ทำไมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงเป็นอันตรายต่อสมองคนหนุ่มสาว มากกว่าผู้ใหญ่

คอลลาจ

ที่มาของภาพ, Javier Hirschfeld/BBC/Getty Images

    • Author, เดวิด ร็อบสัน
    • Role, นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา

ผมอายุ 18 ปี เพียงวันเดียวก่อนที่จะต้องย้ายออกจากบ้าน ไปเรียนมหาวิทยาลัย มันช่างประจวบเหมาะเสียทีเดียว เพราะนั่นคืออายุที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างถูกกฎหมายในสหราชอาณาจักร ทำให้ได้ไปสำรวจผับและบาร์ราคาถูกสำหรับนักศึกษาพอดี

ตอนที่ผมลงทะเบียนไปพบกับแพทย์ใกล้บ้านใหม่ของผม เธอถามผมว่าผมดื่มแอลกอฮอล์มากแค่ไหนต่อสัปดาห์ ซึ่งก็เป็นมาตรวัดแอลกอฮอล์ในสหราชอาณาจักรอยู่แล้ว โดยหน่วยแอลกอฮอล์ 1.5 หน่วย จะเท่ากับการดื่มไวน์แก้วเล็ก ๆ หนึ่งแก้ว

"ประมาณ 7 หน่วย" ผมตอบเธอ หลังพยายามนับเร็ว ๆ ว่าวอดก้าผสมน้ำส้มที่ผมชอบดื่มเวลาออกไปสังสรรค์กับเพื่อนที่โรงเรียน คิดเป็นกี่หน่วย ผมคิดว่าตัวเลขนี้มันน้อยนะ แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย

"ตัวเลขคงจะเพิ่มขึ้น เพราะเธอมาอยู่ที่นี่แล้ว" แพทย์คนนั้นกล่าวพร้อมขำแห้ง ๆ เธอพูดไม่ผิดเลย ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ผมก็สนุกสนามกับการดื่มไวน์เป็นขวด ๆ ก่อนไปดื่มเหล้าแบบช็อตต่อในบาร์ราคาถูกสำหรับนักศึกษา

ผมรู้ว่าการดื่มเหล้าหนัก มันไม่ดีต่ออายุขัยมากนัก แต่ผมไม่ได้คิดว่า อายุที่ยังน้อยของผม จะทำให้มันร้ายแรงไปมากกว่านั้น เทียบกับคนอายุ 30, 40 หรือ 50 ปี ความเสี่ยงในผู้ใหญ่มันก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ

ถ้าตอนนั้นผมรู้ในสิ่งที่ผมรู้ตอนนี้ว่า แอลกอฮอล์มีผลกระทบเฉพาะกับสมองของคนหนุ่มสาว ผมคงจะดื่มอย่างระมัดระวังมากกว่านี้ เพราะตอนที่อายุ 18 ปี สมองของผมกำลังเปลี่ยนแปลง และต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 7 ปี กว่าที่สมองของผมจะพัฒนาสมบูรณ์ ช่วงเวลานี้เอง ทำให้การตอบสนองต่อแอลกอฮอล์แตกต่างออกไป และการดื่มในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา

หลังจากที่พูดคุยกับนักวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อคนหนุ่มสาว ผมก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ค้นพบอีกมากมาย นอกจากที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

งานวิจัยจากทั่วโลกเริ่มหักล้างสมมติฐานเดิม ๆ เกี่ยวกับอายุและการดื่มแอลกอฮอล์ ยกตัวอย่าง แนวคิดว่าชาวยุโรปภาคพื้นทวีปหรือที่รู้จักกันในชื่อชาวยุโรปแผ่นดินใหญ่ มีวัฒนธรรมการดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าประเทศอย่างสหราชอาณาจักรหรือสหรัฐอเมริกา อีกทั้งการให้คนหนุ่มสาวเริ่มดื่มแอลกอฮอล์ที่บ้านระหว่างรับประทานอาหาร ช่วยฝึกนิสัยให้พวกเขาดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีความรับผิดชอบ

ไม่ว่าการค้นพบใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนกฎหมายว่าด้วยการดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ นั่นเป็นเรื่องการเมืองที่ซับซ้อน ทว่าอย่างน้อยที่สุด การสร้างความตระหนักรู้บนพื้นฐานข้อเท็จจริง จะช่วยให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น ตอนที่ออกไปสังสรรค์ครั้งถัดไป และทำให้พ่อแม่สามารถตัดสินใจได้ว่า พวกเขาจะสร้างระเบียบการดื่มแอลกอฮอล์ในบ้านได้อย่างไร

ตัวเล็ก สมองใหญ่

พูดอย่างไม่อ้อมค้อม แอลกอฮอล์เป็นพิษ อันตรายของมันมีทั้งอุบัติเหตุที่อาจนำไปสู่ความตาย โรคตับ และมะเร็งอีกหลายชนิด แม้ในปริมาณที่น้อยมาก ๆ แอลกอฮอล์ก็ยังคงเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องประกาศว่า "เมื่อพูดถึงการดื่มแอลกอฮอล์ เรากำหนดปริมาณที่ปลอดภัยที่จะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ได้"

คงมีกิจกรรมไม่มากที่ปราศจากความเสี่ยง 100% ทว่าอันตรายของแอลกอฮอล์มักถูกชั่งน้ำหนักกับความพึงพอใจที่ได้รับ นโยบายสาธารณสุขของเราจึงยึดโยงอยู่กับการควบคุมความเสียหาย ด้วยการกำหนดอัตราการดื่มที่พอเหมาะ ในอเมริกานั้น การดื่มที่พอเหมาะคือวันละไม่เกินสองแก้วสำหรับผู้ชาย และหนึ่งแก้วสำหรับผู้หญิง อีกหลายประเทศก็ใช้เกณฑ์คล้าย ๆ กันนี้

แม้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเบียร์และไวน์ถูกมองว่าปลอดภัยมากกว่า ตามข้อแนะนำของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ประเภทของแอลกอฮอล์ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่กุญแจสำคัญอยู่ที่ปริมาณที่ดื่มเข้าไป "เบียร์ขนาด 12 ออนซ์ มีปริมาณแอลกอฮอล์เท่ากับไวน์ 5 ออนซ์ หนึ่งแก้ว หรือช็อตสุราปริมาณ 1.5 ออนซ์ หนึ่งช็อต"

กฎหมายว่าด้วยอายุที่สามารถซื้อแอลกอฮอล์ได้ ก็ร่างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์การควบคุมความเสียหายที่คล้ายกัน กฎหมายเหล่านี้ปกป้องเด็ก ๆ พร้อมกับที่อนุญาตให้คนหนุ่มสาวตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรป กำหนดอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ 18 ปี ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 21 ปี

อย่างไรก็ดี ยังมีเหตุผลอีกมากว่าทำไมแอลกอฮอล์อาจเป็นอันตรายต่อคนหนุ่มสาวมากกว่า ทั้งที่พวกเขามีอายุเกินอายุทางกฎหมายที่สามารถดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ได้แล้ว

เหตุผลแรกคือขนาดของร่างกายและรูปร่าง ร่างกายของวัยรุ่นจะยังไม่สูงเต็มที่จนกว่าจะอายุ 21 ปี และแม้ว่าพวกเขาจะไม่สูงเพิ่มขึ้นแล้ว แต่พวกเขาอาจมีขนาดร่างกายไม่ใหญ่โตเท่าคนอายุ 30+ หรือ 40+ ปี

"ด้วยเหตุนี้ เมื่อคนหนุ่มสาวดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนึ่งแก้ว จะทำให้มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่าผู้ใหญ่" รุด รูดบีน นักวิจัยหลังปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมาสทริชท์ (Maastricht University) ในเนเธอร์แลนด์ กล่าว - เขาเป็นผู้เขียนงานวิจัยที่มีชื่อว่า "Beyond Legislation" หรืออาจแปลเป็นไทยว่า "มากกว่ากฎหมาย" ซึ่งเข้าไปตรวจสอบผลกระทบของการปรับอายุขั้นต่ำในการดื่มแอลกอฮอล์ขึ้น

สรีระที่ผอมเพรียวของวัยรุ่น อธิบายได้ผ่านสัดส่วนศรีษะต่อร่างกายที่สูงกว่าวัยอื่น ซึ่งผมบอกได้เลยว่า เมื่อตอนเป็นวัยรุ่นผมดูเหมือนกับของเล่น "บอบเบิลเฮด" (ตัวเล็กหัวใหญ่) สรีระเช่นนี้อาจส่งผลต่ออัตราความมึนเมาที่แต่ละคนต้องเผชิญได้

เมื่อคุณดื่มแอลกอฮอล์ พิษเหล่านี้จะเข้าไปสู่กระแสเลือดและกระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ภายในเวลา 5 นาที แอลกอฮอล์จะเดินทางไปถึงสมองของคุณ ข้ามผ่านแนวกั้นระหว่างเลือดและสมอง (blood-brain-barrier) ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องสมองของคุณจากสารต่าง ๆ ที่เป็นพิษ ไปได้แบบง่าย ๆ

"สัดส่วนแอลกอฮอล์จำนวนค่อนข้างสูงไปกองรวมอยู่ที่สมองของคนหนุ่มสาว และนี่เป็นเหตุผลอีกข้อว่า ทำไมคนหนุ่มสาวถึงเสี่ยงอยู่ในภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ" รูดบีน กล่าว

-

ที่มาของภาพ, Javier Hirschfeld/BBC/Getty Images

คำบรรยายภาพ, การกำหนดอายุขั้นต่ำในการดื่มแอลกอฮอล์ตั้งใจป้องกันเด็ก ๆ แต่สำหรับคนหนุ่มสาวนั้น พวกเขาต้องตัดสินใจเอง

การกำหนดรูปร่างสมอง

สิ่งที่สำคัญไม่แพักัน คือความเปลี่ยนแปลงภายในกะโหลกศีรษะ แต่ก่อน เราคิดว่าพัฒนาการของระบบประสาทจะหยุดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนต้น แต่ผลการวิจัยล่าสุดหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าสมองของวัยรุ่นมีการปรับสายใยประสาทที่ซับซ้อน และจะดำเนินต่อไปอย่างต่ำจนถึงอายุ 25 ปี

การเปลี่ยนแปลงในสมองที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ปริมาณ "สมองเนื้อเทา " (grey matter) ที่ลดลงเนื่องจากสมองจะตัดไซแนปส์ (synapses) ซึ่งเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทสำหรับการสื่อสารออกไป

ในขณะเดียวกัน "สมองเนื้อขาว" (white matter) ซึ่งเป็นเส้นใยประสาทที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระยะไกล หรือที่เรียกว่า แอกซอน (axons) ที่ถูกหุ้มด้วยปลอกไมอีลิน (myelin sheath) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉนวนชั้นไขมัน จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น

"มันเหมือนกับทางด่วนตรงสู่สมอง" ดร.ลินด์เซย์ สเควกเลีย นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งเซาท์แคโรไลนา กล่าว ผลลัพธ์ที่ได้คือ เครือข่ายประสาทที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้น

สมองส่วนระบบลิมบิก ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสุขและความปิติจากการได้รางวัล เป็นส่วนแรกที่พัฒนาเต็มที่ โดย ดร. สเควกเลีย อธิบายว่า "บริเวณเหล่านี้ จะเข้าสู่ภาวะสมบูรณ์แบบผู้ใหญ่ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น" ส่วนสมองส่วนคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งอยู่ด้านหลังหน้าผาก จะมีการพัฒนาช้ากว่า ซึ่งนี่เป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่ในการคิดระดับสูง รวมถึงการควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจ และการควบคุมตนเอง

การพัฒนาที่ไม่สมดุลกันระหว่างสมองสองส่วนนี้ ทำให้อธิบายได้ว่า ทำไมวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวจึงมีแนวโน้มที่จะกล้าเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่

"หลายคนมักเปรียบเทียบสมองของวัยรุ่นว่า มีคันเร่งที่พัฒนาเต็มที่แล้ว แต่ไม่มีเบรก" ดร.สเควกเลีย กล่าว

แล้วถ้าเราอาบน้ำให้เซลล์ประสาทของเราด้วยแอลกอฮอล์ นั่นจะยิ่งทำให้พวกเขาไขว่คว้าความตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่หุนหันพลันแล่นเป็นพิเศษ แอลกอฮอล์อาจสร้างวัฏจักรเลวร้ายของพฤติกรรมเสี่ยงและการกระทำผิด "เด็กที่มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นมักจะดื่มมากขึ้น และการดื่มก็ยิ่งทำให้เกิดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นมากขึ้น" ดร.สเควกเลีย กล่าว

หากวัยรุ่นดื่มสุราบ่อยครั้งและในปริมาณที่มากพอ อาจส่งผลต่อพัฒนาการของสมองในระยะยาวได้ งานวิจัยถึงผลกระทบระยะยาว เผยให้เห็นว่า การดื่มสุราตั้งแต่วัยเยาว์สัมพันธ์กับการลดลงของปริมาณสมองเนื้อเทาที่รวดเร็วขึ้น ในขณะที่การเจริญเติบโตของสมองเนื้อขาวกลับหยุดชะงัก "เหมือนกับทางด่วนเหล่านั้นไม่ได้รับการปูพื้นถนนดีมากนักในเด็กที่เริ่มดื่มสุรา" ดร.สเควกเลีย กล่าว

ผลกระทบอาจไม่ปรากฏชัดเจนในทันทีเมื่อทำการทดสอบสมอง เพราะในสมองที่ยังอ่อนเยาว์นั้น สมองส่วนที่ทำหน้าที่แก้ปัญหา สามารถทำงานหนักขึ้นได้อีกเล็กน้อย เพื่อทดแทนจุดบกพร่องเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สมองทำแบบนี้ไม่ได้ตลอดไป "หลังดื่มสุรามานานหลายปี เราจะเห็นการทำงานของสมองลดลงและผลการทดสอบเหล่านี้แย่ลง" ดร.สเควกเลีย กล่าว

การดื่มสุราตั้งแต่วัยเยาว์ยังส่งผลต่อสุขภาพจิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดสุราในอนาคต ข้อเท็จจริงนี้ ปรากฎขึ้นจริงในครอบครัวที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ยิ่งเด็กเหล่านี้เริ่มดื่มสุราเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะติดสุราก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

พันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงสูงจากการติดสุรา ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงสำคัญของการพัฒนาสมอง "และยิ่งชะลอการเริ่มดื่มสุราได้นานเท่าไหร่ พันธุกรรมที่อันตรายเหล่านี้ ก็จะมีโอกาสส่งผลกระทบต่อเราได้ช้าลงเท่านั้น" ดร.สเควกเลีย ระบุ

-

ที่มาของภาพ, Javier Hirschfeld/BBC/Getty Images

คำบรรยายภาพ, วัฒนธรรมการดื่มในประเทศที่คุณเติบโตอาจมีผลกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณและแอลกอฮอล์เมื่อคุณโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

แนวทางของยุโรป

แล้วการค้นพบเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจของวัยรุ่นและพ่อแม่ว่า เด็กควรได้รับอนุญาตให้ดื่มที่บ้านได้เมื่อไหร่ และอย่างไร ?

"ข้อแนะนำคือ ควรชะลอไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้" ดร.สเควกเลีย กล่าว "เพราะสมองของคุณยังคงพัฒนาอยู่ ดังนั้น ปล่อยให้สมองของคุณพัฒนาและแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารอื่น ๆ"

คำแนะนำนี้ควรเป็นกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ ดร.สเควกเลีย เล่าว่า เวลาไปบรรยายสาธารณะเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ฟังมักจะถามถึง "รูปแบบการดื่มแบบยุโรป" ในบางประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส ที่พวกเขาอนุญาตให้เด็กดื่มไวน์หรือเบียร์ร่วมกับมื้ออาหารของครอบครัวได้ แม้แต่นอกยุโรป พ่อแม่หลายคนเชื่อว่า การแนะนำให้เด็กรู้จักการดื่มแอลกอฮอล์อย่างช้า ๆ และควบคุมปริมาณการดื่ม จะช่วยสอนให้เด็กดื่มอย่างปลอดภัยและลดการดื่มหนักในภายหลัง ทั้งนี้ การจำกัดก็ยิ่งทำให้แอลกอฮอล์กลายเป็น "ผลไม้ต้องห้าม" ที่น่าดึงดูดใจสำหรับเด็ก ๆ

แต่ความเชื่อข้างต้นเป็นเรื่องผิด "งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ยิ่งพ่อแม่ตามใจเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าไหร่ ลูกก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีปัญหากับแอลกอฮอล์ในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น" ดร.สเควกเลีย อธิบาย

บทวิจารณ์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว "การที่พ่อแม่วางกฎเข้มงวดเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่นนั้น สัมพันธ์อย่างมากกับการดื่มที่น้อยลงและมีพฤติกรรมเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์น้อยลง" ตรงกันข้ามกับความเชื่อเรื่อง "ผลไม้ต้องห้าม"

หลักฐานส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายการดื่มที่เข้มงวดขึ้น ควบคู่กับการกำหนดอายุที่มากขึ้นสำหรับผู้ที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ส่งเสริมให้มีการบริโภคอย่างรับผิดชอบมากขึ้น

ผมอยากให้ลองไปดูงานวิจัยโดย อเล็กซานเดอร์ อฮามเมอร์ (Alexander Ahammer) จากมหาวิทยาลัยโยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler University) ในเมืองลินซ์ ประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นประเทศที่อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปซื้อเบียร์หรือไวน์ได้อย่างถูกกฎหมาย

หากเราเชื่อว่ากฎหมายที่เข้มงวดจะทำให้ผู้คนอยากดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น แปลว่าคุณต้องคิดว่าออสเตรียจะมีวัฒนธรรมการดื่มที่ดีกว่าสหรัฐฯ ประเทศซึ่งกำหนดอายุขั้นต่ำของการดื่มแอลกอฮอล์ไว้ที่ 21 ปี ทว่าความจริงเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ทั้งสองประเทศมีอัตราการดื่มหนักเพิ่มขึ้น หลังจากผ่านวัยที่กฎหมายกำหนด "แต่อัตราการดื่มหนักเพิ่มขึ้นในออสเตรีย ที่เริ่มให้เด็กซื้อแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี มากกว่าในสหรัฐฯ ที่ให้ได้ตั้งแต่อายุ 21 ปี ถึง 25%"

พูดให้ง่ายขี้น การชะลอการเริ่มดื่ม ดูเหมือนจะช่วงส่งเสริมนิสัยการดื่มอย่างรับผิดชอบของชาวอเมริกันหลังพวกเขาสามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างถูกกฎหมาย

-

ที่มาของภาพ, Javier Hirschfeld/BBC/Getty Images

คำบรรยายภาพ, แต่กฎหมายที่กำหนดอายุผู้ที่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้สูงเกินไป อาจถูกมองว่า รัฐทำตัวเหมือนพ่อแม่

เมื่อถามอาสาสมัครที่เข้าร่วมในงานวิจัยของอฮามเมอร์ เขาพบว่า ชาวออสเตรียมีแนวคิดถึงอันตรายจากการดื่มแอลกอฮอล์เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ หลังอายุได้ 16 ปี

"เมื่อแอลกอฮอล์กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย วัยรุ่นมักมองว่ามันมีความเสี่ยงน้อยลงมากว่าเดิม" อฮามเมอร์ กล่าว ความรู้สึกปลอดภัยแบบผิด ๆ ในวัย 16 ปีนั้น อันตรายมาก ในขณะที่ถ้าคุณอายุ 21 ปี สมองที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นก็จะสามารถรับมือกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ดีกว่าในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมการดื่มแบบยุโรปที่ส่งผลดีต่อสุขภาพนั้น ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปในช่วงชีวิต ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยถึงปานกลาง เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์เกือบครึ่งหนึ่งในภูมิภาคยุโรป

หากพิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ นั่นหมายความว่า รัฐบาลควรกำหนดอายุขั้นต่ำตามกฎหมายอยู่ที่ 25 ปี หรือมากกว่านั้น ใช่หรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า มันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะสาธารณสุขที่ดี จำเป็นต้องสมดุลกับการรับรู้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชนด้วย

"ผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการดื่มที่ 25 ปี" เจมส์ แม็คคิลโลป ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมติดยาเสพติดจากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ เมืองแฮมิลตัน รัฐออนแทรีโอ ประเทศนิวซีแลนด์ กล่าว

"การกำหนดอายุขั้นต่ำที่สูงมักถูกมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ และอาจดูเหมือนเป็นการตีสองหน้า หากอายุตามกฎหมายสำหรับการลงคะแนนเสียงหรือการเข้ารับราชการทหารอยู่ที่ 18 หรือ 19 ปี"

อฮามเมอร์ เห็นด้วย และระบุว่า "เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง เราก็ต้องปล่อยให้คนตัดสินใจด้วยตัวเอง"

กลับกัน แม็คคิลโลป เสนอแนะว่า ควรให้ความรู้ที่ดีกว่าแก่วัยรุ่นเกี่ยวกับอันตรายของแอลกอฮอล์และผลกระทบต่อสมองที่กำลังพัฒนา "การคิดว่าผู้คนจะพัฒนานิสัยการดื่มอย่างรับผิดชอบได้เองตามธรรมชาตินั้น เป็นความคิดที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีเกินไป" เขากล่าว

จากทั้งหมดนี้ หากมองย้อนกลับไปในวัยรุ่น ตอนนั้นผมคงจะรู้สึกสนใจมากที่ได้รู้ว่า สมองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ต่อระบบประสาทของผม

ผมไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะกลายเป็นคนที่ไม่แตะแอลกอฮอล์เลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ยังคงดื่มอยู่ในทุกวันนี้ แม้จะรู้ถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว แต่การรู้ผลกระทบเหล่านี้อาจทำให้ผมคิดทบทวนก่อนที่จะสั่งเครื่องดื่มเพิ่มอีกสักแก้ว