โพสต์เหล้าเบียร์เสี่ยงถูกปรับหลักแสน คุมคนดื่มหรือกฎหมายที่ล้าหลัง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ไม่ว่าจะเป็นไวน์ข้าวเหนียวดำจาก จ.สุรินทร์ สุรากลั่นสังเวียนจากน้ำอ้อยสดแห่ง จ.สุุพรรณบุรี ที่ถูกกล่าวถึงในช่วงของการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่นำโดยพรรคก้าวไกล ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของสุราชุมชนได้ถูกจุดติดขึ้นมาในช่วงหนึ่ง ท่ามกลางการเฝ้ารอกฎหมายสุราก้าวหน้า
ทว่าอีกด้านหนึ่ง การจำกัดและควบคุมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเรื่องของเวลาขายและการห้ามโฆษณา ถือเป็นเพดานที่จำกัดและกระทบต่อทั้งนักดื่ม และกระทบการเกิดใหม่ของแวดวงผู้ผลิตสุรา-เบียร์รายเล็กด้วย
นั่นเพราะเพียงแค่โพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงบนโซเชียลมีเดีย ก็อาจจะเข้าข่ายว่าผิด พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 32 และอาจได้รับโทษปรับหลายแสนบาท
การแจ้งข้อหาเช่นนี้เกิดมาแล้วหลายครั้ง แต่กรณีที่รุนแรงที่สุดที่คดีความสิ้นสุดแล้ว คือกรณีเพจเฟซบุ๊กรีวิวเบียร์ที่ชื่อว่า "แดกเบียร์ให้เพลียแคม" ที่ถูกตัดสินลงโทษจำคุกถึง 6 ปี โดยรอลงอาญา และปรับ 150,000 บาทซึ่งยังไม่นับรวมค่าปรับรายวัน
นี่เป็นราคาที่เพจนี้ต้องจ่าย หลังจากเจ้าของเพจไม่ยินยอมที่จะจ่ายค่าปรับเบื้องต้นเพื่อให้เรื่องจบ และตัดสินใจต่อสู้คดี จนสุดท้ายต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินที่สูงขึ้นเมื่อแพ้คดีดังกล่าว
ล่าสุด ข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายคุมการโฆษณาแอลกอฮอล์ยังเกิดกับเพจที่เคลื่อนไหวรณรงค์สิทธิของผู้ผลิตรายเล็กอย่างเพจ "ประชาชนเบียร์" ซึ่งถูกแจ้งข้อหาเดียวกันนี้ด้วย แต่กรณีของ "ประชาชนเบียร์" ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหารวม 15 กระทง จากการโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย 15 ครั้ง ซึ่งอาจทำให้แอดมินเพจต้องเสียค่าปรับรายวันเป็นเงินหลายล้านบาท ทั้งที่เนื้อหาเป็นการพูดถึงคำบอกเล่าการทำแบรนด์ของผู้ผลิตสุรารายย่อย
"เราพูดถึงแบรนด์เป็นเรื่องหลัก ไม่ได้พูดถึงเรื่องเบียร์ เหล้า เราพูดถึงตัวความเป็นมา เพื่อให้คนรู้ว่า กว่ามันจะเกิดเหล้าตัวนี้ขึ้นมา แต่ละคนกว่าจะทำแบรนด์ขึ้นมาได้ เขาผ่านอะไรกันมาบ้าง อันนี้คือแกนหลักของการโพสต์" ธนากร ท้วมเสงี่ยม ผู้ก่อตั้งเพจ "ประชาชนเบียร์" กล่าวกับบีบีซีไทย
ธนากร ยังบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า กระทั่งโพสต์ให้ความรู้อย่าง "ผลวิจัยการดื่มแอลกอฮอล์วันละแก้ว เป็นผลวิจัยจากต่างประเทศ ก็เป็นใน 1 ใน 15 กรรมที่ฟ้องเรา"
กฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งที่เกี่ยวกับผู้ผลิตและผู้บริโภค ปัจจุบันมีปัญหาอย่างไร และจะเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันเรื่องสุราก้าวหน้าอย่างไรบ้าง บีบีซีไทยขอชวนมาร่วมสำรวจกฎหมายเหล่านี้
กฎหมายเหล้าเบียร์ กำเนิดมาแต่ช่วงไหน
การกินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย ถือเป็นกิจกรรมที่ถูกควบคุมโดยกฎหมายของรัฐ กฎหมายหลักที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของการควบคุมต่าง ๆ คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ที่ดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข และเริ่มบังคับใช้ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
กล่าวโดยสรุปคือ การจำกัดเวลาขาย การห้ามขายในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ การห้ามโฆษณาหรือการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งหมดล้วนเป็นการจำกัด/ข้อห้าม ที่มีที่มาจากกฎหมายฉบับนี้
1.การห้ามขายเหล้าในวันพระใหญ่ เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งออกตามมาตรา 28 ของกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยอยู่ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2552 การออกประกาศของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นไปตามคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
หลังจากนั้นประกาศกำหนดวันห้ามขาย ได้มีการปรับปรุงอีก 3 ครั้ง โดยฉบับล่าสุดออกเมื่อปี 2558 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเพิ่มวันห้ามขายอีกหนึ่งวัน นั่นคือวันออกพรรษา และเปลี่ยนการยกเว้นจากให้ขายที่โรงแรมได้ ไปเป็นขายได้เฉพาะในร้านปลอดภาษีในสนามบินนานาชาติเท่านั้น
2. การจำกัดเวลาขาย ซึ่งรายละเอียดอยู่ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2558 ประกาศดังกล่าวระบุว่า ให้ขายเหล้าเบียร์ได้เฉพาะเวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. ยกเว้นสถานที่ที่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ การจำกัดเวลาขาย มีที่มาจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2515
3. กฎหมายห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์ เป็นข้อกฎหมายที่มีผู้ถูกเปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนมาก จากการโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ และการเขียนหรือรีวิวเบียร์
ผู้แจ้งดำเนินคดีด้วยกฎหมายข้อนี้ได้ คือกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธารณสุขแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ ยังเปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสได้ โดยผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินสินบนแจ้งจับ
สำหรับโทษจากข้อหานี้ คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าเป็นการโฆษณาของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะปรับ 500,000 บาท
4. กฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มทางออนไลน์ อยู่ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการตัดช่องทางการจำหน่ายของผู้ค้ารายย่อย
ปัญหาของกฎหมายห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์
เมื่อเดือน มี.ค. 2566 เพจ "ประชาชนเบียร์" เปิดเผยว่า โพสต์บนเฟซบุ๊กของเพจจำนวน 15 โพสต์ ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.2563 - 12 ก.ค. 2564 โดนแจ้งข้อหาโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากเทียบกับกรณีของเพจ "แดกเบียร์ให้เพลียแคม" เพจประชาชนเบียร์อาจถูกเปรียบเทียบปรับถึงหลักล้านบาทจากข้อความที่ถูกแจ้งข้อหาทั้งหมด
ธนากร ท้วมเสงี่ยม แอดมินเพจประชาชนเบียร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า หากใช้เกณฑ์ตามที่กลุ่มแอลกอฮอล์วอทช์ตีความไว้ การใช้กฎหมายห้ามโฆษณาจะจำกัดอยู่ที่การโฆษณาแบรนด์และข้อความชักจูงชวนเข้าไปดื่มด้วยการอธิบายรสชาติ
แต่ธนากรบอกว่า เนื้อหาบนเพจประชาชนเบียร์ไม่ได้มีลักษณะที่ชวนเข้าไปดื่ม แต่กล่าวถึงการสร้างแบรนด์ การเรียกร้องให้รัฐแก้ไขกฎหมายการผลิตเบียร์ของรายย่อยในครัวเรือนและเรื่องของสุราชุมชน
"เราไม่ได้พยายามจะบอกว่า แบรนด์นี้รสชาติดี ให้ไปซื้อ อย่างนี้นะ เพราะตั้งแต่ทำเบียร์มา ผมไม่เคยพูดว่าอันนี้อร่อย ด้วยความรู้สึกว่า อร่อยของแต่ละคน ต่างกัน ยังไม่เคยเอามาใช้เลย" ธนากรกล่าว

ที่มาของภาพ, ประชาชนเบียร์
"การอธิบายเรื่องรสชาติหรือตัวผลิตภัณฑ์ โพสต์ของผมไม่มีตรงนั้น แต่ผมมีเรื่องแบรนด์เป็นหลัก เขาก็ยังเอามาใช้ในการฟ้องผมได้ ก็รู้สึกไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่"
ไม่เพียงแต่เพจเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาเล่าถึงเบียร์และสุราชุมชนเท่านั้นที่ถูกดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีบุคคลธรรมดา อย่างเช่น กรณีหญิงที่ภูเก็ตที่โพสต์ถึงเบียร์ที่เธอดื่ม ก็ถูกสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข แจ้งข้อหาด้วยมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน
"แค่โพสต์ว่าไปกินเบียร์ที่ไหนมา รสชาติเป็นไง ราคาเท่าไหร่ ซื้อที่ไหน เขาพูดโดยไม่ได้เงินในการโฆษณา แต่เขาก็โดน รอบนั้นเราก็เอาทนายของเราไปช่วย" แอดมินเพจประชาชนเบียร์กล่าว และบอกว่า คดีนี้สิ้นสุดที่การเสียค่าปรับ 17,000 บาท จากค่าปรับในตอนแรกที่เจ้าหน้าที่อาจปรับสูงถึง 50,000 บาท

ที่มาของภาพ, ประชาชนเบียร์
มาตรา 32 มีช่องให้คนแจ้งเบาะแส และได้ส่วนแบ่งเงินสินบนนำจับ
หากย้อนไปดู มาตรา 32 ของกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเนื้อหาสองส่วน ได้แก่ 1) ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า เช่น การโพสต์ภาพเหล้าเบียร์พร้อมข้อความต่างๆ เพราะต้องการที่จะขายสินค้าเหล้าเบียร์นั้น ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ และ 2) ห้ามแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกับการมีข้อความหรือพฤติการณ์ที่เป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้คนอื่นอยากจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังกล่าว
การที่ประชาชนโพสต์ภาพขวดเหล้าเบียร์ หรือแก้วเบียร์ที่มีโลโก้เบียร์ จึงยังไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายนี้ แต่บุคคลที่มีชื่อเสียงกับบุคคลทั่วไปมีความแตกต่างกัน
“ถ้าเป็นบุคคลทั่วไปโพสต์ภาพคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยที่ไม่มีข้อความเชิญชวน อวดอ้างชักจูงใจ ก็จะไม่เป็นความผิด แต่ดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก อาจทำให้คนหันมาสนใจสินค้า มีผลเป็นการโน้มน้าวหรือชักจูงใจคนไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม จึงไม่สามารถทำได้” นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากกรมควบคุมโรค ระบุ
ตัวกฎหมายคุมโฆษณาเหล้าเบียร์ ยังเปิดให้คนทั่วไปแจ้งเบาะแสการกระทำผิดผ่านระบบ tas.go.th และยังมีเงินสินบนให้กับผู้แจ้งข้อมูล และเงินรางวัลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย ซึ่งมีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าในปีงบประมาณ 2563 มีการเสียค่าปรับจากการแจ้งข้อหาโฆษณาเหล้าเบียร์ สูงถึงกว่า 11.8 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้กว่า 5.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว ๆ 44% เป็นเงินสินบนรางวัลนำจับ
สุรากำลังจะก้าวหน้า แต่รัฐกำลังเขียนกฎหมายให้เข้มขึ้น
ท่ามกลางกระแสสุราก้าวหน้าที่พรรคก้าวไกล ต้องการปลดล็อกการผลิตสุรา จากการผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ฉบับก้าวไกล หรือที่เรียกว่า "พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า" แต่อีกด้านหนึ่ง ตัวกฎหมายคุมโฆษณาเหล้าเบียร์ ที่ชุมชนคนดื่มสุรารายย่อยมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน ก็กำลังมีความพยายามแก้ไขจากฝ่ายรัฐให้เข้มงวดขึ้น
เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข เพิ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ ที่ตั้งต้นมาตั้งแต่ปี 2564
เนื้อหากฎหมายที่แก้ไขเพิ่มมานั้น ได้เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบร้านขายสุราที่เปิดเกินเวลาหลังเที่ยงคืน และกำหนดโทษค่าปรับทั้งนักดื่ม (ไม่เกิน 5,000 บาท) และผู้ประกอบการ เจ้าของ ผู้จัดการของร้าน (ไม่เกิน 30,000 บาท) กรณีมีการขายเกินเวลา
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายที่น่าจะเป็นการเข้ามากำกับควบคุมผู้ผลิตรายย่อยเพิ่มขึ้น คือการกำหนดโทษต่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 500,000 บาท หากผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีหนังสือเรียกมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณา

ที่มาของภาพ, Getty Images
เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของกระทรวงสาธารณสุข เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี "ก็ต้องถอนร่างฯ นี้อยู่แล้ว"
ส.ส. ผู้ผลักดันสุราก้าวหน้าบอกด้วยว่า อยู่ระหว่างเตรียมร่างกฎหมายฉบับของพรรคก้าวไกล ที่แก้ไขในประเด็นที่เป็นปัญหาต่อประชาชน โดยเรื่องหลักคือ การตัดเนื้อหาส่วนของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีอำนาจออกประกาศการควบคุมต่าง ๆ ออกไป
"บางทีเป็นการออกกฎตามอำเภอใจ เขามีอำนาจออกประกาศต่าง ๆ และกฎหมายจำกัดสิทธิเยอะเกินไป การโฆษณาที่เป็นประเด็นก็ต้องแก้ไข" เท่าพิภพกล่าว
ส่วนแผนการผลักดันสุราก้าวหน้าในรัฐบาลชุดใหม่ เท่าพิภพเปิดเผยว่าจะเริ่มจากการเดินหน้าเรื่องใบอนุญาตผลิตสุรา ที่มีการควบคุมหลายชั้นและเป็นอุปสรรคต่อผู้เล่นรายย่อย ตามด้วยแก้กฎหมายโฆษณาเหล้าเบียร์ พร้อมกับผลักดันการอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ 24 ชั่วโมง และยกเลิกการห้ามขายเหล้าเบียร์ในวันพระใหญ่ ซึ่งเป็น 1 ใน 300 นโยบายของพรรคที่ประกาศไว้กับประชาชนช่วงเลือกตั้งด้วย
"ตอนนี้กฎหมายมันยิบย่อยเกินไป การบังคับใช้หละหลวม ประเทศไทยออกกฎหมายออกมาอย่างไม่เป็นประชาธิปไตยออกมา ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะมันบังคับใช้ไม่ได้" เขากล่าว "แค่โพสต์เฟซบุ๊ก โพสต์รูปเบียร์เฉย ๆ แล้วผิด ก็เกินไป"

ที่มาของภาพ, Reuters
สิทธิในการบอกเล่ารสชาติ และสนามของผู้เล่นรายเล็ก
ธนากร แอดมินเพจประชาชนเบียร์ ชี้ว่า การมีอยู่ของกฎหมายเหล่านี้อาจยิ่งทำให้เกิดการจำกัดสิทธิของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
"สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ที่จะบอกว่าเหล้าตัวไหนมันดี ไม่ดี อร่อยหรือไม่อร่อย ยังไงสิทธินี้มันไม่ควรหายไปจากประชาชน แต่ถ้ากฎหมายแบบนี้ยังอยู่ มันจะลามไปเรื่อย ๆ ไปถึงการควบคุมพฤติกรรมการกินของคนเข้าไปอีก"
ขณะเดียวกันสำหรับผู้ผลิตรายย่อย นอกจากเพดานการผลิตที่ถูกล็อกไว้ด้วยกฎหมายภาษีสรรพสามิต พวกเขายังถูกปิดช่องทางการเผยแพร่ตัวเองไว้ด้วยกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มทางออนไลน์ รวมทั้งกฎหมายห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์เองด้วย
"พวกเขาแทบจะไม่มีช่องทางเลยครับ ใช้วิธีการพูดกันปากต่อปากทั้งนั้นเลย" แอดมินเพจประชาชนเบียร์ ซึ่งเป็นเพจแรก ๆ ที่บอกเล่าเรื่องสุราชุมชนผ่านโซเชียลมีเดียกล่าว และบอกว่า "จริง ๆ พวกสุราชุมชน เขาอยากโพสต์ อยากทำการตลาดมากขึ้น แต่ก็ทำได้เฉพาะในกลุ่ม เขาไม่รู้จะทำยังไง”
ธนากร ชี้ว่า เขาพยายามยืนยันในหลักการว่าการพูดถึงเหล้าเบียร์สามารถทำได้ โดยต้องไม่ใช่การเชียร์เพื่อขาย แต่เป็นการพูดถึง การให้ความรู้ หรือแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเป็นหลัก
“ทำไมเรามีสุราชุมชนอยู่ในตลาดถึง 2,000 แบรนด์ แต่เราอาจจะรู้จักกันแค่ 2 แบรนด์ ที่ พิธา (ลิ้มเจริญรัตน์) พูด” เขาตั้งคำถาม
“ถ้าหลายคนรู้จักสุรารายย่อยเพิ่มขึ้น โลกของการกินดื่มก็จะเปลี่ยนไป และคิดว่าวัฒนธรรมการกินดื่มก็จะดีขึ้น”











