ปริศนาที่ยังรอคำตอบของ “คู่ดาวเคราะห์พเนจร” แห่งเนบิวลานายพราน

ที่มาของภาพ, Nasa/Esa/CSA/Mark McCaughrean/Sam Pearson
- Author, โจนาธาน โอคัลลาแกน
- Role, บีบีซีนิวส์
ที่ผ่านมามนุษย์มักเข้าใจว่า พวกเรามีความรู้เรื่องการก่อตัวของดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ในจักรวาลเป็นอย่างดีแล้ว แต่การค้นพบดาวเคราะห์แฝดอายุน้อยจำนวนกว่าสิบคู่ ภายในเนบิวลาหรือกลุ่มฝุ่นและก๊าซขนาดใหญ่ใกล้โลกแห่งหนึ่ง กำลังจะล้มแนวคิดทฤษฎีดังกล่าว
มีดาวเคราะห์บางประเภทที่ไม่สามารถอธิบายถึงกำเนิดของมันได้ง่าย ๆ ด้วยแนวคิดแบบดั้งเดิม นั่นก็คือคู่ดาวเคราะห์ขนาดเท่ากับดาวพฤหัสบดีหลายสิบดวง ที่กำลังล่องลอยไปในเนบิวลานายพรานหรือโอไรออนเนบิวลา (Orion Nebula) ซึ่งเป็นกลุ่มฝุ่นและก๊าซขนาดมหึมาในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด
แทนที่ดาวเคราะห์เหล่านี้จะโคจรวนรอบดาวฤกษ์ เหมือนกับที่โลกยึดติดอยู่กับดวงอาทิตย์และระบบสุริยะ พวกมันกลับเดินทางไปเป็นคู่โดยล่องลอยไปในห้วงอวกาศอย่างเป็นอิสระ ทำให้นักดาราศาสตร์ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) ค้นพบกลุ่มดาวแฝดปริศนานี้ ต้องเกาหัวด้วยความทึ่งและงุนงงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
ไซมอน ปอร์เตจีส์ ซวาร์ต นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเลเดนของเนเธอร์แลนด์ บอกว่า “ดาวแบบนี้ไม่ควรจะมีอยู่เลยในจักรวาล มันขัดแย้งต่อทุกสิ่งที่เราได้เคยเรียนรู้มา เกี่ยวกับกระบวนการก่อตัวของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์”
ในช่วงหลายเดือนหลังจากการค้นพบ นักวิทยาศาสตร์ได้เพียรพยายามหาคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยพวกเขาเรียกดาวเคราะห์ประหลาดเหล่านี้ว่า “วัตถุคู่มวลดาวพฤหัสบดี” (Jupiter Mass Binary Objects) หรือ “จัมโบ้” (JUMBOs) ซึ่งล่าสุดยังไม่สามารถหาคำตอบในเรื่องของมันได้ทั้งหมด แต่ก็เข้าใกล้ตัวกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาได้มากขึ้นแล้ว และด้วยความช่วยเหลือของอุปกรณ์สังเกตการณ์ไฮเทคในห้วงอวกาศลึก คาดว่าเราจะได้ความกระจ่างในไม่ช้านี้
ดาวเคราะห์จัมโบ้ถูกค้นพบโดย มาร์ก แม็กคอห์เรียน อดีตนักบินอวกาศชาวดัตช์ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่สถาบันมักซ์พลังก์เพื่อการศึกษาดาราศาสตร์ในเยอรมนี โดยเขาค้นพบมันร่วมกับซามูเอล เพียร์สัน นักดาราศาสตร์เพื่อนร่วมชาติ หลังจากทั้งสองใช้ข้อมูลจากกล้อง JWST ศึกษาเนบิวลานายพรานที่อยู่ห่างจากโลก 1,500 ปีแสง โดยมุ่งความสนใจไปยังบริเวณที่มีการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ ๆ ที่เรียกว่า Trapezium Cluster ซึ่งมีอายุประมาณ 1 ล้านปี และมีความกว้างราว 10 ปีแสง
กล้อง JWST ซึ่งมีกระจกปฐมภูมิขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคยมีมา ยังมีความสามารถในการมองเห็นด้วยรังสีอินฟราเรดที่ทรงพลังอีกด้วย โดยมันสามารถส่องทะลุทะลวงกลุ่มฝุ่นและก๊าซหนาได้ดี ชนิดที่ไม่มีกล้องโทรทรรศน์ใดเคยทำได้มาก่อน ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ภายในบริเวณการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ ซึ่งกลุ่มก๊าซที่หมุนวนจับตัวควบแน่นด้วยแรงโน้มถ่วงจนกลายเป็นดาวฤกษ์เกิดใหม่
แต่นอกจากดาวฤกษ์อายุน้อยเหล่านี้แล้ว แม็กคอห์เรียนและเพียร์สันยังได้ค้นพบดาวเคราะห์ประหลาดที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เท่าดาวพฤหัสบดี แถมยังโคจรวนรอบกันและกันเป็นคู่ด้วย “มันเป็นการค้นพบที่เหนือความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง” แม็กคอห์เรียนกล่าว
อันที่จริงแล้ว วัตถุอวกาศค้นพบใหม่ที่เรียกว่า “จัมโบ้” มีขนาดที่แตกต่างหลากหลายกันออกไปพอสมควร ตั้งแต่ขนาดเล็กราวครึ่งหนึ่งของดาวพฤหัสบดี ไปจนถึงขนาดยักษ์แบบมีมวลมากกว่าดาวเคราะห์ใหญ่ที่สุดของระบบสุริยะถึง 13 เท่า ซึ่งหมายความว่ามันน่าจะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซเช่นกัน
ดาวพฤหัสบดีนั้นเป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีขนาดใหญ่กว่าโลก 11 เท่า ถือเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ก๊าซ 4 ดวงของระบบสุริยะ ซึ่งดาวเคราะห์เหล่านี้ไม่มีพื้นผิวเป็นหินแข็ง แต่มีเพียงกลุ่มก๊าซหนาห่อหุ้มแก่นกลางของดาวที่เป็นของแข็งเอาไว้เท่านั้น
ดาวเคราะห์คู่แฝด “จัมโบ้” แต่ละคู่นั้น เว้นระยะห่างกันราว 4,500 ล้านกิโลเมตร ซึ่งถือว่าตั้งอยู่ไม่ไกลกันเท่าใดนัก โดยระยะห่างนี้เทียบได้กับช่องว่างระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวเนปจูน หรืออาจเขยิบห่างออกไปอีกได้ไกลสูงสุด 400 เท่าของระยะดังกล่าว ทำให้เรามองเห็นคู่ดาวจัมโบ้เป็นเพียงจุดสว่างเล็ก ๆ ในเนบิวลานายพราน ที่โคจรวนรอบกันและกันอยู่เท่านั้น
เจสซี คริสเตียนเซน นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะขององค์การนาซา ซึ่งตั้งอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค) ของสหรัฐฯ บอกว่าการค้นพบดาวเคราะห์แฝดจัมโบ้ ทำให้ทีมนักล่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (exoplanet) ของเธอ ต้องประสบกับภาวะวิกฤตทันที “ในตอนแรกฉันกังวลมาก เพราะนิยามของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะนั้น หมายถึงดาวเคราะห์ซึ่งโคจรวนรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แต่ในทันทีที่ดาวเคราะห์ประหลาดนี้เผยโฉมออกมา ฉันถึงกับอุทานว่า...พระเจ้า วัตถุคู่มวลดาวพฤหัสบดีที่ล่องลอยอย่างอิสระ นี่ฉันจะทำอย่างไรต่อไปดี”

ที่มาของภาพ, Nasa/Esa/CSA/Mark McCaughrean/Sam Pearson
ดาวเคราะห์ที่ร่อนเร่พเนจรไปในห้วงอวกาศอย่างเป็นอิสระนั้น ใช่ว่าจะไม่เคยถูกค้นพบมาก่อนหน้านี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์ที่ล่องลอยไปอย่างโดดเดี่ยวในหลายตำแหน่งของห้วงอวกาศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจะเกิดจากการถูกเหวี่ยงออกนอกระบบที่มีดาวฤกษ์ศูนย์กลาง เนื่องจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงจากดาวฤกษ์ต่างถิ่นที่เคลื่อนผ่านมา ซึ่งเชื่อกันว่าครั้งหนึ่งระบบสุริยะของเราก็เคยสูญเสียดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ไปด้วยเหตุนี้
ดาวแคระสีน้ำตาล (brown dwarf) ก็จัดว่าเป็นวัตถุอวกาศขนาดยักษ์ที่ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย โดยมันมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์ เนื่องจากมีขนาดใหญ่ 15-75 เท่าของดาวพฤหัสบดี แต่ก็มีมวลไม่มากพอจะจุดชนวนปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันให้กลายเป็นดาวฤกษ์ได้ จึงต้องเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ที่มืดมัวและหนาวเย็นต่อไป
ดาวเคราะห์จัมโบ้นั้นถือเป็นดาวเคราะห์พเนจรชนิดใหม่ ซึ่งจะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ย่อยประเภทหนึ่งของดาวแคระสีน้ำตาล โดยในตอนแรกแม็กคอห์เรียนและเพียร์สันพบจุดความร้อนที่แผ่รังสีอินฟราเรดออกมาราว 100 จุด ในบริเวณ Trapezium cluster ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน แต่ในภายหลังพวกเขาพบว่า จุดความร้อนเหล่านี้มีการโคจรวนรอบกันเป็นคู่จำนวน 42 คู่ และมีที่โคจรเกาะกลุ่มกัน 3 จุด อยู่หนึ่งกลุ่มด้วย สร้างความพิศวงงงงวยให้กับเพียร์สัน ซึ่งเขากล่าวย้ำว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการค้นหามาก่อนเลยจริง ๆ
ดาวฤกษ์จำนวนไม่น้อยโคจรวนรอบกันและกันเป็นคู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อกำเนิดในพื้นที่ใกล้ชิดกัน ภายในเนบิวลาหรือกลุ่มฝุ่นและก๊าซที่หนาแน่นสูงอย่างเนบิวลานายพราน แต่กำเนิดของดาวเคราะห์จัมโบ้นั้นไม่สามารถจะอธิบายได้ด้วยหลักการนี้ เนื่องจากมวลของมันนั้นต่ำเกินไป จนไม่อาจถือกำเนิดขึ้นโดยตรงจากการยุบตัวของกลุ่มก๊าซเหมือนดาวฤกษ์
นอกจากนี้ ดาวเคราะห์จัมโบ้ยังไม่น่าจะเป็นดาวที่ถูกเหวี่ยงออกจากระบบดาวฤกษ์ดั้งเดิมของตนเอง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มันจะออกมาอยู่กันเป็นคู่ แม้ว่าอาจมีดาวที่ถูกเหวี่ยงออกมาพร้อมกันถึงสองดวงก็ตาม โอกาสที่พวกมันจะถูกดึงดูดด้วยแรงโน้มถ่วงระหว่างกันในขณะที่ถูกเหวี่ยงออกมามีน้อยมาก “วัตถุอวกาศเหล่านี้ถือว่าแปลกไปจากหลักการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เหล่านักสร้างทฤษฎีต้องลำบากใจไปตาม ๆ กัน” คริสเตียนเซนกล่าว
โรซัลบา เพอร์นา นักทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์และคณะ จากมหาวิทยาลัยสโตนีบรู๊กในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ได้เสนอแนวคิดที่อาจเป็นทางออกในการอธิบายกำเนิดของดาวเคราะห์จัมโบ้ไว้ว่า หากวัตถุอวกาศสองชิ้นถูกเหวี่ยงออกจากระบบดาวฤกษ์เดิมพร้อมกัน ในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะและทั้งคู่อยู่ในตำแหน่งข้างเดียวกันขณะที่ถูกเหวี่ยง พวกมันอาจหลุดออกมาสู่ห้วงอวกาศในลักษณะของดาวคู่แฝดที่โคจรวนรอบกันหลวม ๆ ได้ และจะค่อย ๆ แยกห่างจากกันมากขึ้น ตลอดช่วงเวลาหนึ่งล้านปีหลังจากนั้น
เพอร์นาอธิบายว่า “ปกติเราต้องอาศัยวงโคจรที่สอดคล้องกันมาแต่เดิมของดาวเคราะห์สองดวง จึงจะเกิดเป็นระบบดาวคู่ที่สัมพันธ์กันอย่างมากเช่นนี้ได้” แต่ในกรณีของดาวเคราะห์จัมโบ้ การที่มันจะจับคู่เพราะแรงเหวี่ยงซึ่งเกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์สองดวงปะทะกันนั้น ถือว่าเป็นไปได้ยากมาก เว้นแต่มันจะเคยเป็นคู่ดาวเคราะห์-ดาวเคราะห์ หรือคู่ดาวเคราะห์-ดวงจันทร์บริวาร ในระบบดาวฤกษ์เดิมที่พวกมันอาศัยอยู่
ไซมอน ปอร์เตจีส์ ซวาร์ต จากมหาวิทยาลัยเลเดนของเนเธอร์แลนด์ มีความเห็นไปในทางตรงกันข้าม โดยเขาเชื่อว่าดาวเคราะห์จัมโบ้น่าจะถือกำเนิดขึ้นในแบบเดียวกับดาวฤกษ์ คือเกิดจากการยุบตัวของกลุ่มก๊าซโดยตรง ในแบบที่เรียกว่า “การก่อตัวในสถานที่แรกเริ่ม” (in-situ formation) ซึ่งแนวคิดนี้อาจทำให้ต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันใหม่ว่า ระดับความหนาแน่นของกลุ่มก๊าซที่ให้กำเนิดดวงดาวได้นั้น อาจต่ำกว่าที่คิดกันไว้มาก “ผมว่าการก่อตัวแบบนี้เป็นคำอธิบายเดียวที่ไม่ขัดแย้งกับแนวคิดทฤษฎีดั้งเดิม มันมีความเป็นไปได้สูงมาก” ซวาร์ตกล่าว
ปัจจัยหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและเกิดดาวเคราะห์จัมโบ้ได้นั้น อาจเกี่ยวข้องกับอนุภาคพลังงานสูงหรือรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศ ซึ่งปกติมักแผ่ไปในห้วงจักรวาลหลังการระเบิดครั้งรุนแรง อย่างเช่นเหตุการณ์ซูเปอร์โนวาหรือหลุมดำมวลยิ่งยวดกลืนกินมวลสารปริมาณมาก
ตามปกติแล้วก๊าซที่พบได้ทั่วไปในกาแล็กซีต่าง ๆ อย่างไฮโดรเจนและฮีเลียม หากมีความหนาแน่นต่ำถึงระดับหนึ่ง จะมีโมเมนตัมเชิงมุมมากจนไม่อาจยุบตัวได้ง่าย แต่จะกระจัดกระจายออกไป และมีพลังงานสูงจนไม่อาจจับตัวกันเป็นแม้วัตถุชิ้นเล็ก ๆ ได้ แต่ก็อาจมีบางสถานการณ์ที่รังสีคอสมิกเข้ามาช่วยชะลอความเร็วของกลุ่มก๊าซ จนทำให้พื้นที่บางส่วนเกิดสภาพแวดล้อมที่มีเงื่อนไขเหมาะสม สำหรับการให้กำเนิดวัตถุขนาดเล็กอย่างดาวเคราะห์จัมโบ้ได้
โจนาธาน แคตซ์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ อธิบายว่า “รังสีคอสมิกอาจมีพฤติกรรมเหมือนของไหลที่หนืดข้น ช่วยขนส่งถ่ายเทเอาโมเมนตัมเชิงมุมออกไปจากระบบ จนกลุ่มก๊าซนั้นมีมวลน้อยแต่ก่อตัวเป็นดาวเคราะห์ได้สำเร็จ”
นอกจากนี้ แคตซ์ยังไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ดาวเคราะห์จัมโบ้คือดาวที่ถูกเหวี่ยงออกมา “มันเหมือนกับคุณเอาเท้าเตะไข่ให้กระเด็นไปด้วยความเร็ว 1 กิโลเมตรต่อวินาที คุณจะทำมันเละจนไข่แดงไข่ขาวแยกกระจายไปทั่ว ไม่มีทางที่มันจะเกิดเปลือกไข่ใหม่ ที่ทำให้มีไข่สองฟองเคลื่อนตัวไปโดยสัมพันธ์กันได้ คุณสามารถจะเตะวัตถุชิ้นเดียว แต่ไม่มีทางเตะวัตถุสองชิ้นในแบบที่ทำให้มันกลายเป็นหน่วยเดียวกันได้”
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนยังไม่เชื่อว่า วัตถุอวกาศอย่างดาวเคราะห์จัมโบ้จะมีอยู่จริง โดยนักดาราศาสตร์อย่างปีเตอร์ พลัฟแชน จากมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า มันอาจเป็นดาวฤกษ์ที่แสร้งแปลงกายให้ดูคล้ายดาวเคราะห์ก็เป็นได้ เนื่องจากเนบิวลานายพรานนั้นมีกลุ่มฝุ่นและก๊าซอยู่หนามาก จนอาจบิดเบือนแสงดาวให้ดูมีพลังงานอ่อนลงและเป็นสีแดงมากขึ้น จนสร้างความเข้าใจผิดได้ “คำอธิบายที่เป็นไปได้มากกว่า นั่นคือแท้จริงมันเป็นคู่ดาวฤกษ์มวลมากสองดวง แต่มีสีที่ดูเหมือนกับวัตถุมวลน้อยเช่นดาวเคราะห์” พลัฟแชนกล่าว
แม็กคอห์เรียนบอกว่า คำอธิบายของพลัฟแชนอาจเป็นไปได้กับดาวเคราะห์จัมโบ้บางดวงที่เขาค้นพบ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด “เราได้ตรวจสอบด้วยความระมัดระวังอย่างสูง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีดาวฤกษ์มวลน้อยสีแดงในพื้นหลังของห้วงอวกาศ ถูกนับรวมปะปนเข้ามาด้วย” ด้านเพียร์สันกล่าวเสริมว่า “แม้ในจำนวนนี้จะมีแค่สองหรือสามดวงที่เป็นดาวเคราะห์จัมโบ้ของจริง แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะฟ้องว่า มีบางอย่างขาดหายไปจากองค์ความรู้เรื่องกำเนิดดวงดาวของเรา”
เหล่านักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องสังเกตการณ์และศึกษาเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าการค้นพบดังกล่าวมีความถูกต้อง ซึ่งตลอดช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา แม็กคอห์เรียนและเพียร์สันได้ใช้กล้อง JWST วิเคราะห์แสงของดาวเคราะห์จัมโบ้ โดยกำลังมองหาสัญญาณของแร่ธาตุบางอย่างในบรรยากาศของมัน ซึ่งจะช่วยบอกเราได้ถึงกระบวนการก่อกำเนิดของดาวเคราะห์แสนประหลาดชนิดนี้
เพียร์สันบอกว่า หากดาวเคราะห์จัมโบ้ก่อตัวขึ้นใกล้กับดาวฤกษ์ จะต้องมีร่องรอยของธาตุที่หนักกว่าก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียมหลงเหลืออยู่ เพราะธาตุเหล่านี้มักเป็นองค์ประกอบของจานฝุ่นรอบดาวฤกษ์ที่ให้กำเนิดแก่ดาวเคราะห์ “ธาตุหนักจะตกลงสู่ใจกลางของบริเวณที่วัตถุเหล่านี้ก่อตัวขึ้น” เพียร์สันกล่าว
ในอนาคตทีมผู้วิจัยอาจมองหาร่องรอยของซิลิกาหรือฝุ่นทรายในบรรยากาศของดาวเคราะห์จัมโบ้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสมมติฐานของพวกเขาได้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่จากนี้กล้อง JWST จะมองไม่เห็นเนบิวลานายพรานไประยะหนึ่ง จนกว่าจะถึงเดือน ต.ค. เพราะปัจจุบันกล้องอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากเกินไป

ที่มาของภาพ, Nasa/Esa/CSA/Mark McCaughrean/Sam Pearson
อีกวิธีหนึ่งที่อาจช่วยพิสูจน์สมมติฐาน เรื่องดาวเคราะห์จัมโบ้ถูกเหวี่ยงออกจากระบบดาวฤกษ์เดิม นั่นก็คือการใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุติดตามเส้นทางการโคจรของพวกมันบนท้องฟ้า ซึ่งหากพบว่าดาวแฝดทั้งคู่มีความเร็วเท่ากันในการเคลื่อนตัวออกห่างจากดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่ง ก็จะสามารถพิสูจน์ว่าสมมติฐานนี้เป็นจริงได้ โดยลูอิซ โรดริเกซ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัย NAUM ของเม็กซิโก กำลังติดตามสัญญาณวิทยุจากคู่ดาวเคราะห์จัมโบ้ที่ใหญ่ที่สุดจำนวนหนึ่งอยู่ ซึ่งสัญญาณนี้น่าจะเกิดจากสนามแม่เหล็กหรือปรากฏการณ์ออโรราบนดาวดังกล่าว
โรดริเกซบอกว่า “มันน่าจะเกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับสนามแม่เหล็ก หรือการที่ดาวนั้นมีสนามแม่เหล็กอันแข็งแกร่ง เพราะแก่นกลางของดาวที่เป็นเหมือนไดนาโม หมุนได้อย่างทรงพลังเนื่องจากมีอายุน้อย” เขาหวังว่าจะได้ข้อมูลคลื่นวิทยุนี้มากขึ้น จากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ VLBA ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้เราได้รู้กันเสียทีว่า คู่ดาวเคราะห์จัมโบ้เคลื่อนที่เร็วไปด้วยกันหรือแยกจากกันแน่
กล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ อย่างกล้อง Nancy Grace Roman Space Telescope ซึ่งมีกำหนดจะปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี 2027 อาจนำมาใช้ศึกษาดาวเคราะห์จัมโบ้ได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นกล้องโทรทรรศน์เพื่อการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ที่สามารถมองเห็นวัตถุเลือนรางซึ่งมีขนาดประมาณดาวเสาร์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวัตถุอวกาศในเนบิวลานายพรานอย่างยิ่ง
ซวาร์ตกล่าวเสริมว่าการสำรวจตรวจสอบเนบิวลาอายุน้อยอื่น ๆ นอกเหนือจากเนบิวลานายพราน ยังจะช่วยให้เราได้ทราบว่า มีวัตถุประหลาดอย่างดาวเคราะห์จัมโบ้ในแหล่งก่อกำเนิดดาวฤกษ์ทั่วไปในจักรวาลด้วยหรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า เราอาจค้นพบดาวเคราะห์จัมโบ้ที่อยู่ใกล้กับระบบสุริยะของเราเพิ่มเติม หากเล็งกล้องโทรทรรศน์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งมันก็จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจที่เรามีต่อ “แหล่งอนุบาลดวงดาว” ให้มากขึ้น











