ศาลพิษณุโลกไม่ให้ประกันตัว ดร.พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน หลังเข้ารับทราบข้อหาคดี ม. 112

.

ที่มาของภาพ, Faculty of Social Sciences, Naresuan University

คำบรรยายภาพ, ดร.พอล แชมเบอร์ส อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายจับ ดร.พอล แชมเบอร์ส อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมีกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์

ดร.พอล แชมเบอร์ส และทนายความ ได้ประสานนัดหมายกับทางตำรวจ โดยมีกำหนดเข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลกในวันอังคารที่ 8 เม.ย. นี้

ต่อมาศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า วันนี้ (8 เม.ย.) เวลา 14.15 น. ศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ดร.พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการสัญชาติอเมริกัน จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมีกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ หลังที่ ดร.พอลเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ตามนัดหมาย

อย่างไรก็ตาม ทนายความพยายามขอประกันตัว ดร.พอล แล้ว แต่ศาลจังหวัดพิษณุโลกยังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ดร.พอล เป็นครั้งที่ 2 โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทำให้ ดร.พอล จะต้องเข้าเรือนจำจังหวัดพิษณุโลกทันทีในวันที่ 8 เม.ย.

ทั้งนี้ ในวันที่ 9 เม.ย. ทนายความจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลสูงต่อไป

ก่อนหน้านี้นายอัครชัย ชัยมณีการเกษ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บอกกับบีบีซีว่าเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ว่า ยังไม่ทราบว่า ดร.พอล ถูกกล่าวหาจากเหตุการณ์กรณีใด

มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา คือความผิดฐาน "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

บีบีซีติดต่อไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

อัครชัย กล่าวว่า การดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อชาวต่างชาติไม่แทบไม่เคยเกิดขึ้น แต่ก็มีบางกรณีที่ชาวต่างชาติเคยถูกข้อหานี้มาก่อน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 เม.ย.) คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของ ดร.พอล ระบุว่าได้รับหนังสือจาก พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองพิษณุโลก เรื่องการแจ้งการดำเนินคดีต่อบุคลากรในมหาวิทยาลัย

จดหมายดังกล่าวระบุว่า ทางกองทัพภาคที่ 3 ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส ในความผิดฐาน "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน, ทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร"

ศาลจังหวัดพิษณุโลกได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไว้แล้ว ตามหมายจับที่ จ.245/68 ลงวันที่ 31 มี.ค. 2568 จากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยนเรศวร

หากพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาต่อ ดร.พอล ในสัปดาห์หน้า ตำรวจอาจอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือคุมขัง ซึ่งในกรณีหลังทนายความจะยื่นขอการประกันตัว

ขั้นตอนหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะสอบสวนพยานหลักฐาน และหากเชื่อว่าเขากระทำความผิดจะส่งคดีไปยังอัยการเพื่อพิจารณาว่าจะฟ้องตามข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนยื่นหรือไม่

ดร.พอล เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว เพื่อทำงานวิจัยและเป็นอาจารย์ผู้สอนเกี่ยวกับการเมืองไทย นอกจากนี้ยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของกองทัพไทยด้วย

ทนายความของเขาเปิดเผยว่า ดร.พอล ไม่เคยได้รับหมายเรียกจากตำรวจมาก่อน จนกระทั่งถูกออกหมายจับ

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทยมีมาตั้งแต่มีการตราประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกในปี 2451 แต่อัตราโทษถูกแก้ไขให้รุนแรงขึ้นในปี 2519

รัฐบาลกล่าวว่ากฎหมายนี้มีความจำเป็นต่อการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่นักวิจารณ์กล่าวว่ากฎหมายนี้ใช้เพื่อปราบปรามเสรีภาพในการพูด

นายอัครชัย จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวกับบีบีซีว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำใช้มากขึ้นตั้งแต่การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศในปี 2563

การประท้วงในเวลานั้นได้มีการเรียกร้องไปที่การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากการประท้วงหลายเดือน ประเทศไทยได้ฟื้นคืนชีพกฎหมายอาญามาตรา 112 ขึ้นมาจับกุมดำเนินคดีอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี

นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บันทึกสถิติคดีอาญา ม.112 ว่ามีกว่า 300 คดี เป็นผู้ถูกดำเนินคดีมากกว่า 270 คน รวมทั้งเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี อีกประมาณ 20 คน

"เมื่อประชาชนลงถนนประท้วงเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พวกเขาเผชิญความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีทางการเมือง แต่ตอนนี้นักวิชาการที่เขียนหรือพูดเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ในสถานศึกษา ดูเหมือนว่าพวกเขาก็เผชิญความเสี่ยงเช่นเดียวกัน" นายอัครชัยกล่าว

เมื่อปี 2567 พรรคการเมืองที่มีแนวทางปฏิรูปอย่างพรรคก้าวไกล (กก.) ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคจากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง เพราะเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้านรัฐสภายุโรป (European Parliament) เรียกร้องให้ไทยแก้ไขปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และเรียกกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ฉบับนี้ว่าเป็น "หนึ่งในกฎหมายที่เข้มงวดที่สุดในโลก" และเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ถูกฟ้องร้อง และถูกจำคุกภายใต้กฎหมายอาญามาตรานี้

โฆษก กต. ของสหรัฐฯ แถลง "รู้สึกตกใจต่อการจับกุม"

ในวันที่ 9 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่สองของความพยายามยื่นประกันตัว ดร.พอล อีกครั้ง หลังถูกศาลพิษณุโลกปฏิเสธก่อนหน้านี้

ทางสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เปิดเผยแถลงการณ์ของ แทมมี่ บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า สหรัฐอเมริการู้สึกตกใจต่อการจับกุม นายพอล แชมเบอร์ส พลเมืองอเมริกัน ในประเทศไทย ด้วยข้อหาความผิดทางอาญาฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และเรากำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ยังบอกด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือพลเมืองอเมริกันในต่างประเทศอย่างจริงจัง และเรากำลังติดต่อกับทางการไทยเกี่ยวกับกรณีนี้

"กรณีนี้ตอกย้ำถึงความกังวลที่มีมาอย่างยาวนานของเราต่อการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยเคารพเสรีภาพในการแสดงออก และให้แน่ใจว่ากฎหมายจะไม่ถูกใช้เพื่อปิดกั้นการแสดงออกที่ได้รับอนุญาต ในฐานะพันธมิตรของประเทศไทยตามสนธิสัญญา เราจะติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดและสนับสนุนการปฏิบัติที่เป็นธรรมต่อนายพอล แชมเบอร์ส" โฆษก กต. ของสหรัฐฯ ระบุ

ในแถลงการณ์ยังเน้นย้ำด้วยว่า เจ้าหน้าที่กงสุลของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพมหานคร กำลังให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลที่เหมาะสมทั้งหมดแก่นายพอล

"เราได้ร้องขอให้สามารถเข้าพบนายพอล แชมเบอร์ส เพื่อให้แน่ใจว่าเขามีความเป็นอยู่ที่ดีและเพื่อให้การสนับสนุนที่จำเป็น" แทมมี่ บอก

งานวิชาการของ พอล แชมเบอร์ส เกี่ยวกับอะไรบ้าง

กองทัพ ทหาร ตำรวจ และสถาบันกษัตริย์ คือหัวข้อที่ ดร.พอล แชมเบอร์ส มีงานวิจัยและงานเขียนเชิงวิชาการ การให้สัมภาษณ์ และการแสดงความเห็นในการเสวนาทางวิชาการหลายครั้งหลายโอกาส

ขั้วอำนาจและการแย่งชิง ผบ.ตร.

เขาเคยเขียนบทวิเคราะห์การโยกย้ายตำแหน่งของนายทหารและนายตำรวจของไทยเมื่อเดือน ต.ค. 2566 และเผยแพร่ในเว็บไซต์สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์

ในบทวิเคราะห์ชิ้นดังกล่าว ดร.พอล วิเคราะห์ถึงขั้วอำนาจต่าง ๆ ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเส้นทางการเติบโตของนายตำรวจระดับสูง ตอนนั้นเขามองว่าการแต่งตั้งตำรวจในปี 2566 ในสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยมาตรา 78 (1) ของกฎหมายใหม่ฉบับนี้ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีสามารถคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด โดยคำถึงถึงอาวุโส ความรู้ ความสามารถประกอบกัน เพื่อเสนอให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาเห็นชอบได้

ช่วงตอนหนึ่ง ดร.พอลระบุว่า การที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผบ.ตร. ในเดือน ต.ค. 2566 "ไม่น่าแปลกใจเลย" เพราะ ผบ.ตร. คนนี้เป็นน้องชายของ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลขาธิการพระราชวัง และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

กองทัพ ผลประโยชน์ และการรัฐประหาร

ในห้วงปี 2563 ประเทศไทยเกิดการประท้วงยาวนานหลายเดือนของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองผ่านการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ในบทความของนิวยอร์กไทมส์เรื่อง Almost Like Clockwork, Talk of a Military Coup Follows Thai Protests ซึ่งอาจแปลได้ว่า "ไม่ต่างจากกลไกนาฬิกา มีการพูดถึงการรัฐประหารหลังการชุมนุมประท้วง" ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน พ.ย. ปีนั้น ได้กล่าวถึงการประท้วงในไทย และบทบาทของกองทัพในการเมืองไทยที่รัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้งสำเร็จไปแล้ว 12 ครั้ง ซึ่ง ดร.พอล แชมเบอร์ส แสดงความเห็นถึง กรณีที่มีกระแสข่าวตอนนั้นว่า "มีแผนการทำรัฐประหารหนาหูขึ้น" โดยกล่าวว่า "จักรววรรดินี้จะโต้กลับ"

บทความของนิวยอร์กไทม์ส ระบุว่า ดร.พอล แชมเบอร์ส คือ ผู้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า "Camouflaged Khakistocracy: Civil-Military Relations in Thailand." อาจแปลได้ว่า ระบอบสีกากีอำพราง: ความสัมพันธ์ของกองทัพ-ประชาชนในประเทศไทย โดยคำว่า Khakistocracy เป็นการเล่นคำที่แผลงมาจากคำว่า Kakistocracy ซึ่งแปลว่า การปกครองโดยคนโง่

แชมเบอร์ส ยังให้ความเห็นในตอนนั้นว่า "กองทัพและกลุ่มผลประโยชน์ทุกอย่างในประเทศไทยที่ถูกผู้ประท้วงที่เป็นนักศึกษาคุกคาม พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ระบบทุนนิยมที่กองทัพครอบงำอยู่สิ้นสุดลงแน่"

"กระบวนการกลายเป็นทหารของพระราชา (Monarchized Military)"

หนังสือเล่มสำคัญเล่มหนึ่งของ ดร.พอล คือ A History of Military Ascendancy in Thailand ซึ่งแปลเป็นไทยว่า "ประวัติศาสตร์การครอบงำโดยทหารในไทย" ตีพิมพ์โดย สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์

งานเขียนเล่มนี้ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ของมติชนสุดสัปดาห์ เผยแพร่บนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2566 ว่า เป็นหนังสือที่กล่าวถึงการครอบงำของทหารไทยในช่วงเวลาต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ จวบจนถึงปี 2566

"ในมุมมองของพอล แชมเบอร์ ทหารไทยมีประวัติศาสตร์แห่งการครอบงำในไทยอย่างแรกคือ Monarchized Military หรือการกลายเป็นทหารของกษัตริย์ โดยเฉพาะอำนาจของทหารและเป็นเหตุผลดีของตนที่จำเป็นต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ ในขณะที่ทหารยังรับประกันต่อผลประโยชน์แห่งชาติ การแทรกแซงโดยทหารเป็นเหตุผลใช้อธิบายแก้ตัวการปกป้องสถาบันกษัตริย์ หรือไม่สามารถหยุดยั้งความรู้สึกของพวกเขาว่าพวกเขาได้เกียรติในฐานะผู้ปกป้องราชวงศ์" อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ เขียนไว้ในคอลัมน์ของมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14-20 ก.ค. 2566

ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและสถาบันฯ เมื่อปีที่แล้ว ดร.พอล ยังให้สัมภาษณ์กับโครงการ 112WATCH เกี่ยวกับ คำที่เขาคิดค้นขึ้นมาอย่างคำว่า "กระบวนการกลายเป็นทหารของพระราชา" (Monarchized Military) ด้วย

เบียร์ในเอเชียตะวันออก

นอกจากความเชี่ยวชาญด้านกองทัพ ดร.พอล ยังมีงานเขียนเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ชื่อว่า Beer in East Asia : A political economy ตีพิมพ์เมื่อปี 2566 หนังสือเล่มนี้ ดร.พอล เป็นผู้เขียนร่วม กับ ผศ.ดร.นิธิ เนื่องจำนงค์ เนื้อหานำเสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมเบียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพื่อทำความเข้าใจถึงเศรษฐศาสตร์การเมืองของภูมิภาค โดยมีกรณีศึกษาจาก 10 ประเทศ และเสนอมุมมองเชิงสังคมศาสตร์ว่าเบียร์เกี่ยวข้องกับรัฐของแต่ละประเทศอย่างไร