ

"พูดแบบนี้ไม่ใช่ผมดูถูกดูแคลนอุดมการณ์ทางการเมืองหรือการต่อสู้ทางการเมืองนะครับ แต่ผมคิดว่าเราควรจะต้องมีกติกา สร้างกติการ่วมกัน ซึ่งกติกานั้นจะต้องมีประชาชนอยู่ในสมการด้วย แต่ปัญหาวันนี้ที่พูดมาว่าให้ทางโน้นหยุดฟัง ทางนี้เปิดโต๊ะเจรจา มันไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนั้นเลย" เขากล่าวทิ้งท้าย