สภาล่ม ไม่ได้เริ่มถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. 256 หลัง สส. ภูมิใจไทย-สว. บางส่วนวอล์กเอาต์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ที่ประชุมร่วมรัฐสภายังไม่อาจเริ่มต้นพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ภายหลัง สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ สว. กลุ่มใหญ่ "สีน้ำเงิน" ได้วอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม โดยให้เหตุผลว่าเป็นการประชุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ สส. พรรคเพื่อไทย (พท.) แม้อยู่ในห้อง แต่ไม่ยอมเสียบัตรแสดงตน
การประชุมของ สส. และ สว. ต้องยุติลงในเวลา 12.03 น. ภายหลังสมาชิกเสนอให้นับองค์ประชุม แล้วมีผู้แสดงตนเพียง 204 คน จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 692 คน (สส. 493 คน และ สว. 199 คน)
"ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม เพราะฉะนั้นต้องปิดการประชุม ไม่สามารถประชุมต่อไปได้ ขอเลิกการประชุมวันนี้ และขอนัดใหม่เวลา 09.30 น. ของวันพรุ่งนี้ (14 ก.พ.)" นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา กล่าว ก่อนสั่งปิดการประชุมที่ดำเนินมาได้เพียง 2 ชม. ครึ่ง
การประชุมร่วมรัฐสภาเกิดขึ้นในเวลา 09.38 น. ของวันนี้ (13 ก.พ.) ทันทีที่เปิดประชุม นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรค ภท. ลุกขึ้นแจ้งต่อประธานว่า วาระที่จะเข้าสู่การพิจารณาสุ่มเสี่ยงว่าผิดและขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงขออนุญาตไม่ร่วมพิจารณา จากนั้นได้นำทีม สส. ของพรรคที่พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีน้ำเงินเดินออกจากห้องประชุมไป
วานนี้ (12 ก.พ.) ที่ประชุมพรรค ภท. มีมติเอกฉันท์ ไม่ร่วมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าการบรรจุวาระนี้มีความขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ทำประชามติก่อน
"เห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยง พรรค ภท. ไม่สามารถรับความเสี่ยงนั้นได้" นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวและว่า เรื่องนี้ไม่ได้คุยกับแกนนำพรรครัฐบาล เป็นเรื่องของแต่ละพรรคการเมือง ไม่ได้ผ่านมติ ครม. ไม่มีมติพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงไม่มีการหารือกัน ถือเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรค เป็นเรื่องของสภาล้วน ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
ต่อมา สส. พรรค ภท. เปิดแถลงข่าว 13 ก.พ. ยืนยันว่า พรรคเห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ชอบธรรม และไม่สร้างปัญหาในอนาคต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้ยังมี สว. เสนอญัตติด่วนสอดแทรกเข้ามา ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ที่เรียกตัวเองว่า "สว. สีขาว" เจ้าของญัตติ ขอให้รัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) โดยเขาได้ล่ารายชื่อ สว. และ สส. ได้ 60 คนประกอบการเสนอญัตติ
ในบรรดา สส. ที่ร่วมลงชื่อในญัตติของ นพ.เปรมศักดิ์ มีนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค พท. และนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม รวมอยู่ด้วย
ในระหว่างการนำเสนอญัตติของหมอเปรมศักดิ์ มี สส. พรรคประชาธิปัตย์ และพรรค พท. อภิปรายสนับสนุนการเลื่อนญัตตินี้ขึ้นมาพิจารณาก่อนเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ขณะที่ สส. พรรค ปชน. และ สว. "พันธุ์ใหม่" ยืนยันว่าอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของประธานรัฐสภาโดยแท้ และเรียกร้องให้สมาชิกแสดงความกล้าหาญในการเดินหน้าพิจารณาทั้ง 2 ร่าง
อย่างไรก็ตามที่ประชุมรัฐสภามีมติ 275 ต่อ 247 "ไม่เห็นด้วย" ที่จะเลื่อนญัตติของ สว. รายนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน จึงต้องรอต่อคิวพิจารณาต่อจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งเสนอโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และคณะ และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. และคณะ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เมื่อเกมเลื่อนญัตติของ นพ.เปรมศักดิ์ ไม่เป็นผลและต้องเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกกลุ่ม "สว. สีน้ำเงิน" จึงกล่าวต่อที่ประชุมว่า "เป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ ผมขอออกจากที่ประชุมแห่งนี้" จากนั้น สว. ที่สวมใส่เสื้อสีเหลืองก็ได้เดินออกจากห้องประชุมพร้อมกัน และเกิดการปรึกษาโต้เถียงกันไปมาในหมู่สมาชิก ก่อนที่ นพ.เปรมศักดิ์ จะเสนอนับองค์ประชุม และพบว่า "สภาล่ม" ในที่สุด ซึ่งนอกจาก สส. และ สว. ที่วอล์กเอาต์ออกไป แม้แต่คนที่อยู่ในห้องประชุมบางส่วนก็ไม่ยอมกดบัตรแสดงตนเป็นองค์ประชุม
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวว่า พรรค พท. คิดว่าหากเดินไปสู่การลงมติในวันนี้ ร่างรัฐธรรมนูญจะตกแน่นอน ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของพรรค เลยขอใช้วิธีทางอ้อม
"เรามีเจตนาจะเสนอศาล ถ้าศาลบอกเดินได้ เราเดินต่อ วันนี้จึงเห็นด้วยกับหมอเปรมให้เสนอศาล แต่เมื่อมติไม่ได้ แพ้โหวต เรารู้ว่าเดินอีกก็ตกอีก ก็เรียนตรงไปตรงมา เราไม่อยากให้ตก อยากให้ร่างนี้ค้างอยู่ที่สภา แล้วตั้งหลักมาสู้กันต่อไป ดังนั้นการที่เราจะเป็นองค์ประชุมไม่เป็นองค์ประชุม เป็นวิธีการที่ทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เพียงสักแต่ว่าทำแล้วและไปบอกประชาชน" นายสุทินกล่าว
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้นี้เกิดขึ้นภายหลังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ตัดสินใจบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา 13-14 ก.พ. ท่ามกลางข้อถกเถียงในหมู่นักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาสังคมที่ติดตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติก่อนเปิดสภาถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อ 11 มี.ค. 2564 ระบุตอนหนึ่งว่า "หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง"
ที่ผ่านมา ประธานรัฐสภา โดยคำแนะนำของคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ยอมบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพราะเห็นว่า "เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 จึงมิใช่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้" ก่อนที่คณะกรรมการประสานงานฯ โดยมติเสียงข้างมากจะ "เปลี่ยนใจ" หลังได้รับ "ข้อมูลใหม่" จากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
แต่ถึงกระนั้น มีความพยายามจากคนบางกลุ่มในการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความซ้ำว่าต้องทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้งกันแน่
พรรคไหนทำสภาล่ม
เหตุองค์ประชุมล่มกลางคัน ส่วนหนึ่งเป็นความตั้งใจของ สส. พรรครัฐบาลที่อยู่ในห้องประชุม แต่เลือกที่จะไม่กดบัตรแสดงตนเป็นองค์ประชุม
จากการตรวจสอบของบีบีซีไทยพบว่า
พรรคร่วมฝ่ายค้าน
- พรรคประชาชน มีผู้แสดงตน 140 คน และขาดไป 3 คน
- พรรคพลังประชารัฐ ไม่แสดงตนยกพรรค 20 คน
- พรรคไทยสร้างไทย มีผู้แสดงตน 1 คนคือ นายชัชวาล แพทยาไทย ส่วนอีก 5 คนไม่แสดงตน
- พรรคไทยก้าวหน้า ไม่แสดงตน 1 คน
- พรรคเป็นธรรม แสดงตน 1 คน
พรรคร่วมรัฐบาล
- พรรคเพื่อไทย มีผู้แสดงตนเพียง 22 คน ส่วนที่เหลืออีก 120 คนไม่แสดงตน
- พรรคภูมิใจไทย ไม่แสดงตนยกพรรค 69 คน
- พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่แสดงตนยกพรรค 36 คน
- พรรคประชาธิปัตย์ มีผู้แสดงตนเพียง 5 คน ส่วนที่เหลืออีก 20 คนไม่แสดงตน สำหรับคนที่กดบัตรแสดงตน ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายยูนัยดี วาบา นายร่มธรรม ขำนุรักษ์
- พรรคกล้าธรรม ไม่แสดงตนยกพรรค 24 คน
- พรรคชาติไทยพัฒนา ไม่แสดงตนยกพรรค 10 คน
- พรรคประชาชาติ มีผู้แสดงตนเพียง 2 คน ส่วนอีก 7 คนไม่ไม่แสดงตน
- พรรคชาติพัฒนา มีผู้แสดงตน 1 คนคือ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส่วนอีกคนไม่แสดงตน
- พรรคไทรวมพลัง ไม่แสดงตนยกพรรค 2 คน
- พรรคประชาธิปไตยใหม่ ไม่แสดงตน 1 คน
สว.
- มีผู้แสดงตนเพียง 32 คน ส่วนใหญ่เป็น สว. กลุ่มอิสระ และพันธุ์ใหม่
สภาล่มติดต่อกันวันที่ 2
ต่อมาวันที่ 14 ก.พ. ที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่อาจพิจารณาร่างไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับได้เป็นวันที่ 2 เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ
เวลา 09.35 น. นายวันมูหะมัดนอร์ได้ขึ้นบัลลังก์และเปิดการประชุม โดยให้เหตุผลว่า เมื่อสมาชิกมาลงชื่อครบ ก็ต้องดำเนินการไปตามระเบียบวาระ
ในระหว่างนั้น นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะเจ้าของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแรก กำลังเตรียมนำเสนอญัตติของตน แต่ปรากฏว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรค พท. ได้ลุกขึ้นเสนอสวนว่า สมาชิกลงชื่อครบ ถือว่าเปิดประชุมได้ตามข้อบังคับการประชุม แต่เมื่อเปิดแล้ว องค์ประชุมในที่ประชุมต้องครบด้วย จึงขอเสนอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ โดยมีสมาชิกรับรองครบถ้วน
ข้อเสนอจาก นพ.ชลน่าน ก่อให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางจาก สส. พรรค ปชน. ที่พยายามให้ประธานเดินหน้าเข้าสู่การพิจารณาตามระเบียบวาระ สุดท้ายประธานได้สั่งพักการประชุม 20 นาที ตามข้อเสนอจากประธานวิปฝ่ายค้านเพื่อให้วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านได้พูดคุยกัน
ต่อมาเวลา 10.40 น. สส. และ สว. ได้กลับเข้าห้องประชุมอีกครั้ง โดยประธานได้สั่งตรวจสอบองค์ประชุมพบว่ามีสมาชิกกดบัตรแสดงตน 176 คน เมื่อองค์ประชุมไม่ครบจึงสั่งปิดการประชุมในเวลา 10.47 น.
แกนนำพรรค พท. ชี้แจงว่า ได้วิเคราะห์แนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คงไม่ผ่านมติของที่ประชุมรัฐสภา จึงสนับสนุนญัตติของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อนว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่ พร้อมยืนยันว่าพรรค พท. ไม่มีเจตนาเตะถ่วง











