You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"เราจนจริง ๆ แต่เราจะไปแสดงเหมือนขอทานอย่างนั้นหรือ"
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ที่หน้ารั้วกระทรวงการคลังในย่านที่แพงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ยายสว่าง รักษากูล วัย 83 ปี ยืนอยู่กลางที่ชุมนุมที่กำลังคัดค้านการตัดเบี้ยผู้สูงอายุ -- นี่อาจไม่ใช่ภาพที่เราหลายคนอยากเห็นตัวเองในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่อยู่ในวัยที่ได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐ บางส่วนได้ "บัตรคนจน" เดือนละ 300 บาท ที่พวกเธอบอกว่าพอจะได้ใช้ซื้อข้าวสาร บางคนอายุกำลังใกล้จะถึง 60 ขณะที่บางคนเป็นอดีตสาวโรงงานที่ประกันสังคมขาดอายุไปหลายปี
พวกเธอกำลังกังวลถึงสถานะที่ไม่มั่นคงของเบี้ยยังชีพคนสูงอายุที่รัฐเพิ่งประกาศล่าสุด ที่จะเปลี่ยนจาก "ระบบถ้วนหน้า" เป็นการให้เฉพาะผู้ยากไร้ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ตามนิยามของรัฐ
แม้ตัวเนื้อหาของเกณฑ์ใหม่จะบอกว่า คนที่ได้รับเบี้ยยังชีพอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ประสบการณ์จากการ "ร้องขอ" สวัสดิการจากรัฐ ผ่านกระบวนการที่ต้อง "พิสูจน์ความจน" ที่ผ่านมา ก็ทำให้ผู้สูงอายุหลายคนอดเป็นกังวลไม่ได้
ยายสว่าง เป็นชาวโคราช เข้ามาเป็นกรรมกรในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 16 ปี ทำงานรับจ้างมาหลายอย่าง จนกระทั่งทำต่อไม่ไหว
ปัจจุบันเธอเป็นชาวชุมชน 14 ไร่ โซน 13 ที่เขตประเวศ กทม. ยายสว่างได้มาอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้เมื่อราว 23 ปีที่แล้ว เพราะทางการโยกย้ายนำคนที่ใช้ใต้สะพานในกรุงเทพฯ เป็นบ้าน มารวมกัน และจัดสรรที่ดินให้อยู่ โดยเสียค่าเช่าให้การเคหะแห่งชาติเดือนละ 50 บาท สถานที่ที่เรียกว่า "บ้าน" ของเธอก่อนหน้านี้ คือบริเวณใต้สะพานเทพลีลา ย่านรามคำแหง
ยายสว่างอาศัยอยู่คนเดียวในบ้านเล็ก ๆ กลางชุมชน โดยมีเพื่อนบ้านใกล้เคียงคอยช่วยเหลือ สามีของเธอเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ส่วนลูก ๆ ที่ยายสว่างมี 6 คน เสียชีวิตไปแล้ว 4 คน ส่วนอีก 2 คน ไม่ได้อาศัยอยู่ที่เดียวกัน
ในวันวัยเช่นนี้ที่เรียกได้ว่าเป็น ผู้สูงอายุตามนิยามของรัฐธรรมนูญไทย เบี้ยผู้สูงวัยเดือนละ 800 บาท เป็นสวัสดิการจากรัฐที่เป็นตัวเงินเพียงประเภทเดียวที่สว่างได้รับ
หากมองด้วยใจที่เป็นกลาง ยายสว่างน่าจะเป็น "คนจน" อย่างไม่มีข้อปฏิเสธ แต่ความเป็นจริงคือ เธอถูกปฏิเสธการมี "บัตรคนจน" ตั้งแต่รัฐมีโครงการนี้ เพราะการมีชื่ออยู่ในที่นาจำนวน 2 ไร่ที่โคราช บ้านเกิดที่เธอไม่ได้กลับไปหลายสิบปีแล้ว
"เขาไม่ให้ เขาว่ามีนา 2 ไร่ ไม่ให้ เขาว่าอย่างนี้ ไปขอ 3 ครั้ง ไม่ให้ ลูกก็บอกไปขอแล้วแต่เขาไม่ให้เลยหยุด" ยายสว่างตอบบีบีซีไทย ก่อนเล่าตามความเข้าใจถึงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ว่า "เขา (เจ้าหน้าที่) เขียนสืบกันมา ทางโทรศัพท์นี่แหละ"
"บัตรคนจนไปที่เขต ไป 3 เที่ยว ไม่ได้เลยเลิก ไม่ได้ก็เอาไปเถอะ ทุกวันนี้ไม่มีรายได้ นอกจากหาขยะ ได้นิด ๆ หน่อย ๆ" ยายสว่าง เล่า
การเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้จากรัฐ ยังรวมถึงสาเหตุอื่น เช่นขั้นตอนการลงทะเบียนที่เป็นอุปสรรค
“อะไรก็ทำไม่เป็น หนังสือตัวเดียวก็ไม่รู้” ยายสว่างกล่าวกับบีบีซีไทย
"ระบบพิสูจน์ความจน" ที่คัดกรองคนจนจริง ๆ ออกไป
ยายสว่างเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผู้สูงวัยยากไร้ ที่เมื่อพิจารณาจากการไม่มีรายได้ และต้องพึ่งพิงเบี้ยยังชีพคนชราจากรัฐเพียงทางเดียวที่เป็นเงินประจำ เธอควรจะเข้าเกณฑ์การได้รับสวัสดิการรัฐผ่าน “บัตรคนจน” แต่ด้วยเกณฑ์การคัดกรองที่กำหนดคุณสมบัติเอาไว้ ทำให้เธอตกหล่นจากระบบและไม่ได้รับสิทธิที่ควรจะได้
โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มต้นเมื่อปี 2560 หากย้อนไปดูคุณสมบัติผู้ที่จะได้บัตรช่วยเหลือนี้ ระบุว่า :
- ต้องมีสัญชาติไทย
- อายุตั้งแต่ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป
- รายได้ของผู้ลงทะเบียนไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
- ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ หรือมีทรัพย์สินทางการเงินดังกล่าว จะต้องมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
- ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ กรณีเป็นเจ้าของต้องเป็นบ้านและที่ดิน ซึ่งกำหนดเงื่อนไขว่า บ้านหรือทาวน์เฮาส์ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
- ถ้าเป็นเจ้าของห้องชุดต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
- กรณีที่เป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินใช้ทำเกษตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่
- กรณีที่เป็นที่อยู่อาศัย แต่ที่ดินใช้ทำประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่ทำเกษตร ต้องมีไม่เกิน 1 ไร่
- กรณีมีที่ดินแยกจากที่อยู่อาศัย ถ้าไม่ได้ทำประโยชน์จากการเกษตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่
- กรณีมีที่ดินแยกจากที่อยู่อาศัย ที่ทำประโยชน์จากการเกษตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่
คุณสมบัติเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของที่ดินที่กำหนดไว้เช่นข้างต้น แม้ว่ายายสว่างจะอพยพจากชนบทมาใช้แรงงานที่กรุงเทพฯ หลายสิบปี และมีสถานะเป็นคนจนเมืองแล้วก็ตาม แต่เมื่อระบบของกรมที่ดินที่ใช้เป็นฐานข้อมูลบันทึกไว้ว่าเธอมีที่ดินในต่างจังหวัด เธอก็ไม่ผ่านเกณฑ์ได้บัตรคนจนตามที่รัฐกำหนด
เมื่อปี 2560 บีบีซีไทยยังพบกับ หนูเกณ อินทจันทร์ ชาวชุมชนท่าเรือคลองเตย วัย 57 ปี เธอเป็นอีกคนที่ตกหล่นการตรวจสอบคัดกรองเกณฑ์คนจนของรัฐ เพราะมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินใน จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นที่ดินที่ตกทอดจากครอบครัว และมีบัญชีธนาคารที่ยอดเงินเกิน 1 แสนบาท แต่เป็นบัญชีกลุ่มออมทรัพย์ที่ก่อตั้งร่วมกับสมาชิกในชุมชนแออัดหลายแห่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2532 ทำให้เธอไม่ผ่านเกณฑ์การรับสวัสดิการคนจนในครั้งนั้น
จากกรณีนี้ ชี้ให้เห็นว่าระบบสวัสดิการที่ต้องมีการพิสูจน์ฐานะทางเศรษฐกิจ และมุ่งเน้นการจ่ายสวัสดิการแบบพุ่งเป้ามีช่องว่าง และเกณฑ์ตรวจสอบไม่สอดคล้องสภาพเงื่อนไขชีวิตจริงที่ผู้ยากไร้เผชิญ
แม้ว่าจะมีการเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ แต่การดำเนินการที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการหลายครั้ง ก็เป็นการจ่ายต้นทุนที่สูงเกินไปสำหรับผู้ขอรับสวัสดิการรัฐหลายคน อย่างเช่น ยายสว่าง ที่เดินทางไปติดต่อกับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งถึง 3 รอบ แล้วยังไม่ได้ จึงเลือกไม่ดำเนินการต่อ
ทั้งนี้ สถิติล่าสุดของการเปิดให้ประชาชนขอสิทธิบัตรคนจนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียน 22 ล้านคน แต่เมื่อรัฐประกาศผล ปรากฏว่ามีผู้ได้รับสิทธิบัตรคนจนจำนวน 14.5 ล้านคนเท่านั้น ในกลุ่มผู้ขอรับสิทธิที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ แบ่งเป็นผู้ที่กรอกข้อมูลไม่ครบ 1.2 ล้านคน ตรวจสอบแล้วไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 1 ล้านคน และไม่ผ่านการตรวจสอบทรัพย์สินอีก 5 ล้านคน
กรณีข้างต้นสะท้อนให้เห็นตัวเลขเชิงสถิติผ่านงานศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่พบว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีคนจนตกหล่นสูงถึง 51%
กว่าจะ "พิสูจน์ความจน" เสร็จสิ้น
ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ภาพข่าวของคนสูงวัยในต่างจังหวัดต่อแถวเข้าคิวอย่างแออัดที่ธนาคารกรุงไทย เพื่อใช้งานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือตัวอย่างหนึ่งของระบบที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่ประชาชนจะได้สวัสดิการ
แม้ว่ารัฐจะพยายามใช้ช่องทางดิจิทัล แต่ในความเป็นจริงชาวบ้านประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้ และกลุ่มผู้สูงวัย ไม่ได้มีทรัพยากรที่เพียงพอต่อการเข้าถึง แม้กระทั่งการรับรู้ข่าวสารถึงช่องทางการลงทะเบียนรับสิทธิ ว่าต้องไปที่ไหนหรือติดต่อที่หน่วยงานใด
"กว่าจะได้ (บัตรคนจน) ไปที่เขตก่อน เขตบอกให้ไปที่ธนาคาร ไปธนาคารไปแล้วไปอีก วนไปวนมาประมาณ 5 วัน ไปนั่งรอ คิดว่าคงไม่ได้แล้ว ยายก็นั่งที่บันได คิดว่าไม่ได้แล้ว เสร็จแล้วก็มีเด็กฝึกหัดของธนาคารมาช่วย พอเด็กมาช่วยเขียนเองอะไรเองหมด ไม่ถามไม่ไถ่ เขียนว่าป้ามีรายได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ป้าไม่มีรายได้เลย" สุนันต์ วงศ์สละ อายุ 70 ปี ชาวชุมชนเขตประชาชื่น กทม. เปิดเผยกับบีบีซีไทย ถึงการขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อหลายปีก่อน
"เราจนจริง ๆ แต่เราจะไปแสดงเหมือนขอทานอย่างนั้นหรือ ทุกวันนี้มันเหมือนกับเศษเงินของคุณที่ให้เรา กว่าเราจะได้ตั้งแต่เริ่มแรก กว่าจะได้เงินของพวกคุณ ฉันไปรอตั้ง 5-6 วันอย่างนี้ ไป 2 เที่ยว 3 เที่ยว ถ้าชาวบ้านไม่คุยกันเราก็ไม่รู้ เราไปทางนี้ทีไปทางนั้นที"
เมื่อถามว่า แล้วการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยุ่งยากเหมือนกันหรือไม่ สุนันต์กล่าวว่าไม่ยุ่งยากเหมือนกับการขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเบี้ยผู้สูงอายุเป็น “ระบบถ้วนหน้า” ที่ใช้การยืนยันสิทธิเพียงอย่างเดียว
"เบี้ยคนแก่ไม่ยากนะ ถึงเวลาไปลง เหมือนพออายุ 59 ไปลงทะเบียนก่อน ป้าไปลงตอน 60 ก็ยังได้"
ปัจจุบัน สุนันต์รับเบี้ยยังชีพ 600 บาท และเงินจากบัตรคนจนเดือนละ 300 บาท นี่เป็นเงินเข้าประจำที่ใช้เลี้ยงปากท้องตัวเองและหลานอีก 1 คน ในวัยนี้ เธอยังพยายามหาเงินด้วยการรับจ้างบีบนวดเล็ก ๆ น้อย ๆ พอซื้อกับข้าว
หญิงวัย 70 ปี ยังแสดงความกังวลถึงความไม่ชัดเจนของการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะเบี้ยคนชราเป็นเงินก้อนหลักที่เธอใช้ในแต่ละเดือน
"ถ้าไม่ได้ตรงนี้จะเอาตรงไหนกิน ไปดูการกดเงินก็แล้วกัน กดเงิน (เอทีเอ็ม) กดตั้งแต่ตีหนึ่งอ่ะ เงินออกก็ไปกดแล้ว ความยากจนของเราอ่ะ ทุกคนไม่กด (เงิน) หรอกตีหนึ่ง เพราะเขากลัว แต่ป้าไป" สุนันต์กล่าวถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่รัฐจ่ายทุกวันที่ 10 ของเดือน
เสียเงิน 200 จ้างคนลงทะเบียนบัตรคนจน
นวลปรางค์ วินิจ อายุ 66 ปี ชาวชุมชนบ้านมั่นคงย่านตลาดกีบหมู เขตคลองสามวา กทม. ได้เล่าเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อรับเงินช่วยเหลือจากรัฐเดือนละ 300 บาท ให้บีบีซีไทยฟังว่า เธอเริ่มจากการจ้างคนด้วยเงิน 200 บาท เพื่อให้ลงทะเบียนให้ เพราะเธอไม่รู้หนังสือ
"เขียนไม่เป็น บางคนเขาก็บอกว่าให้สมัครทางโทรศัพท์ สมัครก็ไม่เป็นทางโทรศัพท์ ให้เพื่อนสมัครให้ก็ไม่ได้ มันไม่เข้า เลยไปจ้างคน 200 ให้ทำให้ครั้งแรก แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้ เงินก็ไม่ได้คืน" นวลปรางค์เล่า พร้อมบอกว่ากว่าเธอจะลงทะเบียนได้ก็เป็นความพยายามครั้งที่ 3 จากการเดินทางไปทำเรื่องที่ธนาคารกรุงไทย ย่านตลาดมีนบุรี จึงลงทะเบียนสำเร็จ
ผู้สูงอายุคนจนเมืองหลายคนเป็นแรงงานจากต่างจังหวัดที่อพยพมาทำงานในเมือง นวลปรางค์เป็นชาว จ.กาฬสินธุ์ ที่เข้ามาทำอาชีพขายอาหารตามสั่งตั้งแต่ปี 2517 โยกย้ายไปขายอาหารตามชุมชนหลายแห่งในกรุงเทพฯ เธออาศัยในชุมชนแออัดริมคลอง ย่านซอยกีบหมูมากว่า 20 ปี ซึ่งที่นี่ถือเป็นที่พักอาศัยที่สุดท้ายของเธอก่อนย้ายมาอยู่บ้านมั่นคง ซึ่งเป็นโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง
เมื่อพ้นวัยแรงงานและเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ประกอบกับไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกหลาน นั่นหมายความว่า สวัสดิการจากรัฐแทบจะเป็นช่องทางเดียวที่ใช้เลี้ยงดูปากท้องในยามชรา
"ชีวิตอยู่ได้ คือ เลี้ยงดูคนแก่ มีเงินคนแก่ 600 และเงินรัฐ (บัตรคนจน) 300 ค่าข้าวสาร ค่าอะไรต่ออะไรกินอยู่ทุกวันนี้ ค่า (เดินทาง) หาหมอ ก็ถึงว่าลำบากมันมีแน่ ทำงานก็ไม่ได้หยุด เก็บผักให้พออยู่ได้ไปวัน ๆ เพราะไม่มีลูก ครอบครัวพี่น้องนามสกุลที่อยู่ใกล้ชิดก็ไม่มี พึ่งพาเพื่อนฝูงที่อยู่รอบข้างอย่างนี้แหละ" นวลปรางค์ เล่า
ความยากง่ายในการใช้บัตรคนจน ยังเป็นอีกอุปสรรคของการใช้สวัสดิการรัฐ บัตรคนจนที่แยกค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซหุงต้ม หรือค่ารถโดยสารประจำทาง นวลปรางค์บอกว่า เธอไม่รู้วิธีใช้เงินส่วนนั้น ทำให้แต่ละเดือน เธอใช้จ่ายเฉพาะวงเงิน 300 บาท เพื่อซื้อของจากร้านประชารัฐ
"ทุกวันนี้ ค่ารถเมล์ ค่าแก๊สอะไร ป้าก็ไม่เอาเลยนะ ทำไม่เป็น บางทีให้บัตรประชาชนไป เค้ายังทอนมาเหมือนเดิม ยังใช้เงินเหมือนเดิม"
สวัสดิการ "ไม่ถ้วนหน้า" บทเรียนที่อาจเกิดกับเบี้ยยังชีพผู้สูงวัย
ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยกล่าวถึงสาเหตุที่คนจนตกหล่นจากการลงทะเบียนรับสวัสดิการของรัฐมีหลายประการ
"บางคนเขากลัว อะไรที่เป็นเรื่องของทางการ บางคนไม่กล้า จะกลัว ไม่กล้ามาแสดงตัว หรือพูดคุย... บางทีเจออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จึงไม่กล้ามาลงทะเบียน ไม่เข้าใจเงื่อนไข ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะได้สิทธิหรือไม่ ตรงนี้มีหลากหลายสาเหตุมาก...”
ที่ผ่านมา ทางกระทรวงการคลังเคยกล่าวถึงกติกาการจ่ายเงินที่กำหนดจากฐานรายได้ ซึ่งฐานข้อมูลที่รัฐมีในปัจจุบันในการจ่ายสวัสดิการประชาชนคือ บัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
หากการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในอนาคตมีวิธีการที่ประกาศตามหลักเกณฑ์ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ที่ออกมาล่าสุด ภาคประชาชนด้านรัฐสวัสดิการแสดงความกังวลว่า จะทำให้มีผู้ตกหล่นอีกจำนวนมาก จากระบบการคัดกรองสิทธิหรือ "ระบบพิสูจน์ความจน"
เพราะหากดูผลการดำเนินการสวัสดิการบัตรคนจนแล้ว ยังมีคนจนตกหล่นเกินกว่าครึ่ง