พระสันตะปาปาลีโอที่ 14 กับฝ่ายบริหารของทรัมป์ กำลังแตกหักกันหรือไม่ ?

Pope Leo XIV leads Blessed Virgin Mary of Guadalupe Holy Mass at St. Peter's Basilica at the Vatican on December 12, 2025 in Vatican City, Vatican

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระสันตะปาปาลีโอทรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายผู้อพยพของทรัมป์
    • Author, เลโบ ดิเชโก
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายศาสนา

เจสซี โรเมโร นักจัดพอดแคสต์คาทอลิกสายอนุรักษนิยม เพิ่งกล่าวคำพูดเด็ด ๆ ถึงสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ว่า "พระสันตะปาปาควรบอกเราว่าจะไปสวรรค์ได้อย่างไร"

"พระองค์ไม่มีอำนาจเหนือรัฐบาล พระองค์ต้องอยู่ในขอบเขตของตน" โรเมโร กล่าว

ในฐานะผู้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ นักจัดรายการผู้นี้รู้สึกโกรธพระสันตะปาปาที่มีบ้านเกิดในสหรัฐอเมริกา รวมถึงไม่พอใจบรรดาบิชอปชาวอเมริกันที่ออกมาวิจารณ์นโยบายเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่ของทรัมป์

เนื่องจาก 1 ใน 5 ของชาวอเมริกันระบุว่าตนเองเป็นชาวคาทอลิก ด้วยเหตุนี้โบสถ์จึงมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตและการเมืองของสหรัฐฯ

มีชาวคาทอลิกหลายคนที่เป็นส่วนสำคัญในชัยชนะการเลือกตั้งของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ หรือ ลีโอนาร์ด ลีโอ นักเคลื่อนไหวด้านกฎหมายผู้ทรงอิทธิพล นอกจากนี้บางคนยังนั่งอยู่ใจกลางคณะรัฐมนตรี เช่น มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และลินดา แมคมาฮอน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

ทว่าประเด็นเรื่องผู้อพยพกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างผู้นำคริสตจักรกับรัฐบาล รวมถึงในหมู่ชาวคาทอลิกเองด้วย

เมื่อบรรดาพระคาร์ดินัลรวมตัวกันในการประชุมเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โรเมโรหวังว่าจะได้พระสันตะปาปาที่ "เหมือนทรัมป์" หรือมีมุมมองคล้ายกับประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนปัจจุบัน

แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ได้กล่าวย้ำหลายครั้งถึงความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพในสหรัฐฯ โดยพระองค์ทรงเรียกร้องให้ "ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน" ในเรื่องนี้เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

พระองค์ยังตรัสอ้างถึงพระวรสารนักบุญแมทธิว พร้อมเสริมว่า "พระเยซูตรัสอย่างชัดเจนว่า เมื่อสิ้นโลก เราจะถูกถามว่า 'คุณต้อนรับชาวต่างชาติอย่างไร ?'"

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา สภาบิชอปคาทอลิกแห่งสหรัฐอเมริกา (USCCB) ออก "สาสน์พิเศษ" ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเนื้อหาแสดงถึง "ความกังวลต่อสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้อพยพในสหรัฐฯ"

บรรดาบิชอปกล่าวว่าพวกเขา "รู้สึกไม่สบายใจ" ต่อสิ่งที่เรียกว่า "บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความวิตก" พร้อมเสริมว่าพวกเขา "คัดค้านการเนรเทศครั้งใหญ่แบบไม่เลือกหน้า" และ "ภาวนาให้ยุติถ้อยคำที่ลดทอนความเป็นมนุษย์และความรุนแรง"

นี่เป็นการแสดงจุดยืนที่สำคัญ และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่ สภาบิชอปคาทอลิกแห่งสหรัฐฯ ใช้สาสน์ลักษณะนี้ โดยทางสมเด็จพระสันตะปาปาก็ออกมาสนับสนุนและเรียกแถลงการณ์นี้ว่าเป็นแถลงการณ์ที่สำคัญมาก" พร้อมกับกระตุ้นให้ชาวคาทอลิกและ "ผู้มีจิตใจดี" รับฟังอย่างตั้งใจ

Immigration and Customs Enforcement (ICE) agents conduct operations in the Little Village neighborhood, a predominantly Mexican American community in Chicago, United States on November 08, 2025.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ ตกเป็นจุดสนใจจากการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองโดยฝ่ายบริหารของทรัมป์

การเปิดศึกกับพระสันตะปาปา

"ผมคิดว่าความสัมพันธ์ค่อนข้างตึงเครียด" เดวิด กิบสัน ผู้อำนวยการ (ผอ.) ศูนย์ศาสนาและวัฒนธรรมแห่งมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม กล่าว

กิบสันบอกว่าฝ่ายอนุรักษนิยมเคยคาดหวังว่าสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอจะไม่เดินตามรอยแนวทางของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่เน้นประเด็นความยุติธรรมทางสังคมและการอพยพ

เขากล่าวต่อว่า "พวกเขาหลายคนโกรธขึ้ง พวกเขาอยากบอกให้พวกโบสถ์เงียบปากไปเสีย" และจำกัดตัวเองอยู่กับประเด็นอื่น ๆ เช่น ทำแท้ง

ทอม โฮแมน ผู้รับผิดชอบนโยบายชายแดนของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นคาทอลิกเช่นกัน กล่าวว่า คริสตจักร "คิดผิด" และผู้นำของคริสตจักร "ควรใช้เวลาแก้ปัญหาภายในคริสตจักรคาทอลิก"

ต่อมาในเดือน ต.ค. คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ปฏิเสธข้อสังเกตของสมเด็จพระสันตะปาปาที่มีบ้านเกิดในนครชิคาโก ที่พระองค์ทรงออกมาตรัสว่าเมืองนี้กำลังปฏิบัติต่อผู้อพยพของสหรัฐฯ "อย่างไร้มนุษยธรรม" และไม่สอดคล้องกับความเชื่อว่าด้วยการ "สนับสนุนชีวิต (pro-life)"

กิบสันให้ความเห็นว่าฝ่ายบริหารคำนวณไว้แล้วว่า "มีชาวอเมริกันคาทอลิกจำนวนมากพอ โดยเฉพาะชาวคาทอลิกผิวขาวที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันและโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นประโยชน์ทางการเมืองที่จะเปิดศึกกับสมเด็จพระสันตะปาปา และนี่เป็นการคำนวณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"

จากงานศึกษาชิ้นใหม่ของสถาบันวิจัยศาสนาสาธารณะ (Public Religion Research Institute) พบว่าเกือบ 60% ของชาวคาทอลิกผิวขาว เห็นด้วยกับวิธีที่โดนัลด์ ทรัมป์ จัดการเรื่องผู้อพยพ โดยตัวเลขนี้มีราว 30% ที่เป็นชาวฮิสแปนิก ซึ่งคิดเป็น 37% ของประชากรคาทอลิกในสหรัฐฯ

US Vice President JD Vance speaks during the National Catholic Prayer Breakfast at the Walter E. Washington Convention Center in Washington, DC, US, on Friday, Feb. 28, 2025.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าความเชื่อคาทอลิกของเขามีอิทธิพลต่อมุมมองทางการเมืองของเขาอย่างไร

อำนาจและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของชาวคาทอลิกฝ่ายขวาในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ กำลังสะท้อนให้เห็นผ่าน เจดี แวนซ์ ผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนานี้

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้บอกว่าการเมืองของเขาถูกหล่อหลอมด้วยความเชื่อทางศาสนา แม้เขาจะยืนยันว่านโยบายในปัจจุบันไม่ขัดแย้งกับคำสอนของคริสตจักร แต่ก็กล่าวด้วยว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องระลึกถึงความเป็นมนุษย์ของผู้ที่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายด้วย

ทว่าชาวคาทอลิกบางคนบอกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

นครชิคาโกกำลังตกเป็นจุดสนใจจากการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองโดยฝ่ายบริหารของทรัมป์

ในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา จีน รัตเทนเบอรี สมาชิกคริสตจักรคาทอลิกเซนต์เกอร์ทรูด เข้าร่วมพิธีมิสซาที่มีผู้ร่วมกว่า 2,000 คน ซึ่งจัดขึ้นนอกศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในย่านบรอดวิวของชิคาโก

"มิสซาของประชาชน" เป็นหนึ่งในกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและสาธารณะ (Coalition for Spiritual and Public Leadership - CSPL)

เธอกล่าวว่าเป้าหมาย คือ "การนำศีลมหาสนิทไปให้คนข้างใน เพื่อดูแลพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้รับอนุญาตแล้ว"

กลุ่ม CSPL ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง โดยกล่าวหาว่าถูกขัดขวางไม่ให้ทำงานด้านศาสนา

"ฉันภูมิใจที่เป็นคาทอลิก เมื่อคริสตจักรคาทอลิก ตั้งแต่พระสันตะปาปาถึงบรรดาบิชอป กำลังบอกว่าผู้อพยพมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ พวกเขามีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" รัตเทนเบอรี กล่าว

ความรู้สึกเช่นนี้รุนแรงถึงขั้นที่โบสถ์แห่งหนึ่งใกล้นครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ใช้ฉากการประสูติในเทศกาลคริสต์มาสเพื่อสื่อว่าครั้งหนึ่งพระเยซูเคยเป็นผู้ลี้ภัย

ส่วนคริสตจักรเซนต์ซูซานนาในเมืองเดดแฮม รัฐเดียวกัน เปลี่ยนพระกุมารเยซูเป็นป้ายเขียนด้วยลายมือว่า "ICE เคยมาที่นี่"

บางคนในชุมชนออกมาร้องเรียนกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้สังฆมณฑลคาทอลิกแห่งนครบอสตันสั่งให้ถอดการจัดแสดงออก โดยบอกว่ามันสร้างความแตกแยกและละเมิดกฎเกี่ยวกับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ แต่จนถึงตอนนี้โบสถ์ดังกล่าวยังไม่ยอมทำตาม

แม้ชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ จำนวนมากยังคงมีจุดยืนอนุรักษนิยม เช่น ประเด็นยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของคริสตจักร แต่พวกเขาก็มักมองว่าตนเองมีแนวคิดก้าวหน้ามากกว่าคนผิวขาวที่เป็นคริสเตียนอีแวนเจลิคัล ซึ่งโหวตให้พรรครีพับลิกันอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุด ขณะที่ชาวคาทอลิกผิวขาวราว 1 ใน 3 กลับโหวตให้พรรคเดโมแครตอย่างต่อเนื่อง

กิบสันบอกว่าเกือบ 1 ใน 3 ของชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ เกิดในต่างประเทศ

"นี่คือคริสตจักรที่สร้างขึ้นจากผู้อพยพ" เขากล่าว "แบรนด์คาทอลิกในสหรัฐฯ คือคริสตจักรของผู้อพยพ"

A demonstrator holds up a sign saying "Jesus wouldn't do this" during a protest outside the US Immigration and Customs Enforcement detention center in Broadview, Illinois against the latest US immigration crackdown, on October 10, 2025

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บรรดาคริสตจักรกล่าวว่าพวกเขาถูกขัดขวางไม่ให้มอบศีลมหาสนิทแก่ผู้อพยพในศูนย์กักกันแห่งหนึ่งในรัฐอิลลินอยส์

"ไม่สอดคล้องกับพระวรสาร"

บิชอปโจเซฟ ไทสัน แห่งเมืองยากิมา รัฐวอชิงตัน เป็นหนึ่งใน 216 คนที่สนับสนุน "สาส์นพิเศษ" ของสภาบิชอปคาทอลิกแห่งสหรัฐฯ (USCCB) ซึ่งมีบิชอปเพียง 5 คนที่ลงคะแนนคัดค้าน และอีก 3 คน งดออกเสียง

"มีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างมุมมองของคริสตจักรที่มีต่อผู้อพยพในเขตศาสนาของเรา กับมุมมองของฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันที่มีต่อผู้อพยพ"

"เรามองเห็นด้านบวกในตัวผู้อพยพเหล่านั้นมากกว่า" เขากล่าว

บิชอปโจเซฟบอกว่าไม่ได้เรียกร้องให้เปิดพรมแดน ซึ่งเป็นจุดยืนที่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอก็เคยย้ำ แต่เขาคัดค้าน "การเนรเทศแบบไม่เลือกหน้า"

"การเนรเทศที่เรากำลังเห็นในหมู่สมาชิกวัดของเราและประชาชนในสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดกับบุคคลแบบเฉพาะเจาะจง [หรือ] มุ่งเป้าไปที่อาชญากร"

เขากล่าวต่อว่าราวครึ่งหนึ่งของครอบครัวในสังฆมณฑล ส่วนใหญ่เป็นชาวฮิสแปนิกซึ่งมีสมาชิกในบ้านบางคนกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับสถานะการเข้าเมือง ขณะที่นักบวชเองก็มักเป็นผู้อพยพ ทำให้คริสตจักรอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางมากขึ้น

บิชอปผู้นี้บอกว่า 1 ใน 3 ของนักบวชที่เคยบวชให้ มักอยู่ในสถานะวีซ่าชั่วคราวก่อนจะได้กรีนการ์ด ซึ่งกระบวนการนี้อยู่ในบรรยากาศไม่น่าไว้ใจมากนักในปัจจุบัน

"ผมมีนักศึกษาศาสนศาสตร์คนหนึ่งอยู่ในพื้นที่นครชิคาโก เขาถือวีซ่าประเภท T แต่ [ICE] มาปรากฏตัว และเขากลัวว่าจะถูกจับกุม" เขากล่าว

"ใคร ๆ ก็อาจถูกเพิกถอนเอกสารได้ ดังนั้นเราจึงให้เจ้าหน้าที่ของเราพกเอกสารติดตัวตลอดเวลา"

บิชอปโจเซฟยืนยันว่านโยบายปัจจุบันของสหรัฐฯ ขัดกับคำสอนคาทอลิก

"ชาวคาทอลิกในแวดวงการเมืองที่สนับสนุนการเนรเทศแบบไม่เลือกปฏิบัติควรสำนึกผิดชอบชั่วดี เพราะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับพระวรสารแห่งชีวิต (Gospel of Life)"

สำหรับเจสซี โรเมโร กลับมองว่าบรรดาบิชอปและพระสันตะปาปาต่างหากที่ขัดกับหลักคำสอนคาทอลิก เขาอ้างว่าคำสอนคาทอลิกระบุชัดว่าผู้อพยพต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อ รวมถึงกฎหมายว่าด้วยการอยู่ในประเทศ

"เรามีบิชอปจำนวนมากในคริสตจักรคาทอลิกอเมริกาที่มีมุมมองทันสมัยกว่า เป็นเสรีนิยมกว่า และมีมุมมองก้าวหน้าเกี่ยวกับพระคัมภีร์และเทววิทยา"

โรเมโรกล่าวว่าตนเองภาวนาให้พวกเขากลับใจ แม้เขายอมรับสมเด็จพระสันตะปาปาและบรรดาบิชอปในฐานะผู้นำศรัทธา "แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความเห็นส่วนตัวของพวกเขาจะถูกต้องทุกเรื่อง พวกเขาก็เป็นมนุษย์เช่นกัน"

"คนเดียวที่ปราศจากบาปคือพระเยซู พระองค์สมบูรณ์แบบ ส่วนคนอื่น ๆ เราต้องภาวนาให้กันและกัน"