หากพรรคส้มชนะ จะมี MOA/MOU ฉบับที่ 3 "เท้ง ณัฐพงษ์" เปิดโจทย์เลือกตั้ง 69

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ "เท้ง" นำพรรคประชาชน (ปชน.) ลงสู่สนามเลือกตั้ง 2569 ด้วยเป้าหมายอันทะเยอทะยานในการพาองค์กรเคลื่อนไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาล ด้วยชัยชนะ 250 เสียง
หากณัฐพงษ์และคณะทำสำเร็จ สังคมการเมืองไทยจะได้เห็นบันทึกข้อตกลง (Memorandum) ฉบับที่ 3 จากพรรคสีส้ม โดยเขาให้เหตุผลว่าเป็น "มาตรฐานขั้นต่ำที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบในเงื่อนไขของการร่วมรัฐบาล"
หลังผ่านประสบการณ์ถูกฉีกไปแล้ว 2 M 2 ฉบับคือ MOU ในการจัดตั้ง "รัฐบาลผสม 8 พรรค" ภายใต้การนำพรรคก้าวไกล (ก.ก.) หลังเลือกตั้ง 2566 และ MOA ในการจัดตั้ง "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ช่วงปลายปี 2568
เส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของ ณัฐพงษ์ ในฐานะวิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นไปอย่างราบเรียบ
"อืม... วิกฤตที่หนักหนาที่สุด ถ้าในชีวิตส่วนตัวผมเองอาจจะไม่มีนะครับ" ณัฐพงษ์บอก
"จนมาเข้าการเมือง" เขาทวนคำของบีบีซีไทยก่อนหัวเราะเล็ก ๆ
ทว่าณัฐพงษ์เคย "รู้สึกอึดอัดอย่างมาก" ในช่วงรัฐประหาร 2549 ขณะนั้นเขาเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพประชาชนบางส่วนนำดอกไม้ไปมอบให้ทหารที่เคลื่อนรถถังออกมาตามท้องถนนในกรุงเทพฯ ทำให้คนหนุ่มฉุกคิดว่า "เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย มันมีบางอย่างผิดปกติแล้วละ" สิ่งนี้ฝังอยู่ในใจเท้งเรื่อยมา และทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคอนาคตใหม่ที่เสนอตัวเป็น "ทางหลักในการแก้ปัญหาและนำสังคมสู่ประชาธิปไตย" ภายหลังรัฐประหาร 2557
ชีวิตทางการเมืองของณัฐพงษ์จึงเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่นั้น เขาใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล ทำระบบฐานข้อมูลให้แก่ "พรรคมวลชน" และสร้างชุมชนในโลกออนไลน์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
7 ปีผ่านไป เขาผ่านการเป็นผู้แทนราษฎร 2 สมัย ในฐานะ สส.กทม. และ สส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ภายใต้สังกัดพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน และขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยวัย 37 ปีขณะเข้ารับตำแหน่งในเดือน ก.ย. 2567
มาวันนี้ หัวหน้าพรรค ปชน. เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทย ท่ามกลางวิกฤตรุมล้อมประเทศ และวิกฤตศรัทธาที่มีต่อพรรคสีส้ม
ในสายตาของณัฐพงษ์ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา, ภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะอุทกภัยในภาคใต้, สงครามการค้าและเศรษฐกิจปากท้อง ทั้งหมดนี้มีรากเหง้าจากความไม่มั่นคงทางการเมือง รัฐบาลจึงไม่อาจรับมือ-ตอบสนองปัญหาได้ดีนัก
เขาเล็งเห็นว่า การเลือกตั้ง 2569 เป็น "จุดตัดสำคัญ" ในการตัดสินชะตาอนาคตของประเทศโดยเสียงประชาชนอย่างแท้จริง ได้ทั้งรัฐบาลที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน เพราะไม่มีเสียง สว. ร่วมโหวตเลือกนายกฯ อีกต่อไป และได้เดินหน้าแก้ไขระบบการเมืองผ่านการออกเสียงประชามติ "คำถามที่ 1" ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จาก MOA เผาตัวเอง ถึง คำขอโทษผิดจุด?
ในขณะที่พรรค ปชน. เสนอตัวแก้วิกฤตชาติ ต้องถามว่าสถานการณ์ของพรรคพ้นจากวิกฤตหรือยังหลังถูกพรรค ภท. "ฉีก MOA"?
"ผมเชื่อมั่นว่าในการทำงานแบบพรรคประชาชน จะเป็นหลักที่มั่นสำคัญที่ทำให้เราสามารถรับมือได้กับทุกวิกฤต" ณัฐพงษ์ตอบ
สำหรับ MOA (Memorandum of Agreement - บันทึกข้อตกลงร่วม) ระหว่างพรรคส้ม-พรรคน้ำเงิน เกิดขึ้นเมื่อ 3 ก.ย. มีเงื่อนไขสำคัญคือ 143 สส. พรรค ปชน. โหวตสนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เป็นนายกฯ คนที่ 32 แลกกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วยุบสภาภายใน 4 เดือน
แต่สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาได้คือการเข้าสู่สนามเลือกตั้งเร็วกว่ากำหนดเดือนครึ่ง โดยไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติเป็น "คำถามที่ 2" หลัง สส.ภูมิใจไทยโหวตสวนแนวทางของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ให้คงอำนาจ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
MOA ที่ "หัวหน้าเท้ง-หัวหน้าหนู" ร่วมลงนาม จึงสิ้นสุดทางร่วมเมื่อ 11 ธ.ค. ท่ามกลางความเสียหายอย่างหนักของพรรคสีส้ม ถึงขนาดต้องขน 4 หัวหน้าพรรคออกมา "ขอโทษประชาชน" ที่ไม่สามารถผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทว่าผู้สนับสนุนบางส่วนวิจารณ์มองว่าเป็นการขอโทษ "ผิดจุด"
"คำขอโทษที่เรามอบให้ ไม่ว่าจะในเรื่องที่คุณรู้สึกว่าเราตัดสินใจผิดพลาด หรือจะเป็นสิ่งที่เรายังไม่สามารถผลักดันได้สำเร็จ ในฐานะหัวหน้าพรรค ผมต้องกล่าวคำขอโทษต่อข้อผิดพลาดทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่ก็อยากยืนยันเพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าการตัดสินใจทุกอย่างที่ผ่านมา เราเลือกตัดสินใจเพราะต้องการหาทางออกให้กับประเทศ ไม่ใช่ต้องการเพียงแต่ว่ารักษาคะแนนนิยมของพรรคอย่างเดียว แล้วก็มีการรับฟังเสียงของประชาชนและสมาชิกพรรคอย่างรอบด้านแล้วจริง ๆ" ณัฐพงษ์แจกแจง
บางเสียงจากระดับนำของพรรคสีส้มสรุปบทเรียนว่า พรรค ปชน. "เผาตัวเอง" ด้วย MOA แต่ณัฐพงษ์ไม่คิดเช่นนั้น โดยย้ำว่า ณ วันที่ตัดสินใจได้ประเมินฉากทัศน์และเล็งเห็นแล้วว่าอาจเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคต แต่ถ้ามี "แสงแห่งโอกาส" แม้เพียง 0.1% ที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จ เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็พร้อมลงไปทำตรงนั้น
ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผู้นำพรรค ปชน. ระบุว่า ถ้าเสียงของประชาชนเป็นใหญ่ มีความเข้มแข็งมากพอ "จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในการที่ทำให้เราไม่ถูกหักหลังอีกต่อไปในอนาคต" และ "เรามุ่งหวังอยากจะให้ประชามติครั้งที่ 1 ผ่านอย่างถล่มทลาย เพราะต้องใช้เสียงของประชาชนไปกดดัน สว. 1 ใน 3 ที่ยังเป็นกลไกฝังอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน
เขาปฏิเสธด้วยว่า พรรค ปชน. ไม่ได้ "หมกมุ่น" อยู่กับรัฐธรรมนูญเรื่องเดียว และมี สส. ทำงานและขับเคลื่อนหลากหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วมหาดใหญ่, ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์และทุนเทา, กองทุนประกันสังคม แต่เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นหัวใจสำคัญของปัญหา ถ้ายังไม่ปลดล็อกตรงนี้ ถึงแม้เสียงของประชาชนจะตัดสินแล้วว่าอยากได้รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่ยังมีกลไกนิติสงครามอยู่ การเมืองก็ยังมีความไม่มั่นคง เศรษฐกิจไทยยังไม่เดินหน้า ปัญหาประชาชนก็จะไม่ได้รับการแก้ไข
"โหวตเพราะความจำเป็น" แคมเปญที่ดูเศร้า แต่ต้องทำ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งอนุทินขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองในฐานะ "ผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อย" ทำให้ "ฝ่ายค้าน" เบอร์ 1 ของสภา กลายสภาพเป็น "ฝ่ายค้ำ" ตามการเรียกขานของคนการเมืองทั้งค่ายน้ำเงินและค่ายแดง และต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากรอบด้านโดยเฉพาะในหมู่ผู้สนับสนุนพรรค
"ผมเข้าใจในความรู้สึก และผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพรรคแน่นอน แต่ห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาที่ทุกคนต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการที่มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง เอาชัยชนะการเลือกตั้งมาสู่พรรคประชาชนให้ได้ ถ้าวันนี้เราไม่ได้เห็นภาพใหญ่ ยังมัวกันมาคิดถึงภาพเล็กดราม่าที่เกิดขึ้นรายวัน แล้วยังมาทะเลาะกันเองโต้แย้งกันเองภายใน ผมไม่เห็นเลยว่าเราจะชนะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ยังไง"
หากคนเคยรัก รู้สึกชอบพรรคน้อยลง และไม่ได้โหวตเลือกพรรค ปชน. ด้วยความหวังแบบในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่โหวตเพราะความจำเป็น-ไม่มีตัวเลือก พรรคก็รับได้ใช่หรือไม่?
"ถ้าพูดในเชิงยุทธศาสตร์ การโหวตเพื่อความจำเป็นก็เป็นวิธีการทำงานแคมเปญที่ผมเชื่อว่ามีประสิทธิภาพ แต่ว่าโดยส่วนตัวผมเอง ผมจะรู้สึกว่าเป็นการทำแคมเปญที่ดูเศร้าไปนิดหนึ่ง... ก็ต้องทำ คือโหวตเตอร์มาโหวตเพราะว่าไม่มีตัวเลือกไหนดีเลย แต่ต้องเลือกพรรคประชาชนเพราะว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย ผมก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นนะในมุมมองที่ว่าพรรคประชาชนคือตัวเลือกหนึ่งเดียวในทางการหาทางออกให้กับประเทศจริง ๆ แต่ผมไม่อยากให้คนไปเลือกพรรคประชาชนด้วยความจำเป็นอย่างเดียวเท่านั้น" ณัฐพงษ์ให้ความเห็น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
โจทย์เลือกตั้ง 69 เปลี่ยน "เชื่อใจ" เป็น "เชื่อมือ"
ในการเลือกตั้ง 2569 ผู้นำพรรค ปชน. จึงขอตั้งโจทย์ใหม่ "เปลี่ยนจากความเชื่อใจเป็นเชื่อมือ"
ในทัศนะของณัฐพงษ์ ประชาชนส่วนใหญ่ "เชื่อใจ" พรรคจากวิธีการทำงานการเมืองที่ไม่ใช้ระบบบ้านใหญ่ ไม่ใช้เงินซื้อเสียง แต่เงินทุนที่ใช้ในการเลือกตั้งมาจากผู้บริจาคพรรคตัวจริง "เมื่อจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่อำนาจถูกต้อง เราจะไม่มีเงื่อนไขที่จะต้องไปทดแทนบุญคุณใคร" อีกทั้งในการเลือกตั้ง 2566 พรรค ก.ก. ที่ประกาศตัวว่าไม่มีบ้านใหญ่ เป็นพรรคมวลชน ก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้จริง
สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้คือ การทำให้โหวตเตอร์ "เชื่อมือ" ในขณะที่ยังไม่เคยมีผลงานในอดีตในฐานะฝ่ายบริหาร จึงเตรียมเปิดเปิดโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากพรรค ปชน. ได้เป็นรัฐบาล โดยยืนยันว่าทุกคนมี "ประวัติขาวสะอาด"
"ที่เป็น track record หรือประวัติในอดีตที่เห็นชัด น่าจะเหลือพรรคการเมืองเดียวที่ไม่ได้มีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือทุนเทา ผมเชื่อมั่นว่านี่เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ ก็คือระบบการเมืองที่ดี ปราศจากทุนเทา ในเรื่องของแคนดิเดต โฉมหน้าทีมผู้บริหารของเรา มีประวัติที่ขาวสะอาดแน่นอน" แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ปชน. ระบุ
หากพรรคอ้างตัวว่า "ขาวสะอาด" และประกาศด้วยว่า "มีเรา ไม่มีเทา" แล้วจะไปจับมือตั้งรัฐบาลกับคู่แข่งขันที่อาจมีความ "เทาเข้ม" "เทาอ่อน" ได้อย่างไร?
"ผมว่าตอนจัดตั้งรัฐบาลจะเรียกว่ามีการเซ็น MOU MOA อะไรก็แล้วแต่ ยังไงก็ต้องเซ็นเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบในเงื่อนไขของการร่วมรัฐบาล หนึ่งในเงื่อนไขขั้นต่ำคือการระบุให้ชัดว่าเราจะไม่ยอมรับรัฐมนตรีในตำแหน่งกระทรวงใด ๆ ก็ตามที่มีประวัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ถ้ามีก็คงไม่ยอมรับในการเสนอชื่อได้ หรือว่าถ้ามาพบภายหลังก็ต้องถอดถอนออกจากตำแหน่ง" ณัฐพงษ์ชิงเปิดเงื่อนไขในการร่วมวงฝ่ายบริหารหากพรรค ปชน. ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
เขาย้ำว่า การไม่ยอมรับในการเมืองสีเทาคือหลักการขั้นพื้นฐานที่พรรคต้องการประกาศต่อสาธารณะ ส่วนสมการทางการเมืองต่าง ๆ ฉากทัศน์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ สัดส่วน สส. ของแต่ละพรรคที่จะรู้หลังการเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ถ้าส้มเข้าทำเนียบฯ ทุนเทา-การเมืองเทา จะหายไปได้อย่างไร?
ภายใต้แคมเปญ "ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก" แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสีส้มฉายภาพว่า ภายใน 100 วันแรกของรัฐบาล จะใช้อำนาจฝ่ายบริหาร "ขจัดความเทา" ออกจากพื้นที่การเมือง-ทุน โดยเห็นผลทันทีใน 3 กรณี
- กรณีมีข่าวอื้อฉาวเชื่อมโยงกับรัฐมนตรีโดยตรง: ต้องถอดถอนรัฐมนตรีคนนั้นออกจากตำแหน่ง เพราะ "เราจะไม่ทนกับการทุจริตคอร์รัปชัน" และ "เชื่อว่าความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
- กรณีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: แก้ไขระเบียบและระบบการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น สินค้า/วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นของสำเร็จรูป ให้สามารถใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในลักษณะชอปปี้ ลาซาดา สั่งซื้อของได้ จากปัจจุบันต้องยกร่างขอบเขตของงาน (Term of Reference: TOR) ทำให้เกิดการล็อกสเปกสินค้า เลือกผู้ประมูล "หากแก้ไขตรงนี้ เชื่อว่าเป็นหลักหมื่นล้านขึ้นไปที่สามารถอุดรอยรั่วการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ทันที"
- กรณีเรียกรับส่วยใต้โต๊ะ: ยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นทันที เช่น ขั้นตอนการขออนุญาต ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นช่องทางทำมาหากินของข้าราชการที่ไม่ดี หากอุดช่องว่างในการเรียกรับส่วย/สินบน/เงินใต้โต๊ะได้ ก็ทำให้ผู้ประกอบการคล่องตัวมากยิ่งขึ้นด้วย
ฝ่ากระแสชาตินิยม
ย้อนไปในการลงสู้ศึกเลือกตั้ง 2 ครั้งแรก พรรคสีส้มประสบความสำเร็จในการชูจุดขายเรื่องอุดมการณ์ ชวนคู่แข่งมาต่อสู้ชี้ขาดที่จุดยืนความเป็นประชาธิปไตยเพื่อพาสังคมการเมืองไทยออกจาก "ระบอบ คสช."
ผลคืออนาคตใหม่นำ สส. เข้าสภาได้ 81 ชีวิต ขึ้นแท่นพรรคอันดับ 3 หลังเลือกตั้ง 2562 ก่อนทะยานขึ้นสู่การเป็นพรรคอันดับ 1 ภายใต้ชื่อก้าวไกล ด้วยยอด สส. 151 คน ได้คะแนนมหาชน 14 ล้านเสียง ในการเลือกตั้ง 2566
มาถึงการเลือกตั้ง 2569 อุดมการณ์ยังเป็นกระแสสูงและเชื่อกันว่ามีผลต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์ ทว่ามันเป็นอุดมการณ์คนละชุดกับพรรคส้มท่ามกลางเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จึงน่าสนใจว่าพรรค ปชน. เจ้าของนโยบายปฏิรูปกองทัพในทุกสนามเลือกตั้งที่ผ่านมา จะดีลกับกระแสชาตินิยมอย่างไร?
คำตอบของผู้นำพรรคคนปัจจุบันคือ ต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา อย่าสื่อสารอะไรที่ขัดต่อหลักการ หรือสื่อสารอะไรที่เป็นไปเพื่อประโยชน์คะแนนนิยมของพรรคเฉพาะหน้า ซึ่งแน่นอนว่าต้องสื่อสารให้ถูกเวลาและสถานการณ์
เขาระบุว่า การประกาศความเห็นผ่านกระดานข้อความในเฟซบุ๊กว่าด้วยการเปิด 3 แนบรบ (ทหาร-ข่าวสาร-โลกล้อมกัมพูชาด้วยการปราบสแกมเมอร์) เพื่อ "Endgame ระบอบฮุน เซน" ไม่ใช่การโพสต์เพื่อ "โปรทหารเต็มที่" หรือต้องการ "โหนกระแสชาตินิยม" เพราะได้สื่อสารมาตลอดว่าการใช้กำลังทหารทำได้ภายใต้กรอบการป้องกันตัวเอง ป้องกันความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ปกป้องอธิปไตย และใช้กำลังทหารแบบได้สัดส่วนเพื่อขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า
เบื้องหลังข้อความที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนี้ ณัฐพงษ์เล่าว่า ได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญภายในพรรค ไม่ว่าจะเป็น ทีมผู้บริหาร หรือ สส. ที่เกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายก็เป็นการตัดสินใจของเขาเอง
"เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การเปิดแนวรบแค่ด้านเดียวคือใช้กำลังทางการทหารอย่างเดียวเท่านั้น เราเชื่อว่าสิ่งที่เป็นแนวรบร่วมที่สำคัญในการทำให้เรื่องนี้จบจริง ๆ คือสถานการณ์กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติได้อย่างแท้จริง ต้องมีแนวรบในเรื่องการทูต การข่าวสาร และการปราบปรามสแกมเมอร์ซึ่งเป็นหัวใจของเครือข่ายระบอบฮุน เซน ด้วย ต้องเดินหน้าไป 3 ระนาบไปพร้อม ๆ กัน" หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว
ต้นทุนของ "เจ้าของใบอนุญาตที่ 2"
ณัฐพงษ์รับบทผู้นำพรรคสีส้มต่อจาก 3 นักการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น "ผู้นำบารมี-ผู้นำขวัญใจมหาชน-ผู้นำทางความคิด"
บุคลิกภาพของนักการเมืองวัย 38 ปีผู้นี้ อาจดูราบเรียบ ไม่ดุดัน หรือถึงขั้นไม่มีสีสันมากนัก แต่แคนดิเดตนายกฯ ร่วมพรรคบอกว่า ณัฐพงษ์คือคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด เพราะ "คิดเป็นระบบ เก่งดิจิทัล กล้าหาญ และเอาจริงเอาจัง" ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้ฉายา "ไอ้เท้งเอาตายแน่"
ภายใต้เป้าหมายอันทะเยอทะยานของ "หัวหน้าเท้งและคณะ" ที่ต้องการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง สส. 250 เสียงขึ้นไป และได้คะแนนมหาชน 20 ล้านเสียง มาจากฐานฐานคิดที่ว่าเสียงของประชาชนจะเป็น "เกราะป้องกัน" และเป็น "ฐานสนับสนุน" ในการเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร เพราะมันคงจะปฏิเสธได้ยากจริง ๆ ถ้ามีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตามพรรคสีส้ม ไม่ใช่พรรคการเมืองแรกที่ต้องการใช้ อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ไปต่อรองกับ อำนาจฝ่ายอนุรักษนิยม/จารีตนิยม เพื่อให้เกิด "Grand Compromise" หรือการประนีประนอมครั้งใหญ่ตามศัพท์ที่บัญญัติโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค อนค. เพราะ "พรรคทักษิณ" เคยทำได้-ทำก่อนตั้งแต่ยุคไทยรักไทย/พลังประชาชน/เพื่อไทย แต่สุดท้ายลงเอยที่การ "หมอบ" หลังพรรค พท. พ่ายแพ้คาสนามเลือกตั้ง 2566 อะไรคือวิถีที่ต่างออกไปของพรรค ปชน.?
ณัฐพงษ์ปฏิเสธจะอธิบาย-ขยายความหมายของ Grand Compromise โดยขอให้ไปสอบถามจากธนาธรโดยตรง ส่วนจุดต่างระหว่างเพื่อไทย-ประชาชน ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าการตัดสินใจของพรรคเป็นไปเพื่อคนบางคนที่เป็นเจ้าของพรรค หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ในส่วนของพรรค ปชน. ทุกการตัดสินใจที่ผ่านมา ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อเจ้าของพรรค หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งภายในพรรค แต่ตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง ๆ
คิดจริง ๆ หรือว่า "เจ้าของใบอนุญาตที่ 2" จะยอมให้พรรค ปชน. เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ?
"ก็ต้นทุนค่อนข้างสูง ในกลุ่มก้อนผู้มีอำนาจที่เรียกกันว่า 'ผู้ถือใบอนุญาตที่ 2'... ถ้าจะมีกลไกใด ๆ ที่ทำให้เกิดข้ออ้างหรือมีอุบัติเหตุทางการเมืองอื่นใดที่ทำให้พรรคประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาลถ้าเราชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ผมเชื่อว่าต้นทุนทางสังคมสูงมาก และไม่อยากจะให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เหตการณ์ความสูญเสีย เพราะเรายืนยันมาตั้งแต่แรกว่าเราต้องการเปลี่ยนให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยแก้ไขจากในระบบ สู้กันในระบบ เพราะจริง ๆ การเมืองก็คือสงครามที่ไม่มีการนองเลือด"
ผู้นำคนที่ 4 จากพรรคตระกูลส้ม ยังขอสื่อสารไปถึงฝ่ายอนุรักษนิยม/จารีตนิยมว่า "ไม่อยากให้กลัว (พรรคประชาชน) เพราะถ้าเขายังคงกลัว เขาก็จะยังคงฉุดรั้งประเทศนี้ต่อไป จริง ๆ ต้องบอกว่าพวกเราหวังดีกับประเทศจริง ๆ"
เขาบอกว่า สิ่งที่พรรคนำเสนอเป็นภารกิจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจไปแตะคนที่ได้รับผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งที่อยู่ในแต่ละโครงสร้างอำนาจของประเทศนี้ แต่ตราบใดที่เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย มันปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องปรับตัว
หากวาระสุดท้ายทางการเมืองมาถึง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ณัฐพงษ์นิยามตัวเองเป็น "ผู้รอดชีวิต" จากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรค 2 รอบ และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรครวม 27 คน ชุดละ 10 ปี (ยุบพรรค อนค. ปี 2563 และยุบพรรค ก.ก. ปี 2567)
ทว่าเขาและอดีต สส. รวม 44 ชีวิตที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อาจต้องเผชิญหน้ากับความตายอีกครั้งในทางการเมือง จากคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งอยู่ในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากถูกชี้มูลความผิดและส่งเรื่องต่อให้ศาลฎีกาพิจารณา โทษสูงสุดที่พวกเขาอาจได้รับคือการตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นโทษ "ประหารชีวิตทางการเมือง"
แต่ถึงกระนั้น 2 จาก 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ปชน. - ณัฐพงษ์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 และ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 – ซึ่งอยู่ในกลุ่ม "44 สส." ก็อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคด้วย
หากวาระสุดท้ายทางการเมืองมาถึงจริง ๆ อะไรคือสิ่งที่อยากทำ บีบีซีไทยถาม
"ผมคงทำหน้าที่อย่างเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้ายในการที่ทำให้พรรคมวลชนเป็นพรรคมวลชนอย่างแท้จริง" คือคำตอบสุดท้ายจากชายชื่อเท้ง-ณัฐพงษ์
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์











