เศรษฐาประกาศให้ “400 บาทโดยเร็วที่สุด” หลังฝ่ายค้านทวงนโยบายขึ้นค่าแรง 600 บาท

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล “เศรษฐา 1” ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ย้ำจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้อยู่ในระดับเหมาะสม ตั้งเป้าหมาย “400 บาทโดยเร็วที่สุด” หลังฝ่ายค้านวิจารณ์นโยบายด้านแรงงานที่หายไปของรัฐบาล
เช้าวันนี้ (12 ก.ย.) 2 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ทวงถามนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน ภายในปี 2570 ตามที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้หาเสียงเอาไว้ แต่กลับไม่บรรจุเอาไว้อย่างชัดเจนในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา
นายเซีย จำปาทอง ตั้งคำถามต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ว่า ใครสั่งให้ถอดเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทออกจากนโยบายของรัฐบาล
“ท่านทำเอง หรือกลุ่มทุนผูกขาดที่ร่วมโต๊ะอาหารกับท่านปลายเดือน ส.ค. ขอร้องท่าน หรือพรรคการเมืองที่กำกับกระทรวงแรงงานที่มีลูกจ้างมากมายสั่งท่าน ท่านอย่ายอมนะครับ ท่านเป็นนายกฯ อย่ายอมให้รัฐมนตรีขี่คอกดหัวเป็นอันขาด” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. กล่าว
ในฐานะผู้ใช้แรงงานกว่า 30 ปี นายเซีย ชี้ว่า 3 ปัญหาหลักของแรงงานคือ ค่าจ้างไม่พอ ไม่มีอำนาจต่อรอง และประกันสังคมไม่ตอบโจทย์ เขาจึงเรียกร้องให้นายกฯ “ใช้ความกล้าหาญ” และ “ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง”
“ถ้าท่านไม่ทำ อาจมีพี่น้องแรงงานต่อว่าท่านว่ากะล่อนหลอกลวงเหมือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็อย่าถือโกรธกัน คำพูดคนเราสำคัญ ท่านคงเคยฟังนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะว่าเป็นยังไง” นายเซีย กล่าว และขอความชัดเจนว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเกิดขึ้นได้เร็วสุดเมื่อใด วันไหน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมพรรค นายศิริโรจน์ ธนิกกุล สส.สมุทรสาคร ที่แสดงความสงสัยว่าเหตุใดนายกฯ ถึงมอบหมายให้กระทรวงแรงงานอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้งที่ไม่นโยบายด้านแรงงานที่ชัดเจน ก่อนเปิดฉากไล่เรียงปัญหาของแรงงาน 2 กลุ่มที่ถูกลืมคือ แรงงานแพลตฟอร์ม กับแรงงานข้ามชาติ
นายศิริโรจน์ได้งัดเสื้อแจ๊กเก็ตไรเดอร์สีเขียวที่เตรียมไว้ขึ้นมาสวมใส่กลางสภา ก่อนอภิปรายต่อไป โดยเฉลยว่าเคยเป็นไรเดอร์ส่งอาหารมาก่อน และเคยขี่รถจักรยานยนต์ล้ม ต้องใส่เฝือกเป็นเดือน ๆ แต่ไม่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการจากบริษัทต้นสังกัดแต่อย่างใด เนื่องจากมีการตีความว่าไรเดอร์ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัท เมื่อไม่ได้เป็นลูกจ้าง บริษัทจึงไม่ต้องให้สวัสดิการ เว้นแต่บริษัทจะเมตตา
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอื่น ๆ ได้แก่ ค่ารอบไม่เป็นธรรม ถูกลดค่ารอบ/เรตต่างกัน, บังคับให้รับงานพ่วง ทำงานเพิ่ม แต่เงินน้อย, ต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงเอง เขาจึงรู้สึกผิดหวังกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่เหมือนลืมว่าเคยให้ความหวังไว้กับพี่น้องไรเดอร์หมดสิ้นแล้ว
ส่วนแรงงานอีกกลุ่มที่ สส.สมุทรสาคร พูดถึงคือ แรงงานข้ามชาติ ซึ่งแนวนโยบายของรัฐที่ผ่าน ๆ มามักจะลักลั่น ย้อนแย้ง เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงและอาชญากรรม อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติสูงเกินไป และมีความยุ่งยากในการขึ้นทะเบียนแรงงาน ต้องผ่าน 5 หน่วยงานภาครัฐ จึงอยากถามว่ารัฐบาล และ รมว.มหาดไทย จะแก้ปัญหาอย่างไร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เกือบทันทีทันใด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ลุกขึ้นชี้แจงตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ โดยกล่าวว่า “เราจะเจรจา 3 ฝ่าย ระหว่างแรงงาน ผู้ว่าจ้าง รัฐบาล เพื่อปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่ 400 บาทโดยเร็วที่สุด”
อย่างไรก็ตามนายกฯ ไม่ได้ระบุว่า “เร็วที่สุด” นั้นคือเมื่อใด
ส่วนระบบขึ้นทะเบียนแรงงานแบบวันสต็อปเซอร์วิส (การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียวของภาครัฐ) นายกฯ บอกว่า ตระหนักเรื่องนี้ดี และได้รับฟังข้อมูลเบื้องต้นจากผู้เกี่ยวข้องในภาคการประมงแล้ว
สำหรับปัญหาไรเดอร์ นายเศรษฐากล่าวว่า ได้ให้แนวทางกระทรวงแรงงานเจรจากับภาคเอกชนในยกระดับสวัสดิการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงมีแนวทางจัดระเบียบค่าโดยสารรถรับจ้าง ไรเดอร์ และแท็กซี่ ให้เกิดความยุติธรรม และเกิดความปลอดภัยของผู้โดยสารและไรเดอร์ นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมศึกษาเรื่องการสร้างแอปพลิเคชันเรียกรถของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ให้บริการเหล่านี้ครบวงจร ครอบคลุม และทั่วถึง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ภายหลังการแถลงนโยบาย เตรียมนัดหมายไรเดอร์มาพูดคุยที่กระทรวงเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา และอาจนำระบบเทคโนโลยีที่กระทรวงพัฒนาขึ้นมาใช้ เพื่อให้ระชาชนมีความผาสุก
ประท้วงวุ่นปมสวมเสื้อไรเดอร์-นายกฯ ส้มหล่น
ผลจากการหยิบเสื้อไรเดอร์ขึ้นมาใส่ในระหว่างการอภิปราย ทำให้นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลุกขึ้นประท้วงการทำหน้าที่ของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในเวลานั้น โดยกล่าวว่า พฤติกรรมของสมาชิกเริ่มไปกันใหญ่ ไม่ฟังและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของประธาน
"ที่นี่ไม่ใช่โรงแสดง ผมไม่อยากขัดสมาชิกที่อภิปรายอยู่เมื่อครู่ และเอานู่นเอานี่มาสวมใส่กัน ทุกอย่างที่เอาเข้าไปในห้องประชุม ต้องได้รับการอนุญาตจากท่านประธานรัฐสภา" นายวิทยากล่าวและว่า สมาชิกต้องไม่อ่านเอกสารโดยไม่จำเป็น แต่เดี๋ยวนี้ “เราเจอนักอ่านเก่ง ๆ เยอะ ขึ้นมาถึงก็วางจอ แล้วก็แอคชัน อ่านกันไป ประธานไม่เคยติง”
นอกจากนี้ น.ส.สรัสนันท์ อรรณพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย (พท.) ยังลุกขึ้นประท้วงว่าสมาชิกใส่ร้ายเสียดสี กรณีนายศิริโรจน์กล่าวตอนท้ายว่า “รัฐบาลส้มหล่น” ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน พรรค ก.ก. ส่งไม้ต่อให้เราจัดตั้งรัฐบาล และขอให้พรรค ก.ก. กำชับสมาชิกทุกท่านถึงถ้อยคำรัฐบาลส้มหล่นด้วย ทำให้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ประท้วงกลับ โดยบอกว่าสมาชิกพรรค ก.ก. พูดว่า “นายกฯ ส้มหล่น” ซึ่งนายเศรษฐาสามารถใช้สิทธิพาดพิงเองได้ สส.เกี่ยวอะไร จากนั้นได้เกิดการประท้วงไปมา สุดท้ายนายพรเพชรขอให้ถอนคำว่า “ส้มหล่น” ซึ่งต่อมา นายศิโรจน์บอกว่า ขอถอนคำพูดว่า ส้มหล่น และเปลี่ยนเป็นคำว่า "ส้มทั้งแผ่นดิน"
ต่อมา เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน ลุกขึ้นชี้แจงหลังการประท้วงสงบลง ได้กล่าวว่า “ขอให้ใจเย็นกันนิดหนึ่ง ยังเช้ากันอยู่เลย วันนี้เราอยู่กันดึก ยิ้มแย้มบ้าง สมาชิกบางท่านยังหน้าขรึมขำเลย”

"คนจนก็มีหัวใจ คนจนมีสิทธิไหมคะ"
น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ขึ้นอภิปรายนโยบาย “สวัสดิการโดยรัฐ” ของรัฐบาลเศรษฐา ที่เน้นการตีตรา “ความจน” เพราะประชาชนต้องพิสูจน์ความจนเพื่อรับสิทธิ และจากนโยบายที่แถลงไปนั้น ไม่มีการลงรายละเอียดการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายอุดหนุนบุตรเดิมของรัฐบาลก่อนเลย ทั้งที่รัฐบาลยอมรับว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะกระทบต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน
“คนจนก็มีหัวใจ คนจนมีสิทธิไหมคะ เกิดมารัฐก็ตีตราไว้แล้วว่าเด็กมีความยากจน แล้วรัฐบาลจะทำให้คนไทยมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร” และ “ท่านเขียนปัญหา แต่ไม่เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาเลย”
น.ส.ศศินันท์ ในฐานะแม่ลูกสอง ระบุว่า สวัสดิการสำหรับแม่เพิ่งคลอด ให้ได้ลาคลอดบุตร 6 เดือน รวมถึงคุณพ่อให้ลาเลี้ยงลูกได้ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เธออ้างอิงคำกล่าวว่า “เราอยากเห็นอนาคตของประเทศเป็นแบบไหน ให้ดูว่ารัฐลงทุนกับเด็กเล็กแบบไหน” ซึ่งปัจจุบัน กฎหมายแรงงานกำหนดให้ผู้หญิงลาคลอดได้ 3 เดือน และผู้ชายลาเลี้ยงลูกไม่ได้ ยกเว้นในระบบราชการ ซึ่ง ศศินันท์ มองว่า รัฐผลักภาระหนักอึ้งให้คุณแม่ที่ต้องดูแลบุตร และทำงานไปด้วย
“แม้ท่านนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวในทวิตเตอร์ว่า หลังลาคลอด 5 วัน ก็ทำงานได้แล้ว ขนาดท่านป่วยตอนหาเสียง ยังรักษาตัว 11 วัน หวังว่าท่านจะไม่เอาแนวคิดเช่นนี้มาใช้ในการบริหารประเทศ” เธอกล่าวเตือน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบชี้แจงนโยบายสวัสดิการโดยรัฐว่า "เราต้องอยู่กับความเป็นจริง และต้องตื่นจากความฝัน" ว่าสถานการณ์ของประเทศเป็นอย่างไร ทั้งโครงสร้างงบประมาณ อัตรารายได้ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และฐานภาษีที่เก็บได้ แตกต่างอย่างมหาศาลกับประเทศที่มีสวัสดิการถ้วนหน้า
"ต้องเรียนว่าสภาวะและรายได้ของเราจากการเก็บภาษี ยังไม่อยู่ในจุดที่เราสามารถจัดทำสวัสดิการถ้วนหน้าได้จริง ๆ" นายจุลพันธ์กล่าว พร้อมถามว่า "ถ้าท่านต้องการให้ทำเรื่องสวัสดิการถ้วนหน้า ท่านคาดว่ารัฐบาลจะเอาแหล่งงบประมาณมาจากไหน ต้องผูกพันงบประมาณในระยะยาวเท่าไหร่... จะขายกองทุนวายุภักดิ์อย่างที่ท่านว่า หรือกองทุนหมุนเวียนอย่างนั้นหรือ"
ต่อมา น.ส.ศศินันท์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ได้ใช้สิทธิถามถึงชี้แจงของนายจุลพันธ์ว่า สรุปแล้วสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างเงินผู้สูงอายุและเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจะยังมีอยู่หรือไม่
นายจุลพันธ์ ตอบว่า รัฐบาลยืนยันเดินหน้า "สวัสดิการโดยรัฐ" ในกรอบและระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ด้วยภาระของรัฐบาลในปัจจุบัน การตั้งเป้าด้วยการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix











