มองรอบด้าน ร่างข้อบังคับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปกป้องสุขภาพหรือบั่นทอนผู้ประกอบการสุรา

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
ร่างข้อบังคับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นวันสุดท้ายวันนี้ (29 ก.พ.) ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายที่เห็นว่า มันอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตสุรารายเล็กในประเทศหากบังคับใช้จริง และสวนทางกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลหรือไม่
ขณะที่นักวิชาการจากศูนย์วิจัยปัญหาสุราชี้ว่า ฉลากคำเตือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยในปัจจุบันนั้นอ่านยาก ไม่ชัดเจน และไม่มีภาพประกอบที่ช่วยสร้างความน่าสนใจ พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า หากมีภาพคำเตือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนฉลากแล้วจะเพิ่มต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ หรือส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อตั้งสุรายี่ห้อ "นาสาร" เห็นต่างและค้านร่างข้อบังคับนี้สุดกำลัง เพราะไม่เห็นว่าภาพและคำเตือนที่จะกินพื้นที่ 30-50% ของฉลากบรรจุภัณฑ์จะช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้
บีบีซีไทยสอบถามมุมมองต่าง ๆ ต่อร่างข้อบังคับฉบับนี้จากหลายฝ่าย เพื่อสำรวจว่าร่างประกาศฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับนี้ ควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ?
ร่างข้อบังคับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คืออะไร
ชื่อเต็มของร่างข้อบังคับฉบับนี้ คือ "ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ ฉลาก พร้อมทั้งข้อความคำเตือนสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตหรือนำเข้า พ.ศ. ...."
สาเหตุที่ต้องออกร่างประกาศฯ ฉบับนี้ เนื่องจากมาตรา 26 (1) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องแสดงข้อความเตือนบนบรรจุภัณฑ์และฉลากสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการที่ทางคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนด
นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ร่างประกาศฯ ฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางระบบกลางทางกฎหมายตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. เป็นต้นมา และวันนี้ (29 ก.พ.) เป็นวันสุดท้ายที่เปิดรับฟังความเห็น
สำหรับร่างประกาศฯ ฉบับดังกล่าว ระบุข้อห้ามต่าง ๆ ไว้ ดังต่อไปนี้
- ห้ามมีคำหรือข้อความที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความปลอดภัยหรือส่งผลดีต่อสุขภาพ
- ห้ามมีข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เช่น ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินจริง ข้อความที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อความที่สนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรมหรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม รวมถึงข้อความที่อาจทำให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมู่ประชาชน
- ห้ามมีข้อความที่เชิญชวนให้บริโภคหรืออวดอ้างสรรพคุณ
- ห้ามมีข้อความที่ทำให้เกิดทัศนคติว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จทางสังคม ทางเพศ หรือทำให้สมรรถภาพร่างกายดีขึ้น
- ห้ามมีข้อความที่มีภาพนักกีฬา ดารา ศิลปิน นักร้อง หรือนักแสดง
- ห้ามมีข้อความที่ใช้ภาพการ์ตูน เว้นแต่ว่าเป็นภาพเครื่องหมายทางการค้าที่จดทะเบียนไว้อย่างถูกต้องก่อนประกาศฉบับนี้บังคับใช้
- ห้ามมีข้อความที่ชักจูงหรือโน้มน้าวให้ซื้อหรือบริโภค เพื่อนำรายได้ไปบริจาคเป็นสาธารณกุศล รวมถึงข้อความที่ชักจูงหรือโน้มน้าวให้เข้าร่วมกิจกรรมทางดนตรี กีฬา การประกวด และสันทนาการอื่น ๆ
ต้องแสดงข้อความและภาพเตือน กินพื้นที่ 30-50% ของฉลาก
ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ระบุว่า ต้องมีข้อความเตือน “การจำหน่ายแอลกอฮอล์แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปี มีโทษจำคุกและปรับ” และ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้”
นอกจากนี้ ยังต้องมีข้อความและรูปภาพ 4 สี 6 แบบ ที่เตือนถึงโทษและพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนภาชนะบรรจุ สับเปลี่ยนกันไปตามลำดับในอัตรา 1 แบบต่อ 1,000 ภาชนะบรรจุ โดยภาพและข้อความเตือนดังกล่าวต้องแสดงให้เห็นชัดเจน กินพื้นที่ 30-50% ของภาชนะบรรจุและหีบห่อบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามแบบของข้อความดังนี้
- แบบที่ 1 “การดื่มสุรา ก่อให้เกิดโรคตับแข็งได้”
- แบบที่ 2 “การดื่มสุราแล้วขับขี่ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ความพิการ และความตายได้”
- แบบที่ 3 “การดื่มสุรา ทำให้ขาดสติและเสียชีวิตได้”
- แบบที่ 4 “การดื่มสุรา ทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้”
- แบบที่ 5 "การดื่มสุรา ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวได้”
- แบบที่ 6 “การดื่มสุรา เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อเด็กและเยาวชน”
- แบบที่ 7 “การดื่มสุรา เป็นอันตรายต่อสตรีมีครรภ์และเด็กในครรภ์มารดา”
- แบบที่ 8 “การดื่มสุรา ก่อให้เกิดโรคหัวใจได้”
- แบบที่ 9 “การดื่มสุรา ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมองได้”
ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องจัดทำฉลากจากต้นแบบที่ขอรับจากสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรคเท่านั้น

ที่มาของภาพ, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบันมีปัญหาเช่นไร
รศ.ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และอาจารย์ประจำสาขาวิชาระบาด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า คำเตือนบนฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือสื่อสารให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของแอลกอฮอล์ และเป็นจุดสุดท้ายในการส่งข้อความไปยังผู้บริโภคที่กำลังตัดสินใจซื้อหรือดื่ม
“บ้านเรา คนยังไม่ตระหนักว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับมะเร็งประมาณ 7 ชนิด” นี่คือข้อกังวลหนึ่งของนักวิชาการจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และเขายังเห็นว่าฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กฎหมายกำหนดในปัจจุบันนั้น ตัวอักษรค่อนข้างเล็ก แถมยังบีบให้มีขนาดแคบและสูง ทำให้อ่านได้ยาก
นอกจากนี้ ในปี 2565 ทางสวนดุสิตโพลเคยสำรวจพบว่า มีเพียง 40% ของคนทั่วไปที่ตอบแบบสอบถามและระบุว่าอ่านฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งที่อ่านเพื่อดูเปอร์เซ็นของแอลกอฮอล์และปริมาณบรรจุ ขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้นที่อ่านข้อความเตือนบนฉลาก
“เป็นข้อบ่งชี้ที่บ่งบอกได้ว่าฉลากคำเตือนอาจไม่โดดเด่นมากพอ และฉลากบ้านเราตอนนี้ยังไม่มีภาพประกอบซึ่งเป็นตัวช่วยดึงดูดความสนใจเพิ่มขึ้น” นักวิชาการจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุ
รศ.ดร.วิทย์ กล่าวต่อว่า พบงานศึกษาวิจัยในกลุ่มประเทศ OECD (The Organization for Economic Cooperation and Development) หรือกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าคำเตือนบนฉลากมีผลต่อความตระหนักเรื่องความเสี่ยงจากการดื่ม แต่ผลต่อพฤติกรรมการดื่มยังไม่ชัดเจน
“อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า นักวิจัยในไทยที่เชียงใหม่เคยสำรวจกลุ่มเยาวชนไทยเมื่อปี 2560 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยากให้มีภาพประกอบตัวคำเตือนบนฉลากด้วย และมองว่าการติดคำเตือนบนฉลากอาจลดความอยากซื้ออยากดื่มได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่าหลักฐานตรงนี้ยังไม่ชัดเจนนะครับ”
นักวิชาการจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา บอกด้วยว่า การติดข้อความเตือนหรือภาพบนฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่น ในประเทศแคนาดาที่กำหนดให้ติดข้อความเตือนขนาดค่อนข้างใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ ขณะที่ประเทศแอฟริกาใต้มีหลักเกณฑ์คล้ายกับไทยในลักษณะกำหนดรูปแบบข้อความเตือน โดยระบุให้ผู้ผลิตต้องเลือกใช้ 1 ใน 7 ชุดรูปแบบข้อความเตือนที่ทางการกำหนด

ที่มาของภาพ, ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา
เมื่อบีบีซีไทยถามว่าทางศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความเห็นอย่างไรต่อร่างข้อบังคับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในขณะนี้ ทาง รศ.ดร.วิทย์ บอกว่า โดยภาพรวมแล้วตนเองเห็นด้วยกับการให้มีคำเตือนและภาพบนฉลาก และเห็นด้วยว่าควรปรับให้เป็นรูปแบบตัวอักษรที่อ่านได้ง่ายและชัดเจนขึ้น พร้อมกับมีรูปภาพประกอบ
“การเพิ่มรูปภาพไม่น่าจะเพิ่ม cost (ต้นทุน) การผลิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเพิ่มรูปจะช่วยให้ตระหนักถึงอันตรายจากการเมาแล้วขับได้ อันตรายจากแอลกอฮอล์ที่นำไปสู่โรคมะเร็งได้ เรายังไม่มีหลักฐานว่าการติดฉลาก [เช่นนี้] จะทำให้นักท่องเที่ยวมาบ้านเราลดลง หรือไม่มาไทยเพราะเพียงว่าเรามีฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีขนาดฟ้อนต์ (font – รูปแบบตัวอักษร) ใหญ่และมีภาพกราฟิกด้วย ดังนั้น การติดฉลากไม่ได้ส่งผลเสียหาย แต่ส่งผลดีในการลดอาชญากรรมจากแอลกอฮอล์ได้ ก็คิดว่าควรจะติดฉลากครับ”
สำหรับข้อกังวลเรื่องความสวยงามของฉลากและขวด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างความตระหนักรู้ของยี่ห้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในตลาด ทาง รศ.ดร.วิทย์ บอกว่า “ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับเรื่อง Aesthetics (สุนทรียภาพ) นะครับ... มันไม่ได้ให้เอาคำเตือนอันตรายจากการดื่มแทนที่ลงไปในฉลากของเครื่องดื่มเลย” เพราะเขามองว่ากฎหมายระบุให้ภาพคำเตือนมีขนาดอยู่ที่ 30%-50% ของบรรจุภัณฑ์ จึงไม่น่าส่งผลต่อความสวยงามหรือสุนทรียภาพของงานออกแบบบรรจุภัณฑ์
ผู้ผลิตสุรารายย่อยไม่เห็นด้วยกับร่างข้อบังคับ
เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่นายจองชัย ภักดี ปลุกปั้นสุรากลั่น 40 ดีกรีชื่อว่า “นาสาร” โดยได้แรงบันดาลใจจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาจากบ้านเกิดของเขาใน ต.นาสาร อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 3,000 ขวดต่อเดือน
“จริง ๆ แล้วนาสารคือรัม แต่ผมจะไม่เรียกว่ารัม ผมต้องการให้คนรู้จักว่านี่คือเหล้านาสาร เหมือนกับที่คนเรียกเหล้าคาซาซ่าของบราซิล ทั้งที่เป็นรัมเหมือนกัน”
นายจองชัยไม่เห็นด้วยกับร่างข้อบังคับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ ข้อกำหนดเหล่านี้เพิ่มภาระให้กับผู้ผลิตสุรารายย่อยโดยไม่จำเป็น เช่น ค่าออกแบบฉลากบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ต้องมีภาพและข้อความเตือน 1 แบบในทุก ๆ 1,000 ขวด รวมถึงต้นทุนการสั่งทำฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปัจจุบันอยู่ที่ชิ้นละ 7 บาท อาจเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 14 บาทต่อชิ้น ด้วยขนาดฉลากที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นเมื่อเพิ่มภาพคำเตือนเข้าไป
ผู้ก่อตั้งสุรานาสารยังมองว่า หากข้อบังคับนี้ประกาศใช้จริง จะส่งผลให้ผู้ผลิตสุรารายเล็กและรายย่อยล้มตายกันหมด เหลือเพียงผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดไม่กี่เจ้า อีกทั้งปัจจุบัน ผู้ผลิตสุราในประเทศเช่นเขายังต้องเผชิญการแข่งขันจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าที่มีต้นทุนถูกลงจากเดิม หลังจากกรมสรรพสามิตปรับลดอัตราภาษีไวน์ สุราแช่ และสถานบริการเพื่อหวังกระตุ้นการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา
“ผู้เล่นรายใหญ่มีทีมการตลาดมืออาชีพที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีความได้เปรียบกว่ารายเล็กอยู่แล้วในแง่การสร้างแบรนด์ ขณะที่ผู้ผลิตรายเล็กอย่างผมที่ถึงแม้ว่ามีทีมทำการตลาดเป็นของตนเอง แต่ก็ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องห้ามโฆษณาเชิญชวนในสื่อต่าง ๆ เราไม่สามารถโพสต์รูป ให้ใครมารีวิวสินค้าตามเพจเฟซบุ๊กออนไลน์ใด ๆ ได้ พอเราออกแบบขวดและฉลากให้ออกมาสวยงามเพื่อให้มันโดดเด่นเมื่ออยู่บนชั้นวาง เราต้องมาเจอสติ๊กเกอร์คำเตือนแบบนี้เหรอ” นายจองชัย กล่าวและอธิบายต่อว่า ขวดสุราของเขาที่มีปริมาณ 700 มิลลิลิตร หากจะต้องแปะคำเตือนและภาพในขนาด 30% ของบรรจุภัณฑ์ หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของขวด ส่วนตัวก็มองว่าทำให้ขวดเสียเอกลักษณ์และความเฉพาะตัวซึ่งเป็นจุดดึงดูดลูกค้าได้
“มันไม่ใช่แค่ฉลากนะครับ มันคือความภาคภูมิใจของผู้ผลิต เพราะบางครั้งเราก็ใส่สตอรี (Story-เรื่องราว) ไว้ด้านหลังฉลากว่าใช้วัตถุดิบจากไหน แรงบันดาลใจเบื้องหลังการกลั่นมาจากภูมิปัญญาที่สืบทอดอย่างไร ถ้าผมต้องทำตามข้อบังคับ ทั้งฉลากทั้งภาพคำเตือนก็คือปิดจนเกือบถึงคอขวดเหล้าแล้ว”

ที่มาของภาพ, HANDOUT
นายจองชัยเป็นบาร์เทนเดอร์และเปิดบาร์เป็นของตัวเองในกรุงเทพมหานคร เหตุผลที่เขาตัดสินใจเปิดโรงกลั่นสุราเป็นเพราะต้องการสุราที่มีบุคลิกอย่างที่เขาอยากได้ และต้องการทำให้ ต.นาสาร บ้านเกิด เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
“ผมตั้งใจอยากให้คนเรียกเหล้าตัวนี้ว่านาสาร แล้วถ้าชื่อมันติดปาก คนก็ต้องอยากรู้ว่านาสารมันคือที่ไหนอย่างไร เขาก็ต้องค้นหาจากกูเกิล เฟซบุ๊ก แล้วบ้านผมก็มีธรรมชาติ มีน้ำตก มีรีสอร์ท คนก็ต้องอยากมาเที่ยวนี่คือซอฟต์พาวเวอร์ที่ผมตั้งใจนำเสนอ”
เขาตั้งคำถามต่อว่า หากร่างประกาศฉบับนี้ถูกบังคับใช้จริง จะถือเป็นการสวนทางกับนโยบายผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือไม่
“มันสวนทางกันแน่นอนครับ การ present (นำเสนอ) ขวดแต่ละขวด พอมาดูรูปคำเตือน อ้าว... รูปมันเด่นกว่าฉลากแบรนด์ของเราด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการร้านอาหาร บาร์ มันไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์แล้วแบบนี้” นายจองชัย กล่าว
ผู้ผลิตสุรากลั่น 40 ดีกรีรายนี้ยังเห็นว่า การให้การศึกษากับเด็กและเยาวชนให้ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ รู้ขีดจำกัดของร่างกาย เมาไม่ขับ จะส่งผลดีกว่าการติดฉลากคำเตือนไว้บนขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงให้ความรู้นักเรียนนักศึกษาที่กำลังฝึกวิชาการเป็นบาร์เทนเดอร์ให้ทำอาชีพอย่างมีความรับผิดชอบ สังเกตลูกค้าเป็น รู้ขีดจำกัดความเมาของลูกค้า และปฏิเสธการขายให้กับลูกค้าที่เมาแล้วขับ
“ดูอย่างซองบุหรี่นะครับ คนเห็นภาพคำเตือนแล้วเลิกซื้อเลิกสูบไหม ก็ไม่ ดังนั้นฉลากคำเตือนจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่ที่สำคัญคือดื่มอย่างมีความรับผิดชอบต่างหาก”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความเห็นนี้สอดคล้องกับ รศ.สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญา ที่มองว่ารัฐควรมีหน้าที่คุ้มครองหรือป้องกันอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อคนอื่น ๆ เช่น การเมาแล้วขับ มากกว่าการออกข้อบังคับในลักษณะนี้
“รัฐควรเข้มข้นกับการตรวจ [แอลกอฮอล์] ในผู้ที่เมาแล้วขับ และถ้าหากห่วงว่าการดื่มเป็นอันตรายต่อประชาชน ก็ควรให้การศึกษา มีข้อมูล งานวิจัยที่ทำให้ประชาชนรู้และเข้าใจว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลดีหรือผลเสียอย่างไร ไม่ใช่นำเสนอแต่ผลเสียอย่างเดียว เพราะเราต้องยอมรับว่า การดื่มนั้นเป็นวัฒนธรรมทางสังคมด้วย”
นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญายังเห็นว่า ภาพฉลากคำเตือนที่ออกแบบให้ดูน่ากลัวยังสะท้อนถึงแนวคิดที่ใช้ศีลธรรมทางศาสนามามองโลกแบบขาวกับดำ “ทำให้คนกลัว คิดว่าเหมือนศาสนาสอนเรื่องนรก ก็นำเสนอภาพนรกให้น่ากลัวแล้วคนจะไม่ทำชั่ว” ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบควบคุมศีลธรรม และมันกำลังละเมิดเสรีภาพของปัจเจกบุคคล
“ปัจเจกควรได้ตัดสินใจเองว่า อะไรที่เป็นอันตราย หรือไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเขา” รศ.สุรพศ กล่าวเสริม เมื่อถามถึงข้อกังวลต่อสุขภาพจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ก้าวไกล-เพื่อไทยออกโรงค้าน
นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคก้าวไกล เรียกร่างข้อบังคับฉบับนี้ว่าเป็น “ฉลากเบียร์น่ากลัว” หรือ “ฉลากสยอง” และเห็นว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
“ประกาศนี้เป็นนโยบายการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สุดโต่ง อาจจะกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่มีมาตรการการควบคุมการบริโภคเหล้าเบียร์ด้วยมาตรการฉลากแบบนี้ และจากข้อมูลต่าง ๆ ในต่างประเทศ เกณฑ์การควบคุมในลักษณะนี้ ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะใช้เป็น symbolic หรือทำเป็นสัญลักษณ์ เช่น รูปผู้หญิงตั้งครรภ์ที่บ่งบอกว่าคนตั้งครรภ์ห้ามดื่ม หรือใช้รูปเด็กที่มีตัวเลขกำกับที่เป็นการห้ามขายให้เด็กหรือเยาวชน เป็นต้น สำหรับในบ้านเราเอง ตอนนี้ก็มีผู้ประกอบการหลายรายก็เริ่มมีการใช้ symbolic ในลักษณะแบบนี้บนกระป๋อง บนขวดบ้างแล้ว” นายเท่าพิภพ ระบุบนเพจเฟซบุ๊กของเขา
ด้านนายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาให้ความเห็นว่า พรรคเพื่อไทยเข้าใจในเจตนารมณ์ที่จะควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กเป็นอย่างดี จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหลักเกณฑ์ภายใต้จุดสมดุลที่เหมาะสม ระหว่างการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและคุ้มครองเด็ก-เยาวชน ในการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ขณะเดียวกันก็ควรเป็นไปเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของชุมชน ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ในการสร้างรายได้ ขยายโอกาส นำรายได้เข้าสู่ประเทศด้วย สอดคล้องกับนโยบายสุราประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคเพื่อไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย” นายดนุพร กล่าว

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมโรค
อธิบดีกรมควบคุมโรคเผยผลล่าสุด 87% ไม่เห็นด้วยกับร่างข้อบังคับ
วานนี้ (28 ก.พ.) นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ผลการรับฟังข้อมูลเบื้องต้น มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น จำนวน 1,040 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 67) และพบว่า 87% ไม่เห็นด้วยกับร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ฉบับดังกล่าว
“คณะอนุกรรมการร่างและแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฯ ใส่ใจและรับฟังข้อมูลรอบด้าน การมีผู้เสนอพัฒนามาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามา โดยอาจเห็นผลสำเร็จจากการติดฉลากเตือนบนผลิตภัณฑ์ยาสูบ ทั้งที่ยังไม่มีการกระทำมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ละเลยข้อเสนอของทุกกลุ่ม จึงเสนอมาตรการเข้ามา” อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ
หลังสิ้นสุดการรับฟังความเห็นในวันนี้ (29 ก.พ.) ผู้ที่เกี่ยวข้องจะนำข้อสรุปมานำเสนอต่อคณะอนุกรรมการร่างและแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฯ เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างข้อบังคับอีกครั้ง ก่อนนำส่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณาต่อไปร่างประกาศอีกครั้ง











