You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
บัตรประชารัฐ : 5 ปี “บัตรคนจน” ในวันที่ พปชร. หาเสียงเพิ่มเงินเป็น 700 บาท
บัตรประชารัฐ 700 บาทต่อเดือน เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประกาศออกมาในจังหวะเวลาที่ผู้มีรายได้น้อย 21.45 ล้านคน กำลังรอผลการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2566
พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. แถลงข่าวเปิดนโยบายหลักของพรรคดังกล่าวที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้ง 2566 โดยระบุว่า พร้อมเริ่มมีผลทันทีหลังจาก พปชร. ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผลการขึ้นทะเบียนจะทยอยประกาศในเดือน ม.ค. เช่นกัน
การเปิดตัวนโยบายของ พปชร. เกิดขึ้นหลังจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัวนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน เมื่อต้นเดือน ธ.ค. นับเป็นพรรคที่ 3 ที่เปิดนโยบายเกี่ยวกับ เงินในกระเป๋าของประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เปิดตัวชุดนโยบาย "สวัสดิการไทยก้าวหน้า" ที่พูดถึงค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นทุกปี เริ่มต้นวันละ 450 บาท
"บัตรประชารัฐ" ถือเป็นการรีแบรนด์ ปรับชื่อจาก "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เดิม หรือ "บัตรคนจน" ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นับตั้งแต่นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดำเนินการมาเมื่อกว่า 5 ปีที่แล้ว ปัญหาเรื่องการตกหล่นของคนจนที่ควรได้รับสวัสดิการ เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก จนกระทั่งปีที่ผ่านมา ที่นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็ชี้ว่า การตกหล่น “ยังมีอยู่สูงมาก”
ข้อมูลความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปรากฏในการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีว่า มีผู้ถือบัตร จำนวน 13.2 ล้านคน และเมื่อปลายปีที่แล้ว ครม. อนุมัติวงเงิน 2,644 ล้านบาท ช่วยค่าครองชีพผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะเวลา 1 เดือน คือ ม.ค. 2566 จำนวนคนละ 200 บาท โดยระบุว่าเป็น เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล
พล.อ. ประวิตร บอกว่า งบประมาณที่จะนำมาใช้เพื่อเพิ่มวงเงินในบัตรประชารัฐ จะนำมาจากงบประมาณในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของงบประมาณปี 2566 หลังจากได้รับเลือกตั้ง ทั้งนี้หากมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 18 ล้านคน คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 12,000 ล้านบาท ต่อเดือน หรือ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละราว 50,000 ล้านบาท
บีบีซีไทยชวนสำรวจนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกครั้งที่เริ่มมาตั้งแต่ยุค คสช.
บัตรคนจน - บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ - บัตรประชารัฐ
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เริ่มเมื่อปี 2560 ปีแรก ประกอบไปด้วย วงเงินช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวน 200-300 บาท ต่อเดือน โดยต้องใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ (รายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี ให้ 200 บาท, รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี ให้ 300 บาท) และค่าเดินทางรถโดยสารสาธารณะ 500 บาท
นอกจากแพ็กเกจวงเงินชุดนี้แล้ว ยังมีส่วนลดและเงินช่วยค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินพิเศษผู้พิการ เงินช่วยค่าก๊าซหุงต้มของพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ เงินพิเศษผู้สูงอายุ รวมอยู่ในสิทธิของผู้ถือบัตรคนจนอีกด้วย
สำหรับวงเงิน 700 บาทที่เพิ่มขึ้นมา คือส่วนของเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติมเข้ากระเป๋าผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเป็น 2-3 เท่าจากปัจจุบัน
นายสันติ รมช. คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคและกรรมการบริหารพรรค พปชร. กล่าวว่า พปชร. ดำเนินการบัตรประชารัฐมาเป็นระยะเวลา 4 ปี โดยในปี 2566 จะมีประมาณ 18 ล้านคน แต่ พล.อ. ประวิตร มองว่าจำนวนเงิน 200-300 บาทต่อเดือน ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและยังไม่ครอบคลุมค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน พรรคจึงประเมินว่า ควรมีการเพิ่มเงินช่วยเหลืออีกประมาณ 500 บาท
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบประมาณไปเท่าไรแล้ว
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 2560 โดยใช้งบประมาณประจำปี 2561 เมื่อรวบรวมตัวเลขงบประมาณจากเอกสารต่าง ๆ พบว่า เฉพาะงบประมาณที่ลงไปในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่ที่กว่า 2.67 แสนล้านบาท ไม่รวมเงินเพิ่มช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี 2563
รายงานประจำปีกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ระบุถึงผลการบรรเทาค่าครองชีพจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนับตั้งแต่ 2560 ว่า ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับความช่วยเหลือโดยเฉลี่ยโดยประมาณ 2,145 บาทต่อคน ต่อเดือน จะพบว่าบัตรจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้ 77% ของภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน หรือมีช่องว่างประมาณ 617 บาท ต่อเดือนต่อคน
- 2561 งบประมาณ 43,614.5 ล้านบาท / 14.2 ล้านคน
- 2562 งบประมาณ 93,155.4 ล้านบาท / 14.6 ล้านคน
- 2563 งบประมาณ 47,843.5 ล้านบาท / 13.9 ล้านคน
- 2564 งบประมาณ 48,216 ล้านบาท / 13.5 ล้านคน
- 2565 งบประมาณ 34,986.4 ล้านบาท / 13.2 ล้านคน
ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจาก ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564, สำนักข่าวอิศรา, รายงานประจำปีกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565, มติ ครม. 21 ก.ย. 64/ 26 ก.ค. 2565/ 27 ธ.ค. 2565
5 ปีผ่านไป ทีดีอาร์ไอชี้ ยังเจอปัญหาคนจนตกหล่น 51%
ดร. สมชัย จิตสุชน ผอ. วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์ในรายการพินิจเศรษฐกิจการเมือง ทางวิทยุจุฬาฯ เมื่อ 13 ก.ย. 2565 ถึงประเด็นปัญหาการเข้าไม่ถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของคนจนว่า "ยังมีอยู่สูงมาก" ขณะเดียวกันก็มีปัญหาที่คนจนไม่จริง แต่มีบัตร เป็นปัญหาสองเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
"มีคนจนตัวจริงที่จน แต่ว่ากลับไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 51% แปลว่าในคนจน 100 คน มีบัตรสวัสดิการฯ 49 คน แต่อีก 51 คน ไม่มี" ดร. สมชัย กล่าวโดยระบุว่า อ้างอิงตัวเลขผู้มีบัตรสวัสดิการของรัฐรอบที่แล้ว จากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า สาเหตุที่คนจนตกหล่นจากการลงทะเบียนรับสวัสดิการของรัฐมีหลายประการ เช่น กลุ่มเป้าหมายคนจนในกลุ่มที่เป็นผู้เปราะบางที่อยู่กับบ้าน เช่น ผู้ป่วยติดเตียง อาจมาด้วยตัวเองไม่ได้ ที่ผ่านมา รัฐบาลให้มีการลงทะเบียนที่หน่วยรับลงทะเบียนทั้งธนาคาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเพิ่มการลงทะเบียนออนไลน์ด้วย แม้ดีขึ้นแต่ยังควรมีกลไกอื่น ๆ อีกที่เข้ามาช่วย
"บางคนเขากลัว อะไรที่เป็นเรื่องของทางการ บางคนไม่กล้า จะกลัว ไม่กล้ามาแสดงตัว หรือพูดคุย... บางทีเจออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จึงไม่กล้ามาลงทะเบียน ไม่เข้าใจเงื่อนไข ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะได้สิทธิหรือไม่ ตรงนี้มีหลากหลายสาเหตุมาก เป็นเหตุให้รอบที่แล้วมีคนจนตกหล่นไป 51%"
ดร. สมชัย เสนอถึงรูปแบบของช่องทางที่ให้คนจนเข้าถึงการลงทะเบียนเข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยของรัฐ เช่น การจัดให้มีหน่วยเคลื่อนที่ หรือใช้กลไกในชุมชนช่วยลงทะเบียนให้ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่เข้าไปเดินตามบ้าน นอกจากนี้ยังควรใช้วิธีดึงฐานข้อมูลอื่น ๆ เช่น ฐานข้อมูลผู้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ฐานข้อมูลคนพิการ คนสูงอายุของกระทรวงพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ มาใช้ เพื่อมอบสิทธิให้กับผู้มีรายได้น้อยกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ แม้พวกเขาจะไม่ได้มาลงทะเบียนก็ตาม
"ต้องให้แน่ใจว่าคนจนตัวจริงเข้ามา จะต้องมีกลไกไปหาเขาถึงบ้าน ถ้าเกิดว่ามีชื่อเขาปรากฏในฐานข้อมูลอื่น ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่มาก็ควรจะดึงเขาเข้ามา ส่วนคนที่ไม่จนจริงก็พยายามตัดออกไป ปรับปรุงเกณฑ์ในการไปเทียบกับฐานข้อมูลอื่นให้มากขึ้น"
ดร. สมชัย สรุปว่า วิธีช่วยเหลือในรูปแบบนี้ถือว่าเหมาะสมแล้ว แต่สิ่งที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้ช่วยผู้มีรายได้น้อยได้จริง ๆ คือ ฐานข้อมูลต้องมีความแม่นยำเพียงพอ