ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีกับประเทศที่คัดค้านการเข้ายึดกรีนแลนด์

    • Author, ดาเนียล บุช
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำกรุงวอชิงตัน
    • Author, พอลลีน โคลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกว่า ขู่ว่าจะขึ้นภาษีกับประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เห็นพ้องกับความพยายามของเขาในการผนวกกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวในการประชุมที่ทำเนียบขาวว่า เขา "อาจจะขึ้นภาษีกับบางประเทศ หากพวกเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องกรีนแลนด์" ซึ่งเป็นดินแดนที่ปกครองตนเองและอยู่ภายใต้การควบคุมของเดนมาร์ก

ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดบ้างที่อาจถูกขึ้นภาษีครั้งใหม่ หรือจะใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

นอกเหนือจากเดนมาร์กและกรีนแลนด์แล้ว ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่คัดค้านแผนการของเขา และในสหรัฐฯ เองก็มีหลายฝ่ายแสดงความสงสัยว่าสามารถซื้อดินแดนดังกล่าวได้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของทรัมป์ก็เกิดขึ้นในช่วงที่คณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคการเมืองกำลังเดินทางเยือนกรีนแลนด์ เพื่อแสดงความสนับสนุนต่อดินแดนแห่งนี้

คณะผู้แทนจำนวน 11 คน ดังกล่าว มีสมาชิกของพรรครีพับลิกันที่แสดงความกังวลต่อคำกล่าวของประธานาธิบดีเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติด้วย

พวกเขาได้พบกับสมาชิกรัฐสภา รวมถึง เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และ เยนส์–เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์

คริส คูนส์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ และนำมุมมองเหล่านั้นกลับไปยังกรุงวอชิงตัน "เพื่อลดความตึงเครียด"

ทรัมป์ระบุว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ จะได้กรีนแลนด์มา "ด้วยวิธีง่าย ๆ" หรือ "ด้วยวิธีที่ยาก" ซึ่งสื่อถึงความเป็นไปได้ทั้งการซื้อเกาะหรือการใช้กำลังเข้ายึดครอง

"ผมอาจจะขึ้นภาษีกับบางประเทศ หากพวกเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องกรีนแลนด์ เพราะเราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ" ทรัมป์กล่าวในการประชุมที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะกำลังมีการประชุมว่าด้วยการดูแลสุขภาพในพื้นที่ชนบท

แม้กรีนแลนด์มีประชากรไม่มากนัก แต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร และด้วยที่ตั้งระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับภูมิภาคอาร์กติก ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าหากเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ รวมถึงการติดตามการเดินเรือในภูมิภาค

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังทหารประจำการถาวรอยู่ที่กรีนแลนด์มากกว่า 100 นายที่ฐานทัพพิตูฟฟิก ซึ่งเป็นสถานีตรวจจับขีปนาวุธบริเวณปลายสุดทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ โดยฐานแห่งนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสหรัฐฯ มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่กับเดนมาร์ก สหรัฐฯ มีอำนาจในการส่งกำลังทหารมากเท่าไรก็ได้ไปยังกรีนแลนด์

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้อง "เป็นเจ้าของ" กรีนแลนด์ เพื่อปกป้องดินแดนแห่งนี้จากการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากรัสเซียหรือจีนอย่างเหมาะสม

ทางการเดนมาร์กเตือนว่าการใช้กำลังทางทหารจะเท่ากับจุดสิ้นขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนี้ ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากสุด

นาโตยึดหลักการที่ว่าประเทศสมาชิกต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันหากถูกโจมตีจากภายนอก และองค์กรนี้ยังไม่เคยเผชิญสถานการณ์ที่ประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งใช้กำลังต่ออีกประเทศหนึ่ง

พันธมิตรชาติยุโรปออกมาสนับสนุนเดนมาร์ก พร้อมกับระบุด้วยว่าภูมิภาคอาร์กติกมีความสำคัญต่อพวกเขาเช่นกัน และความมั่นคงของภูมิภาคควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของนาโตโดยมีสหรัฐฯ ให้ความร่วมมือ

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศรวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร จึงส่งกำลังทหารจำนวนเล็กน้อยไปยังกรีนแลนด์ในสิ่งที่เรียกว่า "ภารกิจลาดตระเวน"

ด้านเอมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าจะมีการส่งกำลังและยุทโธปกรณ์ "ทางบก ทางอากาศ และทางทะเล" ไปที่นั่นในเร็ว ๆ นี้

การเยือนของคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเจรจาระดับสูงที่กรุงวอชิงตันไม่สามารถโน้มน้าวให้ทรัมป์ล้มเลิกแผนการดังกล่าวได้

คณะนี้ประกอบด้วยวุฒิสมาชิก (สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนนาโตอย่างแข็งขัน

แม้คูนส์และสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะจะเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตที่คัดค้านทรัมป์อย่างชัดเจน แต่ในคณะยังมีวุฒิสมาชิกรีพับลิกันสายกลางอย่าง ทอม ทิลลิส และลิซา เมอร์คาวสกี ร่วมอยู่ด้วย

อายา เคมนิตซ์ สมาชิกรัฐสภากรีนแลนด์ กล่าวว่าการพบปะกับสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ทำให้เธอ "มีความหวัง" และบอกกับบีบีซีว่า "เราต้องการมิตร เราต้องการพันธมิตร"

เมื่อถูกถามถึงมุมมองของทำเนียบขาวกับจุดยืนของกรีนแลนด์และเดนมาร์กที่แตกต่างกันอย่างมาก เธอกล่าวว่า "งานนี้คือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น"

"แรงกดดันจากฝั่งสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่เราเห็นมาตั้งแต่ปี 2019 คงเป็นความคิดไร้เดียงสาหากคิดว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลงในตอนนี้"

เธอกล่าวเสริมว่า "สถานการณ์เปลี่ยนแปลงแทบจะทุกชั่วโมง ดังนั้นยิ่งเราได้รับการสนับสนุนมากเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น"

ทั้งนี้ เมอร์คาวสกีเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนร่างกฎหมายของสองพรรคการเมืองอเมริกัน ซึ่งมีเป้าหมายสกัดกั้นความพยายามใด ๆ ในการผนวกกรีนแลนด์

อย่างไรก็ดี สมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันรายหนึ่งยังเสนอร่างกฎหมายคู่ขนานกัน เพื่อสนับสนุนการผนวกเกาะกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ด้วย

เจฟฟ์ แลนดรี ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ประจำกรีนแลนด์ กล่าวว่าในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐฯ ควรเจรจากับผู้นำกรีนแลนด์โดยตรง ไม่ใช่กับเดนมาร์ก

"ผมเชื่อว่ามีข้อตกลงที่ควรจะเกิดขึ้น และมันจะเกิดขึ้น เมื่อทุกอย่างดำเนินไปจนถึงจุดนั้น" เขากล่าว

"ประธานาธิบดีจริงจังกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าเขาได้วางหมุดชี้ทิศทางไว้ชัดเจนแล้ว"

"เขาบอกเดนมาร์กไปแล้วว่าเขาต้องการอะไร และตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ สำหรับการทำข้อตกลง"

"สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายที่เปิดกว้างมาโดยตลอด เราไม่ได้เข้าไปพิชิตใคร หรือพยายามยึดครองประเทศของใคร

"เราพูดว่า 'ฟังนะ เราเป็นตัวแทนของเสรีภาพ เราเป็นตัวแทนของความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเราเป็นตัวแทนของการคุ้มครอง'" เจฟฟ์ กล่าว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้พบกับ เจดี แวนซ์ และ มาร์โก รูบิโอ ที่ทำเนียบขาว

ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่เดนมาร์กรายหนึ่งซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าวกับบีบีซีโดยไม่เปิดเผยชื่อ และบอกว่ารองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอให้หาทางออกแบบ "พบกันครึ่งทาง" ที่จะสร้างความพอใจให้ทั้งทรัมป์ รวมถึงเดนมาร์กและกรีนแลนด์

เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าวว่าไม่มีการหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารเข้าควบคุมกรีนแลนด์ในการประชุมที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบขาว

เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่า "เราไม่เคยอยู่ในการหารือใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือรัฐมนตรีคนใด เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกาจะส่ง" กำลังทหารเข้าไปยังกรีนแลนด์

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ชาวเดนมาร์กรายนี้ยืนยันว่าเดนมาร์กกำลังรับมือกับเป้าหมายที่ทรัมป์ประกาศไว้ว่าจะยึดกรีนแลนด์อย่างจริงจัง

"สมมติฐานในการทำงานของเรา คือ ในประเด็นนี้ เขาหมายถึงตามสิ่งที่พูดจริง ๆ"