"ฝันของฉันพังทลาย": การศึกษาทางศาสนาที่เป็นทางเลือกเดียวสำหรับเด็กสาววัยรุ่นชาวอัฟกานิสถาน

- Author, มาห์จูบา โนวรูซี
- Role, บีบีซีอัฟกานิสถาน, กรุงคาบูล
อามินา จะไม่มีทางลืมห้วงเวลาที่ชีวิตในวัยเด็กของเธอเปลี่ยนไป เธอเพิ่งอายุเพียง 12 ปีตอนที่ถูกบอกว่า เธอไม่สามารถจะไปโรงเรียนเหมือนเด็กผู้ชายได้อีกแล้ว
ปีการศึกษาใหม่จะเริ่มขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 มี.ค. ในอัฟกานิสถาน แต่นี่เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่เด็กผู้หญิงอายุเกิน 12 ปี ถูกจำกัดไม่ให้เข้าชั้นเรียน
"ความฝันทั้งหมดของฉันพังทลาย" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเต็มไปด้วยอารมณ์
อามินา ที่อายุ 15 ปีแล้วในปัจจุบัน ฝันมาตลอดว่าอยากจะเป็นหมอ เธอเคยทุกข์ทรมานจากปัญหาโรคหัวใจตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นเด็กเล็ก ก่อนเข้ารับการผ่าตัดเมื่ออายุ 8 ปี ศัลยแพทย์ที่ช่วยชีวิตเธอเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นภาพจำที่สร้างแรงบันดาลใจให้เธอตั้งใจเล่าเรียนอย่างหนัก
แต่ในปี 2021 ที่กลุ่มตาลีบันหวนคืนสู่อำนาจในอัฟกานิสถาน ความฝันของอามินาก็เป็นอันต้องหยุดชะงัก เมื่อรัฐบาลใหม่สั่งห้ามไม่ให้เด็กหญิงที่อายุเกิน 12 ปีไปโรงเรียน เปลี่ยนชีวิตเด็กสาวนับพัน ๆ คนที่ตกอยู่ในสภาวะแบบเดียวกันกับเธอ
"ตอนที่พ่อบอกฉันว่าโรงเรียนปิด ฉันเศร้ามาก ๆ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก" เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบา "ฉันอยากจะเข้ารับการศึกษา เพื่อที่จะได้เป็นหมอได้"

ฉันพบกับอามินาในห้องใต้ดินที่มีแสงสลัวของ "มัดรอซะห์อัล-ฮะดีธ" (Al-Hadith madrassa) ในกรุงคาบูล ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาทางศาสนาของเอกชนที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ สำหรับให้การศึกษานักเรียนหญิงราว 280 คน จากหลากหลายช่วงอายุ
ห้องใต้ดินนั้นเย็นยะเยือก เพราะผนังเป็นเพียงกระดาษแข็งและอุณหภูมิที่ลดต่ำ หลังจากเราพูดคุยกันประมาณ 10 นาที นิ้วเท้าของเราก็มีอาการชา
"มัดรอซะห์อัล-ฮะดีธ" ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วโดย ฮามิด พี่ชายของอามินา ผู้ซึ่งรู้สึกว่าต้องทำอะไรอย่าง หลังจากเห็นผลกระทบจากการถูกสั่งห้ามเข้ารับการศึกษาที่มีต่อเธอ
"เมื่อเด็กผู้หญิงถูกปฏิเสธการศึกษา ความฝันของน้องสาวผมในการจะเป็นศัลยแพทย์หัวใจก็ถูกบดขยี้ ซึ่งมันส่งผลกระทบกับสุขภาวะของเธอมาก ๆ" ฮามิด ที่อยู่ในวัยสามสิบต้น ๆ กล่าว
"การมีโอกาสได้กลับเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้ง รวมถึงการได้เรียนรู้การผดุงครรภ์และการปฐมพยาบาล ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมากกับอนาคตของเธอ" เขากล่าวเสริม
ในอัฟกานิสถาน ศูนย์การศึกษาที่เรียกว่า "มัดรอซะห์" (madrassa) ซึ่งเป็นสถานที่ทางศาสนาที่มุ่งเน้นการสอนศาสนาอิสลาม กลายเป็นหนทางเดียวสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงวัยรุ่นในการจะเข้าถึงการศึกษาในรูปแบบใด ๆ ก็ตาม
ข้อจำกัดที่กำหนดโดยกลุ่มตาลีบันนี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กผู้หญิงจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน จากข้อมูลของยูนิเซฟ
อัฟกานิสถานยังคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการสั่งห้ามลักษณะนี้
เมื่อครั้งที่ตาลีบันเข้ายึดอำนาจในปี 2021 พวกเขาระบุว่าการห้ามเด็กผู้หญิงเข้ารับการศึกษาจะเป็นไปเพียงชั่วคราว โดยต้องรอให้เงื่อนไขบางประการบรรลุเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม เรื่องการจะกลับมาเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงที่อายุมากขึ้นนั้น ไม่มีความคืบหน้าเลยตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ก่อนการกลับมาของตาลีบัน จำนวนของมัดรอซะห์ที่ขึ้นทะเบียนในระบบ เชื่อว่ามีอยู่ประมาณ 5,000 แห่ง
แม้ว่าเดิมทีมัดรอซะห์จะเน้นการสอนศาสนาเป็นหลัก แต่ตั้งแต่ที่มีการสั่งห้ามการศึกษาในโรงเรียนกระแสหลัก มัดรอซะห์บางแห่งก็ระบุว่าพวกเขาได้ขยายขอบเขตการสอนไปยังวิชาอย่างภาษาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว

ฮามิด ระบุว่า เขาอุทิศตัวเองกับการจัดการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างศาสนาและวิชาการอื่น ๆ สำหรับเด็กหญิงที่อยู่ในช่วงวัยมัธยมศึกษา
"การได้เข้าสังคมกับเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ ทำให้น้องสาวของผมมีความสุขขึ้นมาก" เขาบอกกับฉันด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเห็นได้ชัดว่าภาคภูมิใจกับความสามารถในการไม่ยอมแพ้ของน้องสาว
อย่างไรก็ตาม การเรียนวิชาทางการแพทย์ของอามินาดำเนินไปได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น ก่อนที่ตาลีบันจะสั่งห้ามการฝึกอบรมทางการแพทย์สำหรับผู้หญิง ขณะนี้ ความฝันของอามินามาเจอทางตันอีกครั้ง
โอกาสสำหรับผู้หญิงและเด็กสาววัยรุ่นในการเรียนและการเข้าสังคมถูกจำกัดมากขึ้นในอัฟกานิสถาน บางครอบครัวมีฐานะพอจ่ายค่าเล่าเรียนส่วนตัวได้ แต่สำหรับครอบครัวที่ไม่มีฐานะมากพอ มัดรอซะห์คือทางเลือกเดียวสำหรับพวกเขา
บีบีซีได้ไปเยี่ยมมัดรอซะห์หญิงที่ดำเนินการอย่างอิสระ 2 แห่งในกรุงคาบูล
มัดรอซะห์ เชค อับดุล กาดีร์ จิลานี (Shaikh Abdul Qadr Jilani) ในกรุงคาบูล ให้การศึกษาผู้หญิงมากกว่า 1,800 คน ตั้งแต่ช่วงอายุ 5-45 ปี โดยชั้นเรียนต่าง ๆ ถูกจัดสรรตามระดับความสามารถของนักเรียนแต่ละคน ไม่ได้แบ่งตามอายุ เราได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมที่นี่ได้ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
เช่นเดียวกับมัดรอซะห์อัล-ฮะดีธ ที่นี่หนาวเหน็บ อาคารสามชั้นที่เราเข้าไปเยี่ยมชมไม่มีเครื่องทำความร้อน และบางห้องเรียนบานประตูและบานหน้าต่างก็หายไป
ในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง มีชั้นเรียนอัลกุรอานและชั้นเรียนเย็บผ้าเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยมีกลุ่มเด็กผู้หญิงสวมฮิญาบและหน้ากากอนามัยสีดำนั่งขัดสมาธิบนพื้นพรม
แหล่งทำความร้อนเดียวภายในสถานศึกษาแห่งนี้ คือเครื่องทำความร้อนไฟฟ้าขนาดเล็กที่ถูกตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของอาคาร ในสำนักงานของผู้อำนวยการที่ชื่อ โมฮัมหมัด อิบราฮิม บารักไซ
นายบารักไซ บอกกับฉันว่า ที่นี่มีการสอนวิชาการสมัยใหม่ ควบคู่ไปกับวิชาทางศาสนา
แต่เมื่อฉันถามหาหลักฐานยืนยัน เจ้าหน้าที่ก็ไปค้นหามันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะหยิบตำราเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ขาดรุ่งริ่งออกมาให้ดูไม่กี่เล่ม
ขณะเดียวกัน ห้องเรียนดังกล่าวเต็มไปด้วยตำราทางศาสนาที่ถูกเก็บไว้อย่างดี

มัดรอซะห์ เชค อับดุล กาดีร์ จิลานี แบ่งการเรียนการสอนออกเป็น 2 ภาค คือภาคทางการ ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรของโรงเรียนกระแสหลัก และภาคไม่ทางการ ซึ่งรวมเอาการศึกษาศาสนาและทักษะวิชาชีพ เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า เอาไว้ด้วย
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ก็คือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากภาคไม่ทางการ มีจำนวนมากกว่าผู้สำเร็จการศึกษาภาคทางการในสัดส่วน 10 ต่อ 1
ฮาดียะห์ หญิงอายุ 20 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมัดรอซะห์แห่งนี้ในหลากหลายวิชา ซึ่งรวมถึง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และภูมิศาสตร์
เธอกล่าวอย่างหลงใหลในศาสตร์ทางเคมีและฟิสิกส์ "ฉันรักวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดมันเกี่ยวกับสสาร และความเกี่ยวข้องของแนวคิดเหล่านี้กับโลกรอบตัวฉัน" เธอระบุ
ปัจจุบัน ฮาดียะห์ สอนอัลกุรอานอยู่ที่มัดรอซะห์แห่งนี้ เธอบอกฉันว่าบรรดาวิชาที่เธอชื่นชอบยังมีความต้องการ (demand) ไม่มากเพียงพอ"
ซาเฟีย หญิงอายุ 20 ปีอีกคน สอนภาษาปัชโต (Pashto language) อยู่ที่มัดรอซะห์อัล-ฮะดีธ เธอเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเด็กผู้หญิงในศูนย์ศาสนาควรเพิ่มเติมสิ่งที่เธอเรียกว่า "พัฒนาการส่วนบุคคล" (personal development)
เธอเน้นไปที่ "ฟิกฮ์" (Figh) ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายอิสลามที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติประจำวันของชาวมุสลิม
"ฟิกฮ์ไม่ถูกรวมอยู่ในโรงเรียนกระแสหลักหรือในมหาวิทยาลัย ซึ่งในฐานะหญิงมุสลิม การเรียนฟิกฮ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาของผู้หญิง" เธอระบุ
"การเข้าใจแนวคิดอย่าง ฆุซล (ghusl) การชำระล้างร่างกาย ความแตกต่างในการหมอบกราบระหว่างเพศ และข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับผู้สวดภาวนา เป็นสิ่งสำคัญ"

อย่างไรก็ตาม เธอเสริมว่ามัดรอซะห์ "ไม่สามารถทดแทนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยกระแสหลักได้"
"สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่รวมทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยกระแสหลัก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมของเรา การปิดสถาบันเหล่านี้จะนำไปสู่การค่อย ๆ ถดถอยลงขององค์ความรู้ภายในอัฟกานิสถาน" เธอเตือน
ทาควา เป็นเด็กนักเรียนอายุ 13 ปีที่เก็บตัวและไม่ค่อยพูด ซึ่งศึกษาอยู่ที่มัดรอซะห์ เชค อับดุล กาดีร์ จิลานี เธอมาจากครอบครัวที่เคร่งครัดทางศาสนา และเข้าชั้นเรียนที่นี่กับพี่สาวของเธออีกคน
"วิชาศาสนาคือวิชาโปรดของหนูเลย" เธอกล่าว "หนูชอบเรียนว่าฮิญาบแบบไหนที่ผู้หญิงควรจะสวม ผู้หญิงควรปฏิบัติต่อครอบครัวยังไง ควรปฏิบัติต่อพี่ชายและสามียังไงให้ดีและไม่หยาบคายกับพวกเขา"
"หนูอยากเป็นหมอสอนศาสนาที่เคร่งครัด และแชร์ความศรัทธาของหนูไปให้กับผู้คนทั่วโลก"
ริชาร์ด เบนเน็ตต์ ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถานขององค์การสหประชาชาติ (UN Special Rapporteur) กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับระบบการศึกษา "แบบมัดรอซะห์" ที่เข้มงวดของตาลีบัน
เขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูโอกาสทางการศึกษาที่สูงไปกว่าชั้นประถมศึกษาสำหรับเด็กสาว และในระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้หญิง
นายเบนเน็ตต์ ยังกล่าวเตือนว่าการศึกษาที่จำกัด ที่มาควบคู่กับการว่างงานและความยากจนในระดับสูงนี้ "อาจส่งเสริมอุดมการณ์หัวรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงของการก่อการร้ายในประเทศ ซึ่งคุกคามเสถียรภาพในภูมิภาคและเสถียรภาพของโลก"
ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการของตาลีบันอ้างว่า มีนักเรียนประมาณ 3 ล้านคนในอัฟกานิสถาน ที่ลงทะเบียนเรียนในศูนย์การศึกษาทางศาสนาเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม รายงานเมื่อเดือน ม.ค. 2025 โดยศูนย์สิทธิมนุษยชนอัฟกานิสถาน (Afghan Centre for Human Rights) ประเมินว่าจำนวนที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นมาก และมัดรอซะห์เหล่านี้กำลังถูกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางอุดมการณ์ของกลุ่มตาลีบัน
รายงานดังกล่าวยังกล่าวหาด้วยว่า มีการรวม "เนื้อหาสุดโต่ง" เข้าไปในหลักสูตรของพวกเขา
อัฟกานิสถานยังคงเป็นประเทศเดียวที่ผู้หญิงและเด็กสาวถูกห้ามไม่ให้เข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
กลุ่มตาลีบันสัญญาว่าจะเปิดโรงเรียนสตรีอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขบางประการ เช่น การมีหลักสูตร "อิสลาม" แต่สิ่งนี้ยังไม่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม
ศูนย์สิทธิมนุษยชนอัฟกานิสถาน เรียกข้อสั่งห้ามนี้ว่าเป็น "การละเมิดอย่างเป็นระบบและเจาะจงเป้าหมาย" ต่อสิทธิของเด็กผู้หญิงในการได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
ท่ามกลางความท้าทายทั้งหมดที่อามินาเผชิญ ทั้งปัญหาสุขภาพของเธอและการถูกจำกัดทางการศึกษา เธอยังคงมีความหวัง
"ฉันยังเชื่อว่าวันหนึ่ง ตาลีบันจะอนุญาตให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ กลับมาเปิดอีกครั้ง" เธอกล่าวอย่างเชื่อมั่น "และฉันจะทำความฝันของฉันในการเป็นศัลยแพทย์หัวใจให้สำเร็จ"











