ยุคทองของนักฟันดาบฮ่องกง เมื่อกีฬาชนชั้นเจ้าอาณานิคมสร้างแชมป์โลกสามัญชน

นักกีฬา

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ชิงแหยน ลี
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาจีน

ทีมนักฟันดาบชาวฮ่องกงคว้าเหรียญทองแล้ว 2 เหรียญ จากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกกรุงปารีส หลังเริ่มการแข่งขันไปได้เพียง 3 วันเท่านั้น โดยกง มินไว อายุ 30 ปี สามารถเอาชนะคู่แข่งชาวฝรั่งเศส จนได้ครองอันดับหนึ่งในการแข่งขันรุ่นเฮฟวีเวทหญิงประเภทดาบเอเป้ ส่วนเฉิง กาหลง วัย 27 ปี สามารถรักษาตำแหน่งเจ้าของเหรียญทองเอาไว้ได้อีกครั้ง ในการแข่งขันประเภทดาบฟอยล์ชาย โดยเขาเป็นคนแรกที่คว้าเหรียญทองติดต่อกันสองสมัย ในประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาฟันดาบโอลิมปิกที่มีมายาวนานถึง 68 ปี

จากการจัดอันดับล่าสุดของสหพันธ์กีฬาฟันดาบสากล (FIE) นักฟันดาบชาวฮ่องกงทั้งสองคนต่างก็ครองตำแหน่งมือวางอันดับหนึ่งของโลก โดยกง มินไว คือแชมป์ฟันดาบหญิงที่มีคะแนนสะสม 262 คะแนน ส่วนเฉิง กาหลง ก็เพิ่งกลับคืนสู่ตำแหน่งมือวางอันดับหนึ่งของฝ่ายชายอีกครั้ง ด้วยคะแนนสะสม 252 คะแนน

แม้จะมีประชากรจำนวนจำกัดเพียง 7 ล้านกว่าคน แต่เขตปกครองพิเศษฮ่องกงสามารถผลิตนักกีฬาฟันดาบชั้นนำระดับโลกออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมนักฟันดาบของฮ่องกงถูกจัดว่ามีฝีมืออยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งบุคคลวงในของวงการฟันดาบฮ่องกงประมาณการว่า ปัจจุบันเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้การปกครองของจีนแห่งนี้ มีนักกีฬาฟันดาบอย่างต่ำ 20,000 คน โดนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษาของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งนักเรียนของโรงเรียนสอนฟันดาบเอกชนเกือบ 50 แห่ง ซึ่งอยู่ในสังกัดของสมาคมกีฬาฟันดาบฮ่องกง (HKFA)

ผู้สื่อข่าวของบีบีซีแผนกภาษาจีน ได้พูดคุยกับนักกีฬา โค้ช และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง เพื่อหาคำตอบว่าสิ่งใดคือสาเหตุเบื้องหลังความเฟื่องฟูของกีฬาฟันดาบในฮ่องกง รวมทั้งหาคำอธิบายในเรื่องที่ว่า กีฬาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นการละเล่นของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชนชั้นขุนนางในยุคอาณานิคม กลายมาเป็นที่นิยมของชนชั้นกลางชาวจีนได้อย่างไร

ระบบการฝึกฝนแบบตะวันออกพบตะวันตก

“เธอจะไม่เป็นไร” ฉู่ กาหวัง หนึ่งในนักกีฬาฟันดาบทีมฮ่องกงกล่าว ขณะทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ สำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกรอบชิงชนะเลิศระหว่าง กง มินไว กับนักฟันดาบหญิงชาวฝรั่งเศส โดยในตอนนั้นกงยังมีคะแนนตามหลังคู่แข่งอยู่มาก

เจียงมินฮุย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กง มินไว เริ่มเรียนดาบตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเข่า 2 ครั้ง เธอตกรอบในรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียวครั้งล่าสุด หลังจากชนะในครั้งนี้ เธอหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจและกล่าวว่า "ในที่สุดฉันก็ไม่แพ้" และ "ฉันไม่ยอมแพ้โดยไม่แสดงจิตวิญญาณของฮ่องกง"

การคาดการณ์ของฉู่นั้นถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะภายหลังกงสามารถตีตื้นทำคะแนนเพิ่มขึ้นมา จนคว้าชัยชนะและเหรียญทองโอลิมปิกไปครองได้ในที่สุด ฉู่ยังบอกกับบีบีซีว่า “ฉันตั้งใจที่จะพูดเช่นนั้น เพราะเชื่อในความแข็งแกร่งของวิเวียน (กง มินไว หรือ มินนี กง) ฉันเคยเห็นเธอต่อสู้กับคู่แข่งคนนี้มาหลายรอบแล้ว ซึ่งทุกครั้งเธอจะมีคะแนนตามหลังในครึ่งแรกของเกม แต่จะกลับมาขึ้นนำและเอาชนะได้ในท้ายที่สุด”

ฉู่ กาหวัง วัย 29 ปี เป็นเพื่อนร่วมทีมฟันดาบของกง โดยทั้งสองลงแข่งนัดเปิดตัวครั้งแรกในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว ในฐานะสมาชิกทีมนักฟันดาบหญิงของฮ่องกง ทั้งคู่เป็นนักกีฬามืออาชีพที่ฝึกซ้อมและลงแข่งแบบเต็มเวลาประจำสถาบันกีฬาฮ่องกง (HKSI) โดยต้องฝึกซ้อม 6 วันต่อสัปดาห์ คิดเป็นเวลารวม 25-60 ชั่วโมง ซึ่งนักกีฬาจะต้องออกกำลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายในช่วงเช้า ก่อนจะฝึกร่วมกับคู่ซ้อมและฝึกฝนเทคนิคต่าง ๆ ในช่วงบ่าย

ทีมนักฟันดาบฮ่องกงเคยได้รับการฝึกสอนจากโค้ชชาวจีน แต่ในเวลาต่อมา เจ็ง ซิวหง หัวหน้าโค้ชคนใหม่ได้เข้ารับหน้าที่ปฏิรูปการบริหารทีม โดยได้จ้างโค้ชชั้นนำระดับโลกจากยุโรปมาทำการฝึกสอน ซึ่งโค้ชฟันดาบเหล่านี้รวมถึงเกรกอรี คูนีก์ (เกร็ก) โค้ชชาวฝรั่งเศสของเฉิง กาหลง และอ็อกเตเวียน เปตรู ซิดารู (ทาวี) โค้ชชาวโรมาเนียของกงด้วย

ในประเด็นนี้ เจ็ง ซิวหง มองว่า การวางรากฐานใหม่ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา นำไปสู่ “ฤดูเก็บเกี่ยว” ที่ทีมกีฬาฟันดาบฮ่องกงกำลังได้รับดอกผลแห่งความสำเร็จอยู่ในขณะนี้ ส่วนฉู่ กาหวัง ก็แสดงความเห็นด้วยว่า การปฏิรูปแบบรอบด้านดังกล่าวเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการฝึกฝนของทีม ทั้งยังทำให้นักกีฬามีทัศนคติแบบใหม่อีกด้วย

“สไตล์การสอนของเกร็กจะให้เวลาผ่อนคลายกับนักกีฬามากกว่าคนอื่น แต่ทันทีที่เริ่มฝึกซ้อม นักกีฬาจะต้องตั้งอกตั้งใจและมีสมาธิเพื่อฝึกอย่างเข้มข้น วิธีนี้ช่วยสร้างความสมดุลและทำให้นักกีฬารู้สึกสนุกกับการฝึกซ้อมรวมทั้งการลงแข่งได้ ส่วนสไตล์การสอนของทาวีนั้นจะไม่กดดันเรามาก แต่มุ่งเน้นฝึกฝนเทคนิคต่าง ๆ โดยให้ความสนใจกับรายละเอียด” ฉู่กล่าว

นอกจากชาวยุโรปแล้ว ฉู่บอกว่าทีมโค้ชผู้ฝึกสอนยังมีชาวเอเชียอีกหลายคน ซึ่งรวมถึงโค้ชชาวฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งโค้ชชาวเอเชียจะเน้นการฝึกขั้นพื้นฐาน เพื่อให้นักกีฬามีทักษะการเต้นฟุตเวิร์กและการอ่านสัญญาณมือมาตรฐานของกรรมการได้อย่างแม่นยำถูกต้อง การฝึกเช่นนี้ยังทำให้การฟันดาบมีความว่องไวสูงมาก ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ส่งเสริมต่อการฝึกเทคนิคระดับสูงกับโค้ชชาวยุโรปต่อไป

จู เจียหวัง นักฟันดาบชาวฮ่องกงอีกผู้หนึ่ง บอกกับบีบีซีแผนกภาษาจีนว่า “เป็นเรื่องสำคัญที่ทีมโค้ชนานาชาติจะปรึกษาหารือและทำงานร่วมกัน เช่นในการฝึกนักกีฬาหญิงที่ใช้ดาบน้ำหนักมาก ทาวีจะใช้แบบแผนการฝึกของยุโรปเป็นแนวทางหลัก ในขณะที่โค้ชจีนอย่างเจียง ไหเต้า จะเข้ามาประสานงานกับทาวีในการฝึกสอนด้วย เพราะเขาเข้าใจเรื่องความสูงและสรีระของชาวเอเชียมากกว่า จึงสามารถจะปรับปรุงแก้ไขและประยุกต์แบบแผนการฝึกของยุโรปให้เข้ากับพวกเราได้ ด้วยวิธีนี้เราสามารถได้ประโยชน์จากข้อดีของการฝึกทั้งแบบตะวันออกและตะวันตก” จูกล่าว “อย่างไรก็ตาม การฟันดาบเป็นกีฬาที่ชาวตะวันตกมักจะครองแชมป์อยู่เสมอ การสร้างความคุ้นเคยกับแนวคิดและทัศนคติแบบยุโรป จะทำให้เราสามารถต่อสู้กับคู่แข่งชาวยุโรปได้ดีขึ้น”

เฉิง กาหลง กล่าวเสริมว่า “กฎข้อแรกของเกร็กสำหรับนักกีฬาที่จะเข้าร่วมทีมฮ่องกง นั่นก็คือคุณต้องเปิดใจให้กว้าง เอาความคิดเดิม ๆ ที่ว่าการซ้อมหนักเป็นเรื่องดีออกไป เขาสนับสนุนให้นักกีฬาทำความเข้าใจตนเอง แทนที่จะเดินตามกฎการฝึกซ้อมอย่างงมงาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมรู้จักใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งเสมอ เวลาที่ออกท่าทางการฟันดาบต่าง ๆ ว่าเหตุใดผมจึงต้องทำเช่นนั้น”

เกรกกอรี่ คูนีก์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เฉิง กาหลง เคยกล่าวไว้ว่า เกรกกอรี่ คูนีก์ โค้ชชาวฝรั่งเศส สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาอย่างมาก และช่วยให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ทัศนคติใหม่และประสบการณ์ในต่างประเทศ

ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกรอบชิงชนะเลิศกับฟิลิปโป มัชชี นักดาบชาวอิตาเลียน เฉิง กาหลง และโค้ชเกร็ก แสดงความร้อนแรงเปี่ยมด้วยพลังสุดขั้วออกมาตลอดการดวล ทั้งตวัดมือ ร้องตะโกน และกดดันกรรมการผู้ตัดสินไม่หยุดเมื่อต้องเสียคะแนน ทั้งสองฝ่ายต่างแทงคู่แข่งได้คนละสองครั้ง แต่กรรมการก็ไม่นับเป็นคะแนนให้กับใคร จนผู้ชมต้องลุ้นระทึกกันถึงการดวลยกที่สาม เฉิง กาหลง จึงเป็นฝ่ายชนะไป

ส่วนกง มินไว ซึ่งเข้าชิงเหรียญทองโอลิมปิกกับออริแอน มัลโล-โบรตอง นักฟันดาบสาวชาวฝรั่งเศสนั้น ต้องตกอยู่ในภาวะตึงเครียดกดดันอย่างถึงที่สุด เพราะกองเชียร์เจ้าบ้านชาวฝรั่งเศสพากันโห่ร้องเสียงกึกก้อง ทั้งประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ก็มาร่วมชมการแข่งขันด้วย แต่กงซึ่งมีคะแนนตามหลังมัลโล-โบรตอง อยู่ในตอนแรก ก็สามารถพลิกสถานการณ์จนเอาชนะฝ่ายเจ้าภาพไปได้ในที่สุด

ในขณะที่ กง มินไว ลงแข่งกับ ออริแอน มัลโล-โบรตอง ผู้ชมชาวฝรั่งเศสส่งเสียงเชียร์อย่างดัง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในขณะที่ กง มินไว ลงแข่งกับ ออริแอน มัลโล-โบรตอง ผู้ชมชาวฝรั่งเศสส่งเสียงเชียร์ลั่นสนาม
เฉิง กาหลง

ที่มาของภาพ, Maye-E Wong/Reuters

คำบรรยายภาพ, เฉิง กาหลง ปะทะ ฟิลิปโป มัชชี เป็นการแมตช์ที่เข้มข้นมาก

การที่นักฟันดาบชาวฮ่องกงทั้งสองสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี และสงบจิตใจให้เยือกเย็นลงได้ในระยะเวลาอันสั้น จนสามารถคว้าชัยชนะในสถานการณ์ที่มีความกดดันมหาศาลนั้น ฉู่ กาหวัง เชื่อว่าคุณสมบัติอันได้เปรียบนี้เป็นผลงานของโค้ชและนักจิตบำบัดจากศูนย์จิตวิทยาการกีฬาของ HKSI ซึ่งได้ส่งนักจิตบำบัดสองคนมาดูแลทีมกีฬาฟันดาบเป็นพิเศษ โดยนักจิตบำบัดจะเฝ้าสังเกตสภาพจิตใจของนักกีฬาระหว่างการฝึกซ้อมเป็นรายบุคคล และจะร่วมเดินทางไปกับทีมนักฟันดาบเสมอ ทั้งในการฝึกซ้อมที่ต่างประเทศและในการแข่งขันรายการต่าง ๆ

“พวกเราเข้ารับการบำบัดและขอคำปรึกษากับนักจิตวิทยาบ่อยมาก เขารู้จักพวกเราดีและเราเข้าไปพูดคุยกับเขาได้เสมอ เขาสอนให้ฉันทำสมาธิและอยู่กับปัจจุบัน ขณะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์แวดล้อม การฝึกจิตแบบนี้ช่วยได้มากในการแข่งขัน” ฉู่กล่าว “กีฬาฟันดาบก็เหมือนกับการเล่นหมากรุก เราไม่ได้สู้กันด้วยกำลังกาย แต่ใช้สติปัญญา ประสบการณ์ และจิตใจ ดังนั้นคุณภาพของสิ่งเหล่านี้จึงสำคัญมาก”

นอกจากนี้ สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งฮ่องกงยังเน้นให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมในต่างประเทศ โดยนักกีฬาต้องลงแข่งขันในต่างแดน 7-8 รายการต่อปี ซึ่งรวมถึงการฟันดาบชิงแชมป์โลกและชิงแชมป์เอเชีย ทั้งยังมีการจัดฝึกซ้อมในต่างประเทศเองราว 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน อย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี คั่นอยู่ระหว่างการแข่งขันรายการเหล่านี้ด้วย เพื่อให้นักกีฬาได้สั่งสมประสบการณ์ในต่างแดน และสามารถปรับตัวให้เข้ากับเขตเวลาหรือไทม์โซนที่แตกต่างกันได้

จู เจียหวัง กล่าวพร้อมกับหัวเราะขำไปด้วยว่า “นี่คือเหตุผลที่พวกเราไปฝรั่งเศสกันบ่อยมาก สมาชิกทีมกีฬาฟันดาบของฮ่องกงทุกคนคุ้นเคยกับปารีสดี”

ในระหว่างการฝึกซ้อมที่ต่างประเทศ จูบอกว่าเธอจะมีโอกาสได้ฝึกต่อสู้กับนักกีฬาชาติต่าง ๆ รวมทั้งได้สังเกตการณ์เทคนิคการเล่นของโค้ชต่างชาติที่เธอไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน “ตัวอย่างเช่นตอนไปฝึกซ้อมที่ญี่ปุ่น ก่อนการแข่งขันชิงแชมป์โลกเมื่อปีที่แล้ว โค้ชญี่ปุ่นสอนการเต้นฟุตเวิร์กสำหรับนักฟันดาบซึ่งเป็นทักษะใหม่ให้กับเรา”

ฉู่ กาหวัง กล่าวเสริมว่า แม้การฝึกซ้อมในต่างประเทศจะเป็นบรรทัดฐานทั่วไปที่ทีมนักฟันดาบทั่วโลกต่างก็ทำกัน แต่ทีมฮ่องกงได้ทุ่มเททรัพยากรไปเป็นพิเศษเพื่อสิ่งนี้ เพื่อเตรียมนักกีฬาสำหรับการแข่งขันโอลิมปิก 2 ครั้ง ทั้งที่กรุงโตเกียวและกรุงปารีส ซึ่งก็ปรากฏว่าได้ผลคุ้มค่าอย่างยิ่งกับที่ลงทุนไป

มรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม

แม้ความสำเร็จของทีมกีฬาฟันดาบฮ่องกงในปัจจุบัน จะมาจากการทุ่มเทในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่แท้จริงแล้วกีฬาฟันดาบมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ในฮ่องกงมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยังคงเป็นเจ้าอาณานิคม ผู้ปกครองเกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของจีนแห่งนี้อยู่

นักฟันดาบ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จอห์น ซาง (คนที่สองจากขวา) กลับมาที่วิทยาลัยลาซาล ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเขาในฐานะโค้ชอาสา ในช่วงทศวรรษ 1980 ในภาพคือเขา และ โจเซฟ ฉ่อย นักฟันดาบฟอยล์ (คนที่สองจากซ้าย)

เนื่องจากการฟันดาบเป็นกีฬาของชาวยุโรป ฮ่องกงในฐานะอดีตอาณานิคมของอังกฤษจึงได้รับสืบทอดการเล่นกีฬานี้มาด้วย มีชาวต่างชาติผู้สนใจกีฬาฟันดาบอยู่จำนวนหนึ่งในฮ่องกงตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อมายังมีนักฟันดาบชาวโปรตุเกสที่ย้ายมาพำนักอยู่ในมาเก๊าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วย โดยได้รับการฝึกฝนจากนักกีฬาฟันดาบโอลิมปิกที่เป็นเพื่อนร่วมชาติ ก่อนจะย้ายมาพำนักที่ฮ่องกงในเวลาต่อมา ซึ่งคนกลุ่มนี้และนักฟันดาบชาวอังกฤษได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น จนมีการก่อตั้งสหพันธ์กีฬาฟันดาบมือสมัครเล่นแห่งฮ่องกงในปี 1949 ซึ่งต่อมาองค์กรนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมกีฬาฟันดาบเครือจักรภพ

ในช่วงทศวรรษ 1950 กีฬาฟันดาบเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นนำชาวจีนของฮ่องกง โดยบรรดาโรงเรียนและวิทยาลัยของคริสตจักรต่างก่อตั้งชมรมและทีมกีฬาฟันดาบขึ้น และเริ่มมีการแข่งขันระหว่างสถาบันการศึกษาในช่วงทศวรรษ 1960 ทำให้กีฬาประเภทนี้กลายเป็นแฟชั่นในสังคมของโรงเรียนชั้นนำอย่างเช่นวิทยาลัยลาซาล

ดร. ลุย ฮุงตัก รองศาสตราจารย์จากภาควิชาสุขศึกษาและพละศึกษา มหาวิทยาลัยศึกษาศาสตร์ฮ่องกง บอกว่าสถาบันการศึกษาเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน คือแหล่งบ่มเพาะนักกีฬาฟันดาบรุ่นแรก ๆ อย่างเช่นจอห์น ซาง ชุนวา อดีตรัฐมนตรีคลังของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งผู้คนรู้จักกันดีว่าเขาคือนักกีฬาฟันดาบที่เก่งกาจ ก็เริ่มเล่นกีฬานี้ตอนเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นที่วิทยาลัยลาซาลช่วงทศวรรษ 1960

แม้จะย้ายไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่จอห์น ซาง ชุนวา ก็ยังคงเล่นกีฬาฟันดาบต่อไป จนได้เป็นกัปตันทีมฟันดาบของเอ็มไอที และเมื่อเขากลับบ้านเกิดในช่วงทศวรรษ 1980 ก็ยังมาเป็นโค้ชอาสาสมัครให้กับโรงเรียนเก่านานถึง 30 ปี ทำให้ปัจจุบันมีลูกศิษย์ของเขาเป็นนักกีฬาของทีมฟันดาบฮ่องกงหลายคน รวมทั้งชอย ชุนแหยน นักฟันดาบฟอยล์ชายมือวางอันดับ 20 ของโลกด้วย

แม้จนทุกวันนี้ เด็กที่มีทักษะกีฬาฟันดาบจะได้รับคะแนนพิเศษในการสมัครสอบเข้าโรงเรียนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ซึ่งนับเป็นการแสดงถึงสถานะพิเศษของกีฬาฟันดาบในหมู่ชนชั้นสูงของฮ่องกง ทำให้กีฬาที่เคยได้รับความนิยมแค่ในวงสังคมกลุ่มเล็ก ๆ ขยายออกไปสู่คนหมู่มากในช่วงทศวรรษ 1980 โดยความเปลี่ยนแปลงนี้เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับนโยบายการปกครองใหม่ของเจ้าอาณานิคม

ดร.ลุย บอกว่า “ทั้งก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศต่าง ๆ ได้รวมเอากีฬาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการปกครองระดับชาติ เพื่อส่งเสริมการศึกษา เพิ่มผลิตภาพ ยกระดับทักษะการทหาร และเชิดชูเกียรติภูมิของชาติ แต่ฮ่องกงไม่ใช่ประเทศ รัฐบาลยุคอาณานิคมจึงละเลยไม่ให้ความสนใจเรื่องการกีฬา”

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังเกิดเหตุจลาจล 7 มิ.ย. 1972 ซึ่งรัฐบาลอังกฤษได้เล็งเห็นว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองฮ่องกงแล้ว โดยมีการส่งเสริมแผนปฏิรูปทางสังคมใหม่หลายอย่าง รวมทั้งนโยบายเพื่อเยาวชนและนโยบายพัฒนาการกีฬา โดยจัดการแข่งขันหลายประเภทรวมทั้งก่อตั้งสำนักงานกีฬาและนันทนาการขึ้นในปี 1973

“รัฐบาลอังกฤษในยุคนั้นเชื่อว่า คนหนุ่มสาวมีพลังร้อนแรงในตัวเหลืออยู่มากเกินไป จนต้องมาระบายออกกับการร่วมก่อเหตุจลาจล ดังนั้นการส่งเสริมสนับสนุนให้พวกเขาเล่นกีฬาจึงเป็นทางออกที่รัฐบาลอังกฤษเลือก ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้จัดการเยาวชนหัวร้อนบนแผ่นดินอังกฤษนั่นเอง ซึ่งในทางวิชาการแล้ว กีฬาสามารถสร้างความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันของสังคม และช่วยขจัดความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคมได้” ดร.ลุยกล่าว

เมืองแห่งนักดาบสองหมื่นคน

เมื่อปี 1982 รัฐบาลอังกฤษที่ปกครองฮ่องกงได้ก่อตั้งศูนย์กีฬารัชดาภิเษก (Silver Jubilee Sports Center) ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นสถาบัน HKSI ในย่านซาถิ่น เพื่อสร้างนักกีฬาชั้นนำและส่งเสริมกิจกรรมกีฬาประเภทต่าง ๆ โดยกีฬาฟันดาบเป็น 1 ใน 9 โครงการเริ่มแรก

โอลิมปิก

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทีมฮ่องกงสร้างสถิติใหม่ในโอลิมปิกที่ปารีส นอกจากฟันดาบแล้ว ยังโดดเด่นในกีฬาปิงปองและว่ายน้ำด้วย

ดร.ลุยเล่าว่าในตอนนั้นเขาเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยครู และได้เข้าเรียนในหลักสูตรที่ศูนย์ดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อให้ครูพละศึกษาได้ฝึกฝนการเล่นกีฬาเขตหนาว เช่นการฟันดาบ ยิงปืน และพายเรือแคนู “ครูพละเรียนรู้กีฬาเหล่านี้ แล้วนำกลับไปสอนเด็กนักเรียนชั้นประถมและมัธยม ทำให้เยาวชนในระดับรากหญ้าได้รู้จักและเริ่มมีความสนใจ กรรมการบริหารของสหพันธ์กีฬาฟันดาบฮ่องกงหลายคนก็เริ่มเรียนฟันดาบมาแบบนี้”

นักกีฬาฟันดาบที่ผ่านการฝึกฝนของศูนย์กีฬารัชดาภิเษกหลายคน ปัจจุบันได้เกษียณตัวเองจากการเป็นโค้ชในยุคทศวรรษ 1990 แล้วหันมาเปิดโรงเรียนสอนฟันดาบเอกชน อย่างเช่นลี หวิงเกิง อดีตสมาชิกทีมตัวแทนฮ่องกงในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ปี 1998 ได้เปิดสถาบันสอนกีฬาฟันดาบแห่งฮ่องกงขึ้นในปี 2012

“ตอนที่ผมยังเป็นนักกีฬาเมื่อ 30 ปีก่อน มีนักฟันดาบในฮ่องกงราว 500 คน แต่ตอนนี้แค่ในการแข่งขันระดับประถมศึกษารายการเดียว ก็มีผู้เข้าร่วมแล้ว 2,000-3,000 คน” ลีกล่าว

ลีมองว่าแม้กีฬาฟันดาบจะเคยเป็นของชนชั้นสูงเจ้าอาณานิคม แต่ตอนนี้การพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้ฮ่องกงมีชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งครอบครัวเหล่านี้มีเงินที่จะสนับสนุนให้ลูกหลานเริ่มเรียนฟันดาบตั้งแต่อายุยังน้อย จนปัจจุบันมีเด็กนักเรียนในชั้นประถมศึกษาหรือแม้แต่กระทั่งเด็กเล็กชั้นอนุบาลมากมายที่เรียนฟันดาบ โดยเด็กอายุน้อยที่สุดที่เขาเคยพบเริ่มเรียนฟันดาบเมื่อตอน 3 ขวบเท่านั้น

จากการประมาณการของเขาแล้ว ทุกวันนี้น่าจะมีนักกีฬาฟันดาบอย่างต่ำ 20,000 คนในเกาะฮ่องกง โดยนับรวมเอานักเรียนนักศึกษาทุกระดับชั้นและผู้ใหญ่ที่ยังเล่นกีฬานี้เอาไว้ด้วย

“นักกีฬาฟันดาบอย่างจางเจียหลางก็เติบโตมาแบบนี้ ยิ่งมีคนระดับรากหญ้าเริ่มเล่นกีฬานี้ตั้งแต่เด็กมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีตัวเลือกให้เราสร้างนักฟันดาบชั้นนำได้มากขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ HKSI เน้นการสร้างนักกีฬาหัวกะทิชั้นนำ สถาบันเอกชนของเราก็รับผิดชอบการส่งเสริมกีฬาประเภทนี้ในหมู่คนทั่วไป เราแบ่งงานกันทำตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นตำแหน่งแชมป์โลกเหรียญทองโอลิมปิกจึงไม่ได้มาง่าย ๆ เพราะโชคดี แต่เป็นผลงานของคนฮ่องกงถึงสามชั่วรุ่นด้วยกัน”

เหอ หยาง โค้ชหนุ่มซึ่งเรียนกีฬาฟันดาบมาในรุ่นเดียวกับเฉิง กาหลง บอกว่าฮ่องกงนั้นมีข้อดีที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ดังนั้นการเดินทางไปเรียนหรือเข้าร่วมการแข่งขันในรายการต่าง ๆ ทั้งในท้องถิ่นหรือที่จัดขึ้นในมาเก๊าและจีนแผ่นดินใหญ่ จึงเป็นเรื่องง่ายที่ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศหรือดินแดนอื่นแล้ว เยาวชนในฮ่องกงมีโอกาสจะเติบโตในเส้นทางกีฬาฟันดาบได้มากกว่า ประกอบกับการเรียนการสอนกีฬาฟันดาบยุคใหม่ในฮ่องกง มีแนวโน้มที่จะเน้นความสนุกสนานไม่เคร่งเครียดเหมือนแต่ก่อน

โฮ ไหลไค ครูกีฬาฟันดาบหญิงในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งบอกว่า กีฬาฟันดาบได้รับความสนใจและเฟื่องฟูขึ้นอย่างมากหลังเฉิง กาหลง สามารถคว้าแชมป์โลกและเหรียญทองโอลิมปิกมาครอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเล่นกีฬาฟันดาบยุคปัจจุบันไม่แพงอย่างที่คิด เพราะค่าจ้างโค้ชฟันดาบก็อยู่ในระดับเดียวกับโค้ชบาสเก็ตบอล ค่าอุปกรณ์รวมทั้งเสื้อผ้าก็ลดลงมากหลังสหพันธ์กีฬาฟันดาบสากลยอมรับรองสินค้าที่จีนเป็นผู้ผลิต จึงเชื่อได้ว่าเส้นทางในการสร้างนักกีฬาฟันดาบหน้าใหม่ในรุ่นที่สี่ของฮ่องกงจะยังคงสดใสอย่างแน่นอน