เมื่อตาลีบันสั่งห้ามเด็กหญิงเรียนหนังสือ การทอพรมเพื่อค่าจ้างราคาถูกคือทางเลือกเดียวของพวกเธอ

- Author, มะห์จูบา เนาว์รูซิ
- Role, บีบีซี แผนกภาษาอัฟกัน
- Reporting from, กรุงคาบูล
ในโรงงานผลิตพรมแห่งหนึ่งในกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน มีสตรีและเด็กสาวหลายร้อยคนทำงานในพื้นที่อันคับแคบ อากาศอึดอัดและอบอ้าว
หนึ่งในนั้นคือ ซาเลเฮ ฮัสซานี วัย 19 ปี
"พวกเราที่เป็นเด็กผู้หญิงไม่มีโอกาสในการเรียนหนังสืออีกแล้ว" เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อน ก่อนเล่าต่อว่า "สถานการณ์ตอนนี้ได้พรากสิ่งนั้น[การศึกษา]ไปจากพวกเรา ดังนั้นเราจึงต้องมาทำงานที่โรงงานแห่งนี้"
นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจในปี 2021 บรรดาเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 12 ปี ถูกสั่งห้ามไม่ให้ได้เข้ารับการศึกษา รวมถึงผู้หญิงก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำงานในหลายสาขาอาชีพ
ในปี 2020 มีผู้หญิงเพียง 19% เท่านั้นที่ได้อยู่ในตลาดแรงงาน น้อยกว่าแรงงานที่เป็นผู้ชายกว่า 4 เท่า และตัวเลขดังกล่าวลดลงไปอีกภายใต้การปกครองของตาลีบัน
การขาดโอกาส ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องไปทำงานทอพรม ซึ่งต้องใช้แรงงานหนักและยาวนาน มันถือเป็นอาชีพเพียงไม่กี่อย่างที่รัฐบาลตาลีบันอนุญาตให้ผู้หญิงทำได้
ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ระบุว่า ความเป็นอยู่ของชาวอัฟกันราว 1.2-1.5 ล้านคน ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมทอพรม โดยแรงงานเกือบ 90% ในอุตสาหกรรมนี้เป็นแรงงานสตรี
ยูเอ็นเคยเตือนไว้ในรายงานปี 2024 ว่า เศรษฐกิจของอัฟกานิสถานได้ "พังทลายไปโดยสิ้นเชิง" นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจ ส่วนธุรกิจส่งออกพรมกลับมาเฟื่องฟู
กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ในอัฟกานิสถานยอมรับว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 เพียงช่วงเดียว มีการส่งออกพรมไปยังต่างประเทศ เช่น ปากีสถาน อินเดีย ออสเตรีย และสหรัฐอเมริกา เป็นปริมาณกว่า 2.4 ล้านกิโลกรัม หรือคิดเป็นมูลค่าราว 8.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (290 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าช่างทอพรมจะได้รับค่าจ้างที่ดีขึ้นเสมอไป บางคนที่พูดคุยกับบีบีซีบอกว่า พวกเขาไม่เห็นกำไรจากพรมที่ขายในคาซัคสถานเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำรายได้กว่า 18,000 ดอลลาร์สหรัฐเลย

ช่างทอพรมบอกว่า พวกเธอได้รับค่าจ้างประมาณ 27 ดอลลาร์สหรัฐต่อตารางเมตร (ราวเกือบ 900 บาทต่อตารางเมตร) ซึ่งโดยปกติแล้วต้องใช้เวลาผลิตประมาณหนึ่งเดือน นั่นหมายความว่า รายได้ของพวกเธอน้อยกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (33 บาทต่อวัน) แม้ว่าจะต้องทำงานยาวนานและเหน็ดเหนื่อยกว่า 10 หรือ 12 ชั่วโมงต่อวันก็ตาม
นิชาร์ อาห์หมัด ฮัสเซนี หัวหน้าบริษัทอัลมาค บาฟต์ ซึ่งอนุญาตให้บีบีซีเข้าไปภายในโรงงาน บอกว่า เขาจ่ายเงินให้พนักงานอยู่ที่ 39 ถึง 42 ดอลลาร์สหรัฐต่อตารางเมตร (1,300-1,400 บาท) โดยพวกช่างทอพรมได้รับเงินทุกสองสัปดาห์ โดยทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
รัฐบาลตาลีบันพูดแล้วพูดอีกว่า เด็กหญิงจะได้รับอนุญาตให้กลับไปเรียนหนังสือได้ก็ต่อเมื่อข้อกังวลต่าง ๆ ได้รับการแก้ไข เช่น หลักสูตรการเรียนเป็นไปตามคุณค่าทางศาสนาอิสลาม แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
ฮัสเซนีบอกว่า หลังจากการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลตาลีบัน บริษัทของเขาก็ตั้งเป้าหมายว่าจะช่วยเหลือผู้คนที่ถูกทิ้งไว้จากการปิดตัวลงของโรงเรียน
"เราก่อตั้งโรงงานสามแห่งเพื่อทอพรมและปั่นขนสัตว์" เขาเล่าให้บีบีซีฟัง และบอกว่า "ราว 50-60% ของพรมเหล่านี้ถูกส่งออกไปขายที่ปากีสถาน ขณะที่ส่วนที่เหลือถูกส่งไปขายที่จีน สหรัฐฯ ตุรกี ฝรั่งเศส และรัสเซีย ตามความต้องการของลูกค้า"
![Caption: Many of the weavers were forced out of education or professional careers
ช่างทอพรมจำนวนมากเหล่านี้ ถูกบังคับให้ออกจากระบบการศึกษาหรือไม่ก็ถูกให้ออกจากงาน[ที่ตาลีบันสั่งห้าม]](https://ichef.bbci.co.uk/ace/ws/640/cpsprodpb/447a/live/4edeccd0-1a9c-11f0-a455-cf1d5f751d2f.jpg.webp)
ชากิลา วัย 22 ปี ทอพรมกับน้องสาวของเธอภายในห้องเช่าเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งพวกเธออาศัยอยู่ร่วมกันกับพ่อแม่ที่สูงวัยและพี่ชายสามคน โดยที่เธออาศัยอยู่ในย่านที่ยากจนอย่าง เขตอาชท์-เอ บาชี ชานกรุงคาบูไปทางตะวันตก
ครั้งหนึ่งเธอเคยมีความฝันว่าจะเป็นนักกฎหมาย แต่ตอนนี้เธอหันมาทำธุรกิจทอพรมของครอบครัว
ชากีลาบอกกับบีบีซีว่า "เราทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้แล้ว ไม่มีงานอื่นให้ทำอีกแล้ว"
เธออธิบายถึงวิธีที่พ่อของเธอสอนให้เธอทอพรมในตอนที่เธออายุได้เพียง 10 ขวบ ซึ่งตอนนั้นพ่อของเธอกำลังฟื้นตัวจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
สิ่งที่เริ่มต้นในฐานะทักษะที่จำเป็นในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากได้กลายมาเป็นสิ่งที่หาเลี้ยงชีพของครอบครัวในตอนนี้ไปเสียแล้ว
ซามิรา น้องสาวของชากิลาวัย 18 ปี ใผ่ฝันอยากเป็นนักข่าว ส่วนมาเรียม วัย 13 ปี ถูกบังคับให้หยุดเรียนก่อนที่เธอจะเริ่มคิดฝันว่าอยากมีอาชีพอะไรเสียด้วยซ้ำ
ก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะขึ้นสู่อำนาจ พี่น้องสามคนเป็นนักเรียนที่โรงเรียนมัธยมซาเอ็ด อัล-ชูฮาดา
ชีวิตของพวกเธอเปลี่ยนไปตลอดกาลหลังจากเหตุระเบิดร้ายแรงในโรงเรียนแห่งนี้ในปี 2021 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 90 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิง และมีผู้บาดเจ็บเกือบ 300 คน
รัฐบาลชุดก่อนกล่าวหากลุ่มตาลีบันว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี แม้ว่าตาลีบันจะปฏิเสธการมีส่วนร่วมใด ๆ ในการก่อเหตุดังกล่าวก็ตาม
ด้วยความหวาดกลัวว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกครั้ง พ่อของพวกเธอจึงตัดสินใจให้พวกเธอลาออกจากโรงเรียนนั้น

ซามิรา ซึ่งอยู่ที่โรงเรียนขณะที่เกิดเหตุโจมตีครั้งนั้น ยังคงมีอาการหวาดผวาอยู่ พูดติด ๆ ขัด ๆ และมีปัญหาในการแสดงออก แต่เธอบอกว่าเธอจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อกลับไปเรียนในระบบ
"ฉันอยากเรียนให้จบจริง ๆ" เธอกล่าว "ตอนนี้กลุ่มตาลีบันมีอำนาจแล้ว สถานการณ์ด้านความปลอดภัยก็ดีขึ้น และมีการก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายน้อยลง
"แต่โรงเรียนก็ยังคงถูกปิดอยู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเรายังต้องทำงาน"
แม้ว่าจะได้รับค่าจ้างต่ำและต้องทำงานเป็นระยะเวลานาน แต่จิตวิญญาณของผู้หญิงบางคนก็ยังไม่ถูกสั่นคลอน
กลับไปที่ห้องทำงานในโรงงาน ซาเลเฮที่ยังมีจิตใจที่มุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยความหวัง สารภาพว่าเธอเรียนภาษาอังกฤษมาเป็นเวลาสามปีแล้ว
"แม้ว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะยังปิดอยู่ แต่ฉันก็ไม่ยอมที่จะหยุดเรียน" เธอกล่าว
เธอกล่าวเสริมว่า สักวันหนึ่ง เธอวางแผนว่าจะเป็นแพทย์ชั้นนำและสร้างโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในอัฟกานิสถานให้ได้












