"ผมไม่ได้จะไฮแจ็ค" เวทีดีเบต อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอเป็น "พลังฝ่ายสีขาว" สู้ "ทุนเทา"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศขอเป็น "พลังสำหรับฝ่ายสีขาว" เพื่อขจัด "ทุนเทา" แต่ไม่เปิดเผยที่นั่งเป้าหมายในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ห่างหายจากสภาเกือบ 7 ปี หลังลาออกจาก สส. เมื่อปี 2562
มาวันนี้ เขาขอกลับเข้าสภาอีกครั้งในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ปชป.
ทั้งสถานะ สส. อายุน้อยที่สุดด้วยวัย 27 ปี (สถิติต่ำสุด ณ เวลานั้น) ไปจนถึงนายกฯ คนที่ 27 อภิสิทธิ์เคยสัมผัสมาหมดแล้ว
เขาเคยผ่านช่วงเวลายากลำบากใน 14 ปีที่ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคคนที่ 7 และมีอยู่ 2 ปีที่ "ขาดจากพรรค" ไม่เหลือกระทั่งความเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2566 เมื่อเล็งเห็นว่าอุดมการณ์ของพรรค ปชป. "ห่างไปจากจุดที่เคยเป็น"
กระทั่งเดือน ต.ค. 2568 ชายผู้ประกาศว่า "กรีดเลือดมาเป็นสีฟ้าจนวันตาย" หวนคืนการเมือง-กลับมาเป็นผู้นำพรรคอีกครั้ง เพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ไม่ให้การเมืองถูกทุนเข้าครอบงำ
"ผมกลับมารอบนี้ ก็ตั้งประเด็นตั้งแต่แรกว่าอยากจะเข้ามาทำเรื่องของบ้านเมืองสุจริต ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ตั้งแต่ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ เรื่องทุนเทาซึ่งหนักหน่วงมาก เราเริ่มต้นตั้งแต่การไปเจาะเส้นทางทางการเงิน แล้วก็มีการยื่นเรื่องนี้ให้กับ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) และยังไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเวลามีการเคลื่อนไหวในเรื่องของการเทขายหุ้นที่ผิดปกติ เพราะฉะนั้นเราเริ่มต้นทำงานไปแล้ว และยืนยันว่าต้องเร่งสะสางเรื่องนี้" อภิสิทธิ์กล่าวกับบีบีซีไทย
หากอดีตนายกฯ คนที่ 27 มีโอกาสกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้ง 2569 เขาเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจในการอายัดทรัพย์สินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้ ต้องเข้มงวดกวดขันเรื่องการทำธุรกรรม เรื่องทองคำ เรื่องคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปัจจุบันถูกใช้เป็นเส้นทางในการฟอกเงิน ต้องค้นหาผู้ได้ประโยชน์สุดท้ายและเจ้าของที่แท้จริงของธุรกรรมต่าง ๆ
ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดในทัศนะของอภิสิทธิ์คือ ต้องไม่ให้คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้อยู่ในอำนาจแล้วเป็นอุปสรรคต่อการจัดการ "เราไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเดียว แต่มองว่ามันเป็นกุญแจไปสู่การเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่ประเทศไทยด้วย"
พลพรรคสีฟ้าเชื่อว่า หากการเมืองและบ้านเมืองยังไม่สุจริต ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะฟื้น หรือสังคมจะดีขึ้นได้ กลายเป็นที่มาของแคมเปญ "เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา"
มาตรวัดการเมือง 3 สีในแบบอภิสิทธิ์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในวันเปิดปราศรัยใหญ่เวทีแรกของ กทม. เมื่อ 11 ม.ค. หัวหน้าพรรคสีฟ้าจงใจสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีขาวทับเสื้อยืดสีเทาซึ่งสกรีนข้อความว่า "เสื้อเทา คนไม่เทา" ก่อนเปิดอกโชว์ข้อความดังกล่าว
จากนั้นเมื่อไปลุยหาเสียงในอีกหลายจังหวัด อภิสิทธิ์และคณะเลือกสวมเสื้อสีเทาอีกตัวซึ่งสกรีนข้อความว่า "ปุ๋ยอภิสิทธิ์ สูตรสุจริต 100%"
เมื่อให้ไล่เฉดสีว่าใครขาว-เทา-ดำ มาตรวัดของหัวหน้าพรรค ปชป. เป็นดังนี้
- ดำ: มีความชัดเจนในเรื่องของความผิด
- เทา: มีลักษณะก้ำกึ่ง บางทีอาจจะไม่ใช่สแกมเมอร์ แต่เป็นคนที่เปิดทางให้เกิดการฟอกเงินและได้ประโยชน์ด้วย
- ขาว: ต้องไม่มีเรื่องเหล่านี้เลย
"ประชาธิปัตย์พยายามอย่างเต็มที่ในการเป็น 'พลังสำหรับฝ่ายสีขาว' เพื่อจะเข้ามาจัดการ เรามีการกำหนดไว้เรื่องคนของเรา ถ้ามีการร้องเรียนมาก็จะมีการสอบ มีการจัดการทันที และถ้าหากเข้าไปมีตำแหน่งแล้ว ก็จะต้องเปิดเผยเรื่องผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่" หัวหน้าพรรควัย 61 ปีระบุ
การนำประเด็นศีลธรรมเข้ามาอยู่ในการเมือง ชี้ดี-ชั่ว ถูก-ผิด ขาว-ดำ มีจุดพึงระวังบ้างหรือไม่
อภิสิทธิ์ดูจะไม่เห็นด้วยนักกับการใช้คำว่า "ศีลธรรม" เพราะมองว่าจริยธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีธรรมาภิบาล จะมีระเบียบ หรือ Code of Conduct คอยกำกับการวางตัว/การทำหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าต้องมีมาตรฐานอย่างไร หลายประเทศประชาธิปไตยที่เป็นสากล ก็มีกลไกอื่น ๆ ในการตรวจเรื่องนี้ ขณะที่ปัญหาของการเมืองไทยคือมักมองเรื่องแบบนี้ให้จัดการด้วยกฎหมาย หรือจัดการด้วยการเลือกตั้งอย่างเดียว
"ปัญหาที่ผ่านมาของเรา โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับอดีตนายกฯ 2 คนเร็ว ๆ นี้คือ พอเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปอยู่ในกระบวนการของศาล ก็เกิดการโต้แย้งขึ้น แล้วก็เกิดการกล่าวหากันไปกันมาว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ แต่ที่จริงแล้วดีที่สุดก็คือเจ้าตัวกับพรรคการเมืองต้องจัดการก่อน" หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว
เบื้องหลังแคมเปญ "ทนหายใจ ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น"
แคมเปญแรกของพรรค ปชป. ภายหลังยุบสภาคือ เปลี่ยน "ทนหายใจ" ให้กลายเป็น "ไทยหายจน"
วลีนี้เกิดขึ้นกลางวงสุมหัว-ระดมสมองของแกนนำพรรคสีฟ้า ซึ่งอภิสิทธิ์ไม่ขอเฉลยว่าใครคือต้นคิด ใครคือคนเคาะมุกคำผวน โดยบอกเพียงว่า "คิดกันหลายคน และมีเสนอกันมาหลายคำ"
แกนนำพรรคสีฟ้าเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า มีการประเมินกันแล้วว่าการรณรงค์ในเชิงลบ (Negative Campaign) จะช่วยกระตุกจิต-กระชากใจให้ผู้คน "หยุดฟัง" เพราะในเวลานั้นพรรค ปชป. แทบไม่มีพื้นที่สื่อเลย จึงมีการฉายภาพสารพัดความจนที่เป็นจุดในใจประชาชนเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทนกันมานาน อาทิ จนเงิน จนใจ จนปัญญา จนตรอก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เมื่อคนเริ่มเปิดหู ก็ได้เวลาที่พรรคจะชี้ชวนให้โหวตเตอร์เปิดตามองพรรค ปชป. ด้วยสายตาคู่ใหม่ จึงปล่อยแคมเปญภาคต่อ "ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น" ซึ่งนอกจากให้แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคนำเสนอวิสัยทัศน์ในการ "แก้จน" และสิ่งที่พรรคจะ "ไม่ทน" อีกต่อไป พรรค ปชป. ยังได้นำตัวเองกลับไปยืนในระนาบเดียวกับ 2 พรรคหลักที่ถูกวิเคราะห์ว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้ง นั่นคือ พรรคสีส้ม และพรรคสีน้ำเงิน
พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัว "รัฐบาลประชาชน" ขอโอกาสคนหน้าใหม่สร้างการเปลี่ยนแปลงและทลายข้อจำกัดการบริหารแบบเก่า ๆ
ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชิงล็อกตัว 3 รมต. "มืออาชีพ" ที่ไม่ใช่นักเลือกตั้งอาชีพ ประกาศเป็นนโยบายให้ เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์ กลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม หากพรรคสีน้ำเงินได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป
แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่าง "คนทำเป็น" ของประชาธิปัตย์ กับรัฐบาลประชาชน หรือ 3 รมต. ตัวชูโรงจากภูมิใจไทย
อภิสิทธิ์ขอใช้ "ประสบการณ์การทำงานในสภาวะที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตในอดีต" เป็นเครื่องยืนยันแทนคำตอบ
เขาบอกด้วยว่า แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คนของพรรค ปชป. – อภิสิทธิ์-กรณ์-การดี - จัดทำวิสัยทัศน์และนโยบายมาด้วยกัน, เป็นสมาชิกพรรค เข้าสู่ระบบอย่างเต็มตัว นั่นหมายความว่าทุกคนพร้อมจะขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงแต่อาศัยความรู้ทางวิชาการ แต่มีเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้ร่วมกัน
ในการให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักในหลายโอกาส ผู้นำค่ายสีฟ้าเคยพูด-พาดพิงถึง 2 รมต. สีน้ำเงิน
เขายอมรับว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เป็นคนเก่งมาก แต่ "ท่านอยากเก็บ MOU 43 (บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลกัมพูชา-ไทย ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก) เอาไว้ แต่เลขาธิการพรรค ภท. บอกจะยกเลิก แล้วจะทำงานกันไง"
เช่นเดียวกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ที่ "พูดเรื่อง VAT (แผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม) ได้วันเดียว ก็ต้องยกเลิกไป"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทั้งหมดนี้นำมาสู่บทสรุปของอภิสิทธิ์ที่ว่า แม้คนเก่งยินดีเข้ามา แต่เมื่อต้องลงมือทำงานจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือนโยบายและเจตนารมณ์ทางการเมือง นอกจากนี้พรรคยังเปิด "แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไร ให้ไทยหายจน" เพื่อแสดงความพร้อมในการทำงานหากมีโอกาสเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร
"เป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง" วาทะที่ได้ยินมาตลอด
จาก "พรรคนอกสายตา" อภิสิทธิ์เห็นว่าประชาธิปัตย์เป็น "พรรคที่คนไม่อาจมองข้าม" แล้ว ณ วันนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสพรรคที่กระเตื้องขึ้นนี้ ส่วนหลักมาจากกระแสนิยมในตัวผู้นำหน้าเดิมที่มี "แฟนคลับเก่า" และบทถนัดของเขาในการสื่อสารเพื่อชิงการนำ-กระตุ้นให้คู่แข่งต้องแสดงจุดยืนทางการเมืองบนเวทีประชันวิสัยทัศน์ แม้ถูกคู่แข่ง-คู่แค้นการเมืองค่อนแขะว่า "ดีแต่พูด" ก็ตาม
อภิสิทธิ์ลั่นวาจาเป็นคนแรก-พรรคแรกว่า "ประชาธิปัตย์ไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกับพรรคกล้าธรรมได้"
ตามด้วยการเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองบนเวทีดีเบต "ยืนยันตรงนี้ว่าไม่แก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2... คนจะได้เห็นชอบอย่างสบายใจ"
"ผมไม่ได้จะไฮแจ็ค (Hijack - ชิงประเด็น/ฉวยโอกาสดึงความสนใจ) อะไรครับ แต่ว่าถูกถามมา ผมก็ตอบ พอตอบแล้วก็ต้องการจะตอบให้เกิดความชัดเจน เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่มีความเป็นธรรมกับประชาชน" เขาแย้งทันควัน
จากนั้นอภิสิทธิ์ขยายความเบื้องหลัง "วาทะสำคัญ" กลางเวทีดีเบต
- กรณีมีการสอบถามว่าจะร่วมไม่ร่วมกับใคร การตอบง่ายที่สุดก็พูดในเชิงหลักการ หรือว่าพูดว่ารอดูผลการเลือกตั้งก่อน ที่ผ่านมามันก็เกิดปัญหาว่าเวลาประชาชนเลือกเข้าไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำอย่างที่เขาเข้าใจ ก็เสมือนกับว่าเขาลงคะแนนไปโดยเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าคนที่เขาเลือกจะไปทำอะไร
- กรณีรัฐธรรมนูญ เกิดจากข้อห่วงใยจากคนของพรรคที่ไปลงพื้นที่แล้วเกิดความไม่สบายใจ ลังเลใจในการ "เห็นชอบ" การออกเสียงประชามติให้กับรัฐธรรมนูญ เพราะกังวลเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งความจริงแล้ว เรื่องนี้จะต้องทำพร้อมกับการประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็เหมือนยอมรับแล้วว่าไม่ต้องไปแตะหมวด 1 หมวด 2 ถ้ามาทำประชามติคู่กัน คนก็สบายใจ "แต่พอมาทำแค่เรื่องเดียว แล้วรัฐบาลเกิดตั้งคำถามในลักษณะที่กว้างเอาไว้ เขาก็ห่วงใยมา ผมก็บอกว่าเอ๊ะถ้าพรรคการเมืองทุกพรรคกลับไปยืนยันเหมือนตอนที่ก่อนจะยุบสภา ก็น่าจะดี เท่านั้นเอง"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
แม้อยู่ในโลกการเมืองมาครึ่งชีวิต แต่ผู้นำพรรควัย 61 ปีมิอาจคาดเดาว่าจะมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นอีกในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา 8 ก.พ. แต่ระบุว่าพรรค ปชป. พร้อมจะแสดงจุดยืนทุกเรื่อง
แล้วถ้าพรรคการเมืองไหนมีอุดมการณ์ขอเป็นรัฐบาลเท่านั้น เพราะเป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง เขาก็ควรจะประกาศออกมาใช่ไหม บีบีซีไทยถาม
"เขาก็ควรครับ แต่ผมไม่เชื่อจะมีใครประกาศอย่างนั้นครับ" อภิสิทธิ์ตอบพร้อมรอยยิ้มมุมปาก
อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยอมรับว่าวาทะนี้เป็นสิ่งที่ "ได้ยินมาตลอด" และเห็นว่า "ถ้าการเมืองเป็นเพียงเรื่องการแสวงหาอำนาจ และโดยเฉพาะคำพูดที่ว่านี้พูดไปถึงเรื่องของผลประโยชน์ด้วย ในที่สุดประชาชน ประเทศก็ไม่ได้อยู่ในสมการ เราก็จะเดินวนอยู่อย่างนี้"
หลัง 8 ก.พ. ผู้นำพรรค ปชป. ยังหน้าเดิม
การเลือกตั้ง 2569 ถูกประเมินโดยนักเลือกตั้ง นักวิชาการ และภาคเอกชน ว่าจะมีการใช้เม็ดเงินซื้อเสียงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
อภิสิทธิ์เองก็เคยตั้งคำถามในหลายโอกาส ว่าอะไรทำให้พรรคการเมืองที่ไม่มีกระแสนิยม-ไม่มีชื่อติดหัวตารางโพลสำนักต่าง ๆ กลับมีชื่อติดโผของบรรดานักวิเคราะห์การเมืองว่าจะได้ สส. 40-50 เสียง หรือคิดเป็น 10% ของทั้งสภา
ล่าสุด "บ้านสีฟ้า" ประกาศใช้ "กระแส" สู้ "กระสุน" และยืนยันว่าการทำให้ "บ้านเมืองสุจริต" เป็นภารกิจอันดับแรก และการจัดการปัญหาคอร์รัปชันก็เป็นสิ่งแรก ๆ ที่นักลงทุนชาวต่างชาติรอฟังอยู่
ส่วนกระแสจะแปรเป็นคะแนนได้มากน้อยแค่ไหน? แคมเปญ "ไล่เมฆเทา" เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ "ฟ้าฟื้น"? คนกลับมาศรัทธาประชาธิปัตย์ คงต้องรอพิสูจน์
หัวหน้าพรรคที่มีอายุงานเพียง 3 เดือนเศษ ไม่กล้าประกาศจำนวนที่นั่งเป้าหมายต่อสาธารณะ แต่คาดว่าให้คะแนนมหาชนจากบัตรลงคะแนนเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่เดิมมีอยู่ 9.2 แสนเสียง "เพิ่มขึ้นให้ได้หลายเท่าตัว"
ทว่าสิ่งที่จะแตกต่างออกไปอย่างแน่นอนคือ ไม่ว่าพรรคสีฟ้าจะนำ สส. เข้าสภาชุดที่ 27 มากน้อยแค่ไหน หลัง 8 ก.พ. ผู้นำพรรคจะยังเป็นคนเดิมต่อไป เพราะคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติรับรองจุดยืนของหัวหน้าพรรค กรณีประกาศไม่จับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม และยังมีมติรับรองให้อภิสิทธิ์อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี
ภารกิจของอภิสิทธิ์ หาใช่ "เป้าหมายเฉพาะหน้า" ด้วยการนำพาพรรคชนะการเลือกตั้ง แต่เป็น "เป้าหมายระยะไกล" ที่ต้องฟื้นฟูพรรค 8 ทศวรรษให้กลับมาเป็น "ทางเลือก" ในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์ที่เขายอมรับว่า "ท้าทายที่สุดตั้งแต่ทำการเมืองมา"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในขณะที่นักการเมืองพร่ำบอกว่า เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ ดูเหมือนว่าเสียงชี้ขาดทางการเมืองจะหาได้มาจากประชาชนไม่
คำว่า "ดีล" ถูกใช้ในการเมืองไทยบ่อยครั้งหลังรัฐประหาร 2557 ซึ่งมักมาพร้อมกับการแอบอ้างบุคคลระดับสูง ไม่ว่าในช่วงตั้งรัฐบาล, ปลดผู้นำออกจากตำแหน่ง, หรือแม้แต่การแก้รัฐธรรมนูญ
ประชาชนในฐานะ "ผู้เลือก" ควรพิจารณาอย่างไรเวลาได้ยินคำว่า "ดีล"
คำตอบของ "ผู้เล่น" ที่ชื่ออภิสิทธิ์คือ "นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่าพรรคการเมืองควรจะตอบทุกสิ่งทุกอย่างอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และรักษาคำพูด เพื่อเป็นสิ่งที่ประชาชนจะได้สบายใจว่าไม่ใช่เลือกตั้งไปแล้ว เดี๋ยวก็มาอีกแล้ว มีดีลอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็มีการแอบอ้างว่าเป็นเพราะคนนั้นคนนี้ทำให้เกิดดีลขึ้นมา ซึ่งประชาชนก็ไม่มีทางรู้ว่าจริงหรือไม่จริง"











